Publication: The Effect of Problem–Based Learning on Knowledge in Electronic Medical Records for Registered Nurses
7
1
Issued Date
2022
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Siriraj Health Science Education Excellence Center Faculty of Medicine Siriraj Hospital Mahidol University
Department of Obstetrics and Gynaecology Faculty of Medicine Siriraj Hospital Mahidol University
Department of Obstetrics and Gynaecology Faculty of Medicine Siriraj Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 45, No. 2 (April-June 2022), 8-16
Suggested Citation
Kanpitchanon Sanngoen, Vorawan Vanicharoenchai, Tripop Lertbunnaphong, กันต์พิชญ์ฌาณน สารเงิน, วรวรรณ วาณิชย์เจริญชัย, ตรีภพ เลิศบรรณพงษ์ The Effect of Problem–Based Learning on Knowledge in Electronic Medical Records for Registered Nurses. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 45, No. 2 (April-June 2022), 8-16. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/72203
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
The Effect of Problem–Based Learning on Knowledge in Electronic Medical Records for Registered Nurses
Alternative Title(s)
ผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานต่อความรู้ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลวิชาชีพ
Abstract
Background: The private hospital changed from paper to electronic medical records (EMRs), which were implemented in accordance with international and other relevant requirements. The hospital’s chief of nursing and registered nurses oversee the transition from paper to EMRs.
Objective: To study the effects of problem-based learning (PBL) on the knowledge of EMR for registered nurses.
Methods: This was a quasi-experimental research design. This research assigned the population from the registered nurses of the BNH Hospital, Bangkok, Thailand. There were 128 subjects comprising 64 subjects in the experimental group, and 64 subjects in the control group. Each assigned session was 6 hours with traditional learning and PBL in EMR. The instruments used were multiple-choice questions, case scenarios, and satisfaction questionnaires.
Results: The average score of PBL of the posttest was higher in the experimental group compared to the control group, with statistically significant differences (mean [SD], 38.91 [1.84] and 27.13 [2.50] points, respectively; P < .05). Overall, the satisfaction level of PBL was strongly satisfied (mean [SD], 4.55 [0.50] points).
Conclusions: This study found that PBL resulted in registered nurses being more involved in learning EMR than in traditional learning and having a good satisfaction with learning.
บทนำ: โรงพยาบาลเอกชนได้เปลี่ยนระบบเวชระเบียนจากการใช้กระดาษเป็นเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเริ่มจากการฝึกอบรมในระดับหัวหน้าพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเวชระเบียน และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานทางเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลวิชาชีพ วิธีการศึกษา: การออกแบบการวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพฯ ประเทศไทย จำนวน 128 คน ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง จำนวน 64 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 64 คน แต่ละช่วงที่ได้รับมอบหมายคือ 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คำถามแบบปรนัย กรณีสถานการณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานพบว่า หลังการทดลองคะแนนในกลุ่มทดลองสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (Mean [SD], 38.91 [1.84] และ 27.13 [2.50] คะแนน ตามลำดับ, P < .05) โดยภาพรวม ระดับความพึงพอใจของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ (Mean [SD], 4.55 [0.50] คะแนน) สรุป: การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานส่งผลให้พยาบาลวิชาชีพมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิมและมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
บทนำ: โรงพยาบาลเอกชนได้เปลี่ยนระบบเวชระเบียนจากการใช้กระดาษเป็นเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยเริ่มจากการฝึกอบรมในระดับหัวหน้าพยาบาลและพยาบาลวิชาชีพ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเวชระเบียน และเป็นไปอย่างต่อเนื่อง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานทางเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพยาบาลวิชาชีพ วิธีการศึกษา: การออกแบบการวิจัยกึ่งทดลอง เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลบีเอ็นเอช กรุงเทพฯ ประเทศไทย จำนวน 128 คน ประกอบด้วย กลุ่มทดลอง จำนวน 64 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 64 คน แต่ละช่วงที่ได้รับมอบหมายคือ 6 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย คำถามแบบปรนัย กรณีสถานการณ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษา: คะแนนเฉลี่ยของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานพบว่า หลังการทดลองคะแนนในกลุ่มทดลองสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (Mean [SD], 38.91 [1.84] และ 27.13 [2.50] คะแนน ตามลำดับ, P < .05) โดยภาพรวม ระดับความพึงพอใจของการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ (Mean [SD], 4.55 [0.50] คะแนน) สรุป: การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานส่งผลให้พยาบาลวิชาชีพมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิมและมีความพึงพอใจที่ดีต่อการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
