SI-Article
Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/76
Browse
Recent Submissions
Publication Open Access บทบาทของพยาบาล PD กับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้องที่มีปัญหาการติดเชื้อในช่องท้อง(2568) ทนงศักดิ์ หนูริง; เพ็ญศิริ ศรีสุนทร; พงศกร มัสดาย; Thanongsak Nooring; Pensiri Srisuntorn; Pongsakorn Musdaiการติดเชื้อในช่องท้อง เป็นปัญหาที่สำคัญของผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้องและเป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลวทางเทคนิคของการล้างไตทางช่องท้องซึ่งส่งผลให้ต้องผ่าตัดเอาสายล้างไตออกและผู้ป่วยต้องเปลี่ยนวิธีการบำบัดทดแทนไตเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม นอกจากนี้การติดเชื้อในช่องท้องส่งผลต่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของผู้ป่วยและผู้ดูแล พยาบาลล้างไตทางช่องท้องมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อในช่องท้อง โดยมีบทบาทดังนี้ 1) บทบาทในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย ประกอบด้วย การซักประวัติอาการและอาการแสดงในผู้ป่วยที่บ่งบอกภาวะการติดเชื้อในช่องท้อง การค้นหาสาเหตุ การเก็บน้ำยาล้างไตส่งตรวจ การบริหารยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา การติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ 2) บทบาทการให้คำปรึกษา เป็นการช่วยให้ผู้รับบริการได้รู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง รู้จักการปรับตัว เชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถของตนเองในการวางแผนและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการกระตุ้นพลังอำนาจในตนเองในการดูแลตนเองและผู้ป่วย 3) บทบาทการสอน พยาบาลมีแผนการสอนล้างไตทางช่องท้อง การสอนเป็นวิธีการสอนสาธิต โดยใช้เทคนิค case method และการเรียนรู้โดยการนำปัญหาเป็นฐานในการสอน ผู้เรียนต้องได้รับการทบทวนความรู้และการปฏิบัติล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง ทุก 6 เดือน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความตระหนัก ทัศนะคติที่ดีต่อการล้างไตทางช่องท้อง เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม 4.) บทบาทการประสานงาน โดยพยาบาลล้างไตทางช่องท้องเป็นผู้ประสานงานกับสหวิชาชีพและหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในช่องท้องให้เป็นไปตามแผนการรักษาPublication Open Access การศึกษาความพร้อมใช้งานของกล้องจุลทรรศน์ และพฤติกรรมการใช้งานกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล(2568) อภิภู วรภควัตกุล; สมคะเน สิทธิเสือ; ประเดิม เส็งเจริญ; Apipoo Vorapakavatkul; Somkanae Sittisua; Praduam Sengjarernการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมใช้งานของกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ในการเรียนการสอนและศึกษาพฤติกรรมการใช้งานกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 ที่ใช้กล้องจุลทรรศน์ในการเรียนการสอน ปีการศึกษา 2562 จำนวน 318 คน โดยเลือกผู้เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ เก็บข้อมูลแบบสอบถามผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (google form) ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 306 คน คิดเป็นร้อยละ 96.2 ของกลุ่มเป้าหมายจากการศึกษาพบว่านักศึกษา ใช้งานกล้องจุลทรรศน์ Leica รุ่น DM500 ร้อยละ 68.3 และพบเลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายสูง ไม่มีความพร้อมก่อนเริ่มการเรียนในครั้งแรก ร้อยละ 4.6 และเลนส์ใกล้วัตถุแบบ Oil Immersion ขนาด 100x ไม่มีความพร้อม ร้อยละ 14.1 และพบว่าพฤติกรรมการใช้งานและการดูแลกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.01, S.D.= 0.63) ซึ่งพฤติกรรมการจัดเก็บสายไฟกับตัวกล้องจุลทรรศน์หลังเลิกใช้งานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (X ̅= 4.20, S.D.= 0.54) และพฤติกรรมการใช้กระดาษเช็ดเลนส์ชุป Ethyl alcohol 95% ทำความสะอาดหัวเลนส์ ขนาด 40x มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (X ̅= 3.84, S.D.= 0.79) แต่พบว่าพฤติกรรมการดูแลกล้องจุลทรรศน์ส่วนใหญ่ทำไม่ถูกวิธี เพราะไม่ได้ศึกษาคู่มือในการดูแลกล้องจุลทรรศน์ ถึงร้อยละ 93.5Publication Open Access ปัจจัยที่ส่งผลต่อ K-level และคุณภาพชีวิตในคนพิการตัดขาระดับใต้เข่าที่ได้รับขาเทียมระดับใต้เข่าจากโรงพยาบาลศิริราช(2568) ปวีณา เอกวัฒนาพล; มาริษา อมาตยกุล; เขมิสา เองมหัสสกุล; ธนกร ธรรมกรสุขศิริ; Paweena Aekwattanaphol; Marisa Amattayakul; Khemisa Engmahassakul; Thanakorn Thammakornsuksiriบทนำ: ปัจจุบันคนพิการตัดขาระดับใต้เข่ามีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสาเหตุการตัดขาส่วนใหญ่มาจากโรคเบาหวานส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย การทรงตัว การรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อและการยึดติดของข้อเข่า เป็นต้น ดังนั้นการสวมใส่ขาเทียมจะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และหากได้รับขาเทียมที่เหมาะสมกับระดับความสามารถในการเคลื่อนไหวยิ่งส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป ซึ่งปัจจุบัน K-level ถูกนำมาใช้ในการเลือกส่วนประกอบของขาเทียม โดยการประเมินจากแพทย์ แต่ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าปัจจัยใดที่ส่งผลต่อ K-level และคุณภาพชีวิตในคนพิการตัดขาระดับใต้เข่า วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อ K-level และคุณภาพชีวิตคนพิการตัดขาระดับใต้เข่าที่ได้รับขาเทียมจากโรงพยาบาลศิริราช วิธีการวิจัย: การศึกษาภาคตัดขวาง (Cross-sectional Study) เชิงวิเคราะห์ (analytic) ผู้ที่ตัดขาระดับใต้เข่าจำนวน 113 รายที่ผ่านตามเกณฑ์การคัดเข้า จากการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมวิจัยได้แบ่งข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป แบบสำรวจลักษณะการใช้ขาเทียมในปัจจุบัน และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย (WHOQOL-BREF-THAI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ Independent-Samples Kruskal-Wallis Test สำหรับการเปรียบเทียบเชิงคู่ของ K-level และ Multiple Linear Regression Analysis สำหรับคุณภาพชีวิตด้านสังคม ผลการศึกษา: ปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความสามารถของผู้เข้าร่วมวิจัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ, ระยะทางการเดินในหนึ่งวันและระดับคุณภาพชีวิตทางด้านสังคม และปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับคุณภาพชีวิตทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือ การที่ผู้ป่วยไม่เป็นโรคเบาหวานและมีระยะเวลาที่ใช้ขาเทียมระดับใต้เข่าภายหลังตัดขาที่มากกว่า (ปี) สรุปผลการศึกษา: ปัจจัยที่ลดระดับความสามารถในการใช้ขาเทียมของผู้เข้าร่วมวิจัยอย่างเห็นได้ชัด คือ ผู้ที่มีประสบการณ์การใช้ขาเทียมระดับใต้เข่ามีอายุมากขึ้นและมีสาเหตุการตัดขาจากโรคเบาหวาน ล้วนส่งผลกระทบต่อการลดระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการตัดขาระดับใต้เข่า ทว่าการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีสาเหตุการตัดขาจากสาเหตุอื่น ๆ และมีประสบการณ์การใช้งานขาเทียมระดับใต้เข่ามากกว่า 1 ปีขึ้นไปนั้นอาจมีแนวโน้มของระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดPublication Open Access การศึกษาความผิดแผกของยีน Thiopurine methyltransferase (TPMT) จากประสบการณ์การให้บริการทางห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลศิริราช 18 ปี(2567) กชปิญชร จันทร์สิงห์; ปรียนันท์ ศิระประภาภัสส์; เจษฎา บัวบุญนำ; Kochpinchon Chansing; Preeyanun Siraprapapat; Jassada BuaboonnamThiopurine S-methyltransferase (TPMT) เป็นเอนไซม์ย่อยสลายยากลุ่ม thiopurine ได้แก่ 6-mercaptopurine (6-MP), 6-thioguanine (6-TG) ซึ่งเป็นยาที่ใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีความหลากหลายของ TPMT ทำให้ระดับเอนไซม์ TPMT ลดลง ผลข้างเคียงของการรักษาด้วยยาขนาดมาตรฐานของยากลุ่มนี้ทำให้เกิดพิษกดการทำงานของไขกระดูกห้องปฏิบัติการสาขาวิชาโลหิตวิทยาและอองโคโลยีเปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ Thiopurine S-methyltransferase (TPMT) variant จำนวน 5 ชนิดด้วยเทคนิค Allele-specific polymerase chain reaction (AS-PCR) ในการตรวจวิเคราะห์ TPMT*2 และเทคนิค PCR-restriction fragment length polymorphism (PCR-RFLP) ในการตรวจวิเคราะห์ TPMT*3A, *3B, *3C และ *6 จากการให้บริการ 18 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.25472564 มีตัวอย่างเลือดคนไทยที่ส่งตรวจวิเคราะห์ TPMT variant ทั้งหมด 1,087 ตัวอย่าง จากผลการตรวจวิเคราะห์พบ genotype 3 แบบ คือ TPMT*1/*1, TPMT*3A/*1 และ TPMT*3C/*1 ที่ร้อยละ 93.84, 0.09 และ 6.07 ตามลำดับ ซึ่งพบ variant เพียง 2 ชนิด คือ TPMT*3A และ *3C เมื่อนับจำนวน allele ทั้งหมดพบชนิดของ allele ที่ร้อยละ 0.05 และ 3.04 ตามลำดับเมื่อเทียบกับ allele ปกติ (TPMT*1) ที่ร้อยละ 96.91 จากการศึกษาพบว่าการตรวจวิเคราะห์ยีน TPMT*3C พบมากที่สุดในประชากรไทยและสูงกว่าในประชากรทั่วไปในแถบเอเชีย ซึ่งการที่แพทย์ทราบข้อมูลความผิดแผกของยีน TPMT จึงเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยทำให้แพทย์สามารถปรับลดขนาดยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุดและประสบความสำเร็จในการรักษาได้มากยิ่งขึ้นPublication Open Access การประยุกต์ใช้โปรแกรม Zoom Cloud Meetings สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ในยุคโควิด-19(2567) กมลวรรณ เกิดปัญญา; Kamonwan Kerdpunyaบทความวิชาการเรื่องการประยุกต์ใช้โปรแกรม Zoom Cloud Meetings สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ในยุคโควิด-19 มีวัตถุประสงค์ของการนำเสนอเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้โปรแกรม Zoom Cloud Meetings สำหรับการเรียนการสอนของภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสืบค้นข้อมูลสำหรับนักวิจัย สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการทำวิจัยในขั้นต่อไป และเป็นการเผยแพร่ความรู้ให้ผู้สนใจ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมาย ข้อดี ข้อจำกัด การใช้งาน และการประยุกต์ใช้ Zoom Cloud Meetings สำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ในยุคโควิด-19Publication Open Access การบริหารจัดการอุบัติการณ์ในโรงพยาบาลโดยหลักการพื้นฐานของ ITIL(2566) กิตติศักดิ์ แก้วบุตรดี; อัจฉรา กิจเดช; Kittisak Kaebooddee; Atchara Kitdeshคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีพันธกิจในการเรียนการสอน การวิจัย และให้บริการผู้ป่วยที่ได้มาตรฐานสากล โดยจำนวนผู้ป่วยนอกที่มารับบริการในปี พ.ศ. 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,086,866 ราย และผู้ป่วยในทั้งสิ้น 84,133 ราย ในกระบวนการให้บริการตามพันธกิจของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้มีนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาสนับสนุนในการให้บริการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 ปฏิรูปเพื่ออนาคตเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ส่งผลทำให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คือหัวใจหลักในการขับเคลื่อน และพัฒนาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในการให้บริการผู้ป่วยที่มีจำนวนมากของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีความพร้อมในการให้บริการตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อระบบเกิดความขัดข้อง บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ต้องแจ้งอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อทำการแก้ไขอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และเป็นการลดผลกระทบที่มีต่อการให้บริการผู้ป่วยฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้นำหลักการของ Information Technology Infrastructure Library: ITIL มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อกู้คืน และซ่อมแซมระบบให้สามารถกลับมาให้บริการแก่ผู้ป่วยให้ไวที่สุด เพื่อลดผลกระทบและความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้นในวงกว้างแก่การให้บริการผู้ป่วยPublication Open Access วิถีใหม่การเข้ารับบริการตรวจเลือดแบบไดร์ฟทรูผ่านแอปพลิเคชัน ศิริราชคอนเน็ค(2566) ฐิตาภรณ์ กำเหนิดรัตน์; กนก เอมรุจิ; Thitaporn Kamnerdrat; Kanok Emrujiวิกฤตโรคไวรัสโคโรน่า 2019 (Covid-19) ได้ส่งผลกระทบในหลายด้าน ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม รวมถึงด้านการแพทย์ และกระตุ้นให้เกิดความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานและยกระดับหลาย ๆ เงื่อนไขที่ไม่ใช่เฉพาะเพียงด้านราคาในการบริการเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับแนวทางการให้บริการที่ลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกด้วยโรงพยาบาลศิริราชจึงปรับเปลี่ยนการให้บริการใหม่ คือ การเจาะเลือดผู้ป่วยแบบ Drive-thru สู่ชีวิตวิถีใหม่ของการมารับบริการผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการให้บริการผู้ป่วยอย่างมีมาตรฐาน ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ามาในพื้นที่แออัดของโรงพยาบาล ลดความภาวะความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในสถานการณ์โรคติดต่อ ใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยแต่ละราย ผู้ป่วยสามารถออกจากเครื่องได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ใช้บริการเจาะเลือดแบบ Drive-thru จะต้องเป็นผู้ป่วยเดิมที่มีนัดหมาย โดยสามารถลงทะเบียนจองคิวเข้ารับบริการได้ทางแอปพลิเคชัน ศิริราชคอนเน็คPublication Open Access ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล(2566) รัตนสุดา โสภวัฒนกุล; นัดดา วรรณราช; สุชีรา วิบูลย์สุข; พิราวรรณ หนูเสน; Ruttanasuda Sopawattanakul; Nadda Wannarat; Sucheera Wiboolsuk; Pirawan Noosenวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ 5 ด้าน คือ ปัจจัยทางด้านบุคคล ปัจจัยทางด้านหลักสูตร ปัจจัยทางด้านสถาบันการศึกษา ปัจจัยทางด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษา และปัจจัยทางด้านสังคม วิธีการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง คือ 1. กลุ่มผู้ที่สำเร็จการศึกษา หรือ กำลังศึกษาอยู่ในภาคการศึกษาสุดท้าย ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจะทำการเก็บข้อมูลจากนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยของรัฐ ในคณะที่มีการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ 2. กลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานทางด้านการศึกษาทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ บุคลากรสายวิชาการ และ บุคลากรสายสนับบสนุน ผู้วิจัยจะทำการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ปฏิบัติงานตามคณะแพทย์ต่างๆ ในประเทศไทย จำนวนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 85 รายเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีการวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิควิธี Pearson Correlation เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษาต่อกับการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31 - 40 ปี มีสถานภาพโสด มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานของรัฐ/พนักงานมหาวิทยาลัย มีรายได้เฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 50,000 บาท และมีประสบการณ์ในการทำงานด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในช่วง 1 3 ปี โดยผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ อยู่ในระดับมาก และให้ความสำคัญกับปัจจัยทางด้านสถาบันการศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยทางด้านหลักสูตร ปัจจัยทางด้านสังคม และ ปัจจัยทางด้านค่าใช้จ่ายในการศึกษา ตามลำดับ สรุป: เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ในการทำงานด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่แตกต่างกันมีผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05Publication Open Access หลักการการประเมินผลทางแพทยศาสตร์ศึกษาประสบการณ์จากการร่วมการประชุมวิชาการแพทยศาสตร์ศึกษานานาชาติของสมาคมแพทยศาสตร์ศึกษายุโรป “Association of Medical Education in Europe (AMEE) 2014(2558) ฉันทชา สิทธิจรูญ; Chantacha SitticharoonPublication Open Access ผลสัมฤทธิ์ของการพัฒนาทัศนคติต่อวิชาชีพของนักศึกษากายอุปกรณ์ผ่านกิจกรรมเสริมหลักสูตร(2558) ธันยพร รักบางบูรณ์; รลักษณ์ ปรากฏมงคล; ณณ์ชิตา โยคะนิตย์; นิศารัตน์ โอภาสเกียรติกุล; Thanyaporn Rakbangboon; Voraluck Prakotmongkol; Punchita Yokanit; Nisarat Opartkiattikulงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จัดขึ้นจำเพาะสำหรับนักศึกษากายอุปกรณ์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อปลูกฝังและพัฒนาทัศนคติต่อวิชาชีพของนักศึกษากายอุปกรณ์ โดยกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่จัดขึ้นระหว่างปีการศึกษา 2553 ถึงปีการศึกษา 2556 คณะผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลังโดยทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ 2 ตัว คือ อัตราการคงอยู่ของนักศึกษาไทยจนสำเร็จการศึกษา และอัตราการทำงานด้านกายอุปกรณ์ของบัณฑิตไทย ผลการวิจัยพบว่า ก่อนปีการศึกษา 2553 นักศึกษากายอุปกรณ์ชาวไทยมีอัตราการคงอยู่เฉลี่ยเพียงร้อยละ 71 แต่ภายหลังจากที่คณะผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 เป็นต้นมา พบว่าอัตราการคงอยู่เฉลี่ยของนักศึกษาไทยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 83 และจากการศึกษาอัตราการทำงานด้านกายอุปกรณ์ของบัณฑิตไทยภายหลังสำเร็จการศึกษาพบว่าบัณฑิตรุ่นที่ 1 ถึง 5 ที่สำเร็จการศึกษาก่อนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีอัตราผู้ที่ทำงานด้านกายอุปกรณ์ร้อยละ 75 ส่วนบัณฑิตรุ่นที่ 6 ถึง 9 ซึ่งสำ เร็จการศึกษาในขณะที่โรงเรียนฯได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่ามีอัตราผู้ทำงานด้านกายอุปกรณ์เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งสองตัวชี้วัด ดังนั้นการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรน่าจะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาเกิดความตระหนักในความสำคัญของบทบาทของนักกายอุปกรณ์ส่งผลให้เกิดความรัก และภาคภูมิใจในวิชาชีพ และเลือกที่จะทำงานในสาขาวิชาชีพนี้ต่อไปPublication Open Access การศึกษาผลของการใช้งานใบส่งถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังแบบพัฒนาปรับปรุงใหม่(2558) นาราวิญจน์ นาราวรนันท์; กมลพรรณ เลิศรุจิวณิช; ศักดา สุขรื่น; Narawin Naravoranun; Kamonpan Lertrujiwanit; Sakda Sookงานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับใบส่งถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างแพทย์กับนักวิชาการโสตทัศนศึกษา(ช่างภาพ) มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบผลของใบส่งถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังแบบพัฒนาปรับปรุงใหม่โดยประเมินความพึงพอใจใบส่งถ่ายภาพฯแบบเดิม กับ แบบปรับปรุงครั้งที่ 1 จากบุคลากรในภาควิชาตจวิทยา และสถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล รวม 34 คน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาแก้ไขเป็นใบส่งถ่ายภาพฯ แบบปรับปรุงครั้งที่ 2 ผลการวิจัยพบว่าใบส่งถ่ายภาพ แบบพัฒนาปรับปรุงใหม่ครั้งที่ 2 มีประสิทธิภาพดีมาก จากการนำไปใช้150 ใบ พบปัญหาเพียง 1 ใบ เนื่องจากพบรอยโรคของผู้ป่วยเกิดขึ้นบริเวณมุมที่ไม่มีในใบส่งถ่ายภาพ จึงได้เพิ่มรูปด้านข้างของข้อมือในมุมสันมือ radial และ ulnar เข้าไปในใบส่งถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังแบบพัฒนาปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันใบส่งถ่ายภาพที่ได้รับการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพจากการวิจัยนี้ได้นำไปสู่การปฏิบัติจริงทดแทนใบส่งถ่ายภาพรอยโรคผิวหนังแบบเดิมที่คลินิกโรคผิวหนัง ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลPublication Open Access ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักศึกษาแพทย์ระดับชั้นปรีคลินิก(2558) สุชีรา วิบูลย์สุข; นิตยาภรณ์ บุญสวัสดิ์; Sucheera Wiboolsuk; Nittayaporn Bunsawatการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการเรียนรู้อย่างมีความสุข และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักศึกษาแพทย์ระดับชั้นปรีคลินิกกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 จำนวน 243 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (α) = 0.859 สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของค่าเฉลี่ย ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นบันได ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาแพทย์ระดับชั้นปรีคลินิกมีระดับการเรียนรู้อย่างมีความสุขทั้ง 6 ด้าน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.42 ด้านที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก คือ ด้านเปิดประตูสู่ธรรมชาติรองลงมาด้านความมุ่งมั่นและ มั่นคง และด้านความรักความศรัทธา ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขทั้ง 5 ปัจจัย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเรียนรู้อย่างมีความสุข อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้อย่างมีความสุขมากที่สุด คือ ปัจจัยด้านผู้เรียน มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.51 รองลงมา คือ ปัจจัยด้านเพื่อน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านผู้สอน โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.39, 0.37, 0.36 ตามลำดับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างมีความสุขที่สามารถร่วมกันพยากรณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขของนักศึกษาแพทย์ระดับชั้นปรีคลินิก คือ ปัจจัยด้านผู้เรียน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ปัจจัยด้านเพื่อน สามารถร่วมกันพยากรณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขได้ร้อยละ 30.5 และสมการถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน คือ การเรียนรู้อย่างมีความสุข = 0.370 ด้านผู้เรียน + 0.198 ด้านสภาพแวดล้อม + 0.115 ด้านเพื่อนPublication Open Access แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) กับแพทยศาสตร์ศึกษา(2558) สุรีย์ลักษณ์ สุจริตพงศ์; ปวีณา เชี่ยวชาญวิศวกิจ; บุษฏี ประทุมวินิจPublication Open Access Publication Open Access การติดตามผู้สัมผัสโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้(2558) เจนจิต ฉายะจินดา; ชนากานต์ เกิดกลิ่นหอมPublication Open Access Publication Open Access การจัดการเรียนการสอนแพทยศาสตร์ด้วยสถานการณ์จำลอง(2558) ตรีภพ เลิศบรรณพงษ์Publication Open Access การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิกต่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล(2558) นุชจรีย์ หงษ์เหลี่ยม; พัชดาพรรณ อุดมเพ็ชร; พรรณิการ์ พุ่มจันทร์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิกต่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ใน 2 ด้าน คือ ด้านอาจารย์ผู้สอน และด้านการจัดการเรียนการสอน จำแนกตามเพศ ชั้นปี และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยผู้วิจัยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 และชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 273 คน มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) และเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิกต่อการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาแพทย์ร้อยละ 50.90 เป็นเพศหญิง ซึ่งมีค่าเฉลี่ยคะแนนของทัศนคติของนักศึกษาแพทย์ชั้นปรีคลินิกต่อการจัดการเรียนการสอน หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในด้านอาจารย์ผู้สอน และด้านการจัดการเรียนการสอน โดยรวมมีความเหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.07 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65 และด้านอาจารย์ผู้สอนมีความเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 4.18 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.47 และด้านการจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 3.96 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.83Publication Open Access การสร้างข้อสอบอัตนัยประยุกต์(2558) เชิดศักดิ์ ไอรมณีรัตน์Publication Open Access
