Restorative justice in thai court : the study of appropriate model relating to domestic violence
22
Issued Date
2023
Copyright Date
2006
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
x, 166 leaves : ill.
ISBN
9740476465
Access Rights
restricted access
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (Ph.D. (Criminology, Justice Administration and Society))--Mahidol University, 2006
Suggested Citation
Chitruedee Weerawess Restorative justice in thai court : the study of appropriate model relating to domestic violence. Thesis (Ph.D. (Criminology, Justice Administration and Society))--Mahidol University, 2006. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/88903
Title
Restorative justice in thai court : the study of appropriate model relating to domestic violence
Alternative Title(s)
ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในศาลยุติธรรมไทย : การศึกษาตัวแบบที่เหมาะสมเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The problem of domestic violence and its effects on society has been increasingly acknowledged in Thailand. The mainstream criminal justice system is not interested in harm to the victim and community and does not dissuade the accused from committing in domestic violence again, in other words the present system cannot solve the problem of domestic violence in Thai society. This study focuses on the application of Restorative Justice to domestic violence cases only relating to husband or wife assaulting the other and suggestion appropriate proceeding model for domestic violence cases in Thai courts including legal measures for prevention of recidivism in domestic violence cases. This study is qualitative analysis using data triangulation, in other words interview, observation and documents. Population includes judges, community leaders, injured persons and those accused of domestic violence and pending actions in court. The result of analysis found that it is reasonable to apply Restorative Justice to domestic violence. Domestic violence should be a compoundable offence, it shall be characterized by intention of a wife or husband to inflict bodily or mental harm, or enforce immoral power over the partner. Cases of domestic violence should allow a third person to participate in the trial to give advice and assist the judge in mediation between parties, thus helping a suitable conclusion to be reached. Legal measures for prevention of recidivism are suspension of imprisonment, suspension of determination of imprisonment, and execution of a bond and probation including reimbursement for helping person injured of domestic violence. Finally, the suitable court for consideration and adjudication of domestic violence cases should be The Juvenile and Family Court. This study can help Thai courts adapt to and deal with domestic violence cases, thus improvement efficiency and effectiveness in preventing recidivism in domestic violence.
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นที่ ตระหนักและรับรู้เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยว่ามีผลกระทบ ต่อสังคมอย่างมากมาย ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนจึงควรต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ ในกรณีที่สามีทําร้าย ภริยา เมื่อสามีถูกฟ้องและถูกดําเนินคดีในศาล ผู้พิพากษายังคงใช้กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่ง เน้นหนักที่การลงโทษจําเลยเท่านั้นในคดีความรุนแรงในครอบครัว ระบบความยุติธรรมกระแสหลักเพิกเฉย ต่อความเสียหายของเหยื่อและชุมชนและไม่สามารถสกัดกั้นจําเลยในการกลับมาใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซ้ําอีกได้ การศึกษานี้ให้ความสําคัญกับการนําความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในคดีความรุนแรงใน ครอบครัวเฉพาะที่ สามีหรือภริยาทําร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง และหาตัวแบบที่ เหมาะสมของการพิจารณาคดีความ รุนแรงในครอบครัวของศาลไทย รวมทั้งหามาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความ รุนแรงในครอบครัวซ้ำอีกการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลแบบสามเส้าโดยการสัมภาษณ์ สังเกตการณ์และเอกสาร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้พิพากษาผู้นําชุมชน ผู้เสียหายและจําเลยที่มีคดี ความรุนแรงในครอบครัวอยู่ ระหว่างการพิจารณาของศาล ผลการศึกษาพบว่า มีเหตุผลในการนําความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้กับคดีความรุนแรงใน ครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัวควรเป็นความผิดอันยอมความได้ ลักษณะการใช้ความรุนแรงต้องเป็น กรณีที่สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจตนากระทําต่ออีกฝ่ายหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือการใช้กําลังอํานาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายบังคับจนอีกฝ่ายหนึ่งต้องจํายอม ควรอนุญาตให้มี บุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีเพื่อให้คําแนะนําและช่วยเหลือผู้พิพากษาในการไกล่เกลี่ยและ ลงโทษจําเลยตามความเหมาะสม มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความรุนแรงใน ครอบครัวซ้ำอีกได้แก่ การรอการลงโทษ การรอการกําหนดโทษ การทําทัณฑ์บน และการคุมความประพฤติ รวมทั้งให้จ่ายค่าชดเชยเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายด้วย และสุดท้ายศาลที่เหมาะสมในการพิจารณาพิพากษาคดี ความรุนแรงในครอบครัวควรเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษานี้ สามารถ นําเอาผลของการศึกษาไปปรับหรือประยุกต์ใช้ในกระบวนพิจารณาคดีความรุนแรงในครอบครัวในศาลไทย ได้ เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นที่ ตระหนักและรับรู้เพิ่มมากขึ้นในสังคมไทยว่ามีผลกระทบ ต่อสังคมอย่างมากมาย ทุกหน่วยงานของรัฐและเอกชนจึงควรต้องร่วมมือกันแก้ปัญหานี้ ในกรณีที่สามีทําร้าย ภริยา เมื่อสามีถูกฟ้องและถูกดําเนินคดีในศาล ผู้พิพากษายังคงใช้กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ซึ่ง เน้นหนักที่การลงโทษจําเลยเท่านั้นในคดีความรุนแรงในครอบครัว ระบบความยุติธรรมกระแสหลักเพิกเฉย ต่อความเสียหายของเหยื่อและชุมชนและไม่สามารถสกัดกั้นจําเลยในการกลับมาใช้ความรุนแรงในครอบครัว ซ้ําอีกได้ การศึกษานี้ให้ความสําคัญกับการนําความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในคดีความรุนแรงใน ครอบครัวเฉพาะที่ สามีหรือภริยาทําร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง และหาตัวแบบที่ เหมาะสมของการพิจารณาคดีความ รุนแรงในครอบครัวของศาลไทย รวมทั้งหามาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความ รุนแรงในครอบครัวซ้ำอีกการศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลแบบสามเส้าโดยการสัมภาษณ์ สังเกตการณ์และเอกสาร ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ผู้พิพากษาผู้นําชุมชน ผู้เสียหายและจําเลยที่มีคดี ความรุนแรงในครอบครัวอยู่ ระหว่างการพิจารณาของศาล ผลการศึกษาพบว่า มีเหตุผลในการนําความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้กับคดีความรุนแรงใน ครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัวควรเป็นความผิดอันยอมความได้ ลักษณะการใช้ความรุนแรงต้องเป็น กรณีที่สามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจตนากระทําต่ออีกฝ่ายหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ หรือการใช้กําลังอํานาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายบังคับจนอีกฝ่ายหนึ่งต้องจํายอม ควรอนุญาตให้มี บุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคดีเพื่อให้คําแนะนําและช่วยเหลือผู้พิพากษาในการไกล่เกลี่ยและ ลงโทษจําเลยตามความเหมาะสม มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความรุนแรงใน ครอบครัวซ้ำอีกได้แก่ การรอการลงโทษ การรอการกําหนดโทษ การทําทัณฑ์บน และการคุมความประพฤติ รวมทั้งให้จ่ายค่าชดเชยเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายด้วย และสุดท้ายศาลที่เหมาะสมในการพิจารณาพิพากษาคดี ความรุนแรงในครอบครัวควรเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว ประโยชน์ที่จะได้รับจากการศึกษานี้ สามารถ นําเอาผลของการศึกษาไปปรับหรือประยุกต์ใช้ในกระบวนพิจารณาคดีความรุนแรงในครอบครัวในศาลไทย ได้ เพื่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการป้องกันมิให้จําเลยกลับมาใช้ความรุนแรงในครอบครัวซ้ำอีก
Degree Name
Doctor of Philosophy
Degree Level
Doctoral Degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Criminology, Justice Administration and Society
Degree Grantor(s)
Mahidol University
