Affective forecasting for cosmetic surgery of Thai women
2
Issued Date
2023
Copyright Date
2017
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xi, 268 leaves
Access Rights
restricted access
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (Ph.D. (Social Sciences and Health))--Mahidol University, 2017
Suggested Citation
Daraphak Yenchai Affective forecasting for cosmetic surgery of Thai women. Thesis (Ph.D. (Social Sciences and Health))--Mahidol University, 2017. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/89820
Title
Affective forecasting for cosmetic surgery of Thai women
Alternative Title(s)
การคาดการณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับศัลยกรรมเสริมความงามของผู้หญิงไทย
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The objectives of this research were to study the components, factors and errors in affective forecasting for cosmetic surgery of Thai women. This was a qualitative case-study that used seventeen participants purposively selected using snowball sampling. Both prospective and retrospective approaches were designed for data collection where nine cosmetic surgery prospective and eight cosmetic surgery retrospective participants were grouped respectively. Narrative and in-depth interviews were used in collecting data. The results showed that the participants forecasted that after undergoing surgery, they would have positive emotions and they predicted the occurrence of positive emotions to be greater than the negative because they imaged success more than failures. For emotional intensity, it was revealed that positive emotions were more intense than negative emotions. The duration of the forecasted emotion showed that positive emotions would be forecasted to last longer than the negative emotions. The factors that related to affective forecasting were emotional states at prediction time, cosmetic-surgery experienced and social contexts. However, the actual emotions after getting the cosmetic surgery were different from the forecasted emotions. For the emotional intensity and duration, it was found that negative emotions were more intense and seemed to be longer than positive emotions. The errors came from two sources - mental simulations and processes. Factors of cosmetic surgery, such as price, surgeon's fame, outcomes of the surgery and reaction from other people (both compliments and gossips) were related to the affective forecasting errors. The results could be applied to guide related organizations in enacting regulations for controlling cosmetic surgery clinics/hospitals to provide accurate information about a specifically cosmetic-surgery procedure and its outcomes, both before and after the surgery. If cosmetic surgery clinics/hospitals use technology for plastic surgery simulations, they should simulate them to be similar to possible outcomes after surgery in order to reduce the errors in affective forecasting.
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคาดการณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และความคลาดเคลื่อนของความรู้สึกที่คาดการณ์ของผู้หญิงไทย รวมถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการคาดการณ์และความคลาดเคลื่อนนั้น โดยใช้การศึกษารายกรณีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูล 17 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่กำลังจะทำศัลยกรรมเสริมความงามบริเวณใบหน้า 9 ราย และผู้ที่เคยทำศัลยกรรมบริเวณใบหน้ามาแล้วไม่เกิน 1 ปี 8 ราย ด้วยการสัมภาษณ์เชิงเล่าเรื่อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบติดตามไปข้างหน้า ร่วมกับแบบติดตามย้อนหลัง ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้แนวคิดการคาดการณ์ความรู้สึกของวิลสันและกิลเบิร์ต เป็นฐานในการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีการคาดการณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า หลังทำศัลยกรรมเสริมความงามแล้วตนจะมีอารมณ์เกิดขึ้น โดยเป็นอารมณ์เชิงบวกมากกว่าอารมณ์เชิงลบ เนื่องจากคาดการณ์ถึงความสำเร็จจากการทำศัลยกรรมฯ มากกว่าความล้มเหลว ส่วนอารมณ์เชิงลบได้ถูกคาดการณ์ในลักษณะที่เป็นการเผื่อใจไว้กับความล้มเหลวเท่านั้น โดยอารมณ์เชิงบวกที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นคือ ความรู้สึกพอใจ มั่นใจ ภูมิใจ มีความสุข และไม่กังวล ขณะที่อารมณ์เชิงลบที่คาดการณ์คือ ความรู้สึกกลัว กังวล เครียด รำคาญ และหงุดหงิด สำหรับความเข้มข้นของอารมณ์ หากเป็นอารมณ์เชิงบวก ผู้ให้ข้อมูลคาดการณ์ว่าจะมีความเข้มข้นในระดับปานกลางถึงระดับมาก ส่วนอารมณ์เชิงลบจะมีความเข้มข้นในระดับน้อย สำหรับความคงทนยาวนานของอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น หากเป็นอารมณ์เชิงบวกก็จะถูกคาดการณ์ว่าจะมีความยาวนานตลอดไป ขณะที่อารมณ์เชิงลบจะคงอยู่เพียงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าแผลจะหายหรือเมื่อได้ทำศัลยกรรมแก้ไขใหม่ ทั้งนี้มีภาวะอารมณ์ในขณะที่คาดการณ์ ประสบการณ์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และบริบททางสังคม เช่น กลุ่มเพื่อน ดารานักแสดง รวมถึงค่านิยมในการทำศัลยกรรมฯ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการคาดการณ์ความรู้สึก อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่คาดการณ์นั้นมีความคลาดเคลื่อนจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง โดยพบว่า มีอารมณ์ชนิดอื่นๆเกิดขึ้น ทั้งในอารมณ์เชิงบวก เช่น ความรู้สึกชื่นชมตนเอง ฟิน และอารมณ์เชิงลบ เช่น ความรู้สึกเสียดาย เป็นต้น ส่วนความเข้มข้น และความคงทนของอารมณ์พบว่า อารมณ์ในเชิงลบที่เกิดขึ้นมีความเข้มข้นในระดับมาก และคงอยู่ยาวนานกว่าอารมณ์ในเชิงบวก ส่วนความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการคาดการณ์อารมณ์เกิดขึ้นมาจากการจำลองภาพเหตุการณ์ในจิต และกระบวนการคิดของบุคคลที่มุ่งเฉพาะความสาเร็จของผลลัพธ์จากการทำศัลยกรรมฯ เพียงอย่างเดียว โดยมิได้สนใจบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงละเลยกลไกในระบบการป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจัยประสบการณ์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงามในครั้งปัจจุบัน เช่น ราคาค่าใช้จ่าย ชื่อเสียงของศัลยแพทย์ ตลอดจนประสบการณ์อื่นๆ ในอดีต เช่น การผ่าตัดคลอดบุตร การทำฟัน รวมถึงผลลัพธ์จากการทำศัลยกรรมฯ ในครั้งปัจจุบัน และปฏิกิริยาจากบุคคลรอบข้างภายหลังการทำศัลยกรรมฯ เช่น คำชมหรือคำนินทา ล้วนเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นด้วย จากข้อค้นพบของการวิจัยนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรได้ดำเนินการให้สถานเสริมความงามให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ทำศัลยกรรมฯ ทั้งในช่วงก่อนและหลังการทำศัลยกรรมเสริมความงาม อีกทั้งหากมีการใช้เทคโนโลยีในการจาลองภาพ ก็ควรจะจาลองภาพให้ออกมาใกล้เคียงกับโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ทำศัลยกรรมฯ มีการคาดการณ์ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นจริงจากผลลัพธ์ที่ได้จากการทำศัลยกรรมฯ อันเป็นการช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการคาดการณ์
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการคาดการณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และความคลาดเคลื่อนของความรู้สึกที่คาดการณ์ของผู้หญิงไทย รวมถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการคาดการณ์และความคลาดเคลื่อนนั้น โดยใช้การศึกษารายกรณีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูล 17 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่กำลังจะทำศัลยกรรมเสริมความงามบริเวณใบหน้า 9 ราย และผู้ที่เคยทำศัลยกรรมบริเวณใบหน้ามาแล้วไม่เกิน 1 ปี 8 ราย ด้วยการสัมภาษณ์เชิงเล่าเรื่อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบติดตามไปข้างหน้า ร่วมกับแบบติดตามย้อนหลัง ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา โดยใช้แนวคิดการคาดการณ์ความรู้สึกของวิลสันและกิลเบิร์ต เป็นฐานในการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีการคาดการณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า หลังทำศัลยกรรมเสริมความงามแล้วตนจะมีอารมณ์เกิดขึ้น โดยเป็นอารมณ์เชิงบวกมากกว่าอารมณ์เชิงลบ เนื่องจากคาดการณ์ถึงความสำเร็จจากการทำศัลยกรรมฯ มากกว่าความล้มเหลว ส่วนอารมณ์เชิงลบได้ถูกคาดการณ์ในลักษณะที่เป็นการเผื่อใจไว้กับความล้มเหลวเท่านั้น โดยอารมณ์เชิงบวกที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นคือ ความรู้สึกพอใจ มั่นใจ ภูมิใจ มีความสุข และไม่กังวล ขณะที่อารมณ์เชิงลบที่คาดการณ์คือ ความรู้สึกกลัว กังวล เครียด รำคาญ และหงุดหงิด สำหรับความเข้มข้นของอารมณ์ หากเป็นอารมณ์เชิงบวก ผู้ให้ข้อมูลคาดการณ์ว่าจะมีความเข้มข้นในระดับปานกลางถึงระดับมาก ส่วนอารมณ์เชิงลบจะมีความเข้มข้นในระดับน้อย สำหรับความคงทนยาวนานของอารมณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น หากเป็นอารมณ์เชิงบวกก็จะถูกคาดการณ์ว่าจะมีความยาวนานตลอดไป ขณะที่อารมณ์เชิงลบจะคงอยู่เพียงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าแผลจะหายหรือเมื่อได้ทำศัลยกรรมแก้ไขใหม่ ทั้งนี้มีภาวะอารมณ์ในขณะที่คาดการณ์ ประสบการณ์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงาม และบริบททางสังคม เช่น กลุ่มเพื่อน ดารานักแสดง รวมถึงค่านิยมในการทำศัลยกรรมฯ เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการคาดการณ์ความรู้สึก อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่คาดการณ์นั้นมีความคลาดเคลื่อนจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง โดยพบว่า มีอารมณ์ชนิดอื่นๆเกิดขึ้น ทั้งในอารมณ์เชิงบวก เช่น ความรู้สึกชื่นชมตนเอง ฟิน และอารมณ์เชิงลบ เช่น ความรู้สึกเสียดาย เป็นต้น ส่วนความเข้มข้น และความคงทนของอารมณ์พบว่า อารมณ์ในเชิงลบที่เกิดขึ้นมีความเข้มข้นในระดับมาก และคงอยู่ยาวนานกว่าอารมณ์ในเชิงบวก ส่วนความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการคาดการณ์อารมณ์เกิดขึ้นมาจากการจำลองภาพเหตุการณ์ในจิต และกระบวนการคิดของบุคคลที่มุ่งเฉพาะความสาเร็จของผลลัพธ์จากการทำศัลยกรรมฯ เพียงอย่างเดียว โดยมิได้สนใจบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงละเลยกลไกในระบบการป้องกันตนเอง นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจัยประสบการณ์เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมเสริมความงามในครั้งปัจจุบัน เช่น ราคาค่าใช้จ่าย ชื่อเสียงของศัลยแพทย์ ตลอดจนประสบการณ์อื่นๆ ในอดีต เช่น การผ่าตัดคลอดบุตร การทำฟัน รวมถึงผลลัพธ์จากการทำศัลยกรรมฯ ในครั้งปัจจุบัน และปฏิกิริยาจากบุคคลรอบข้างภายหลังการทำศัลยกรรมฯ เช่น คำชมหรือคำนินทา ล้วนเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นด้วย จากข้อค้นพบของการวิจัยนี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรได้ดำเนินการให้สถานเสริมความงามให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ทำศัลยกรรมฯ ทั้งในช่วงก่อนและหลังการทำศัลยกรรมเสริมความงาม อีกทั้งหากมีการใช้เทคโนโลยีในการจาลองภาพ ก็ควรจะจาลองภาพให้ออกมาใกล้เคียงกับโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ทำศัลยกรรมฯ มีการคาดการณ์ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกับความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นจริงจากผลลัพธ์ที่ได้จากการทำศัลยกรรมฯ อันเป็นการช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการคาดการณ์
Degree Name
Doctor of Philosophy
Degree Level
Doctoral Degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Social Sciences and Health
Degree Grantor(s)
Mahidol University
