Effects of pursed lips breathing with forced expiration techniques and active cycle of breathing technique on airway clearance in chronic obstructive pulmonary disease patients

dc.contributor.advisorSuwannee Jarungjitaree
dc.contributor.advisorRoongtiwa Vachalathiti
dc.contributor.advisorBenjamas Chuaychoo
dc.contributor.advisorChanika Sritara
dc.contributor.authorSaowanee Woravutrangkul
dc.date.accessioned2023-09-05T02:21:35Z
dc.date.available2023-09-05T02:21:35Z
dc.date.copyright2009
dc.date.created2009
dc.date.issued2023
dc.description.abstractการศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของเทคนิคการหายใจแบบห่อริมฝีปาก ร่วมกับการหายใจออกอย่างแรง และเทคนิคการหายใจแบบวงจรด้วยตนเองต่อการระบายเสมหะใน ทางเดินหายใจของคนสุขภาพดี และศึกษาประสิทธิภาพของเทคนิคทั้งสองในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังในการศึกษาที่ 1 ผู้เข้าร่วมการศึกษาเป็นชายสุขภาพดี 3 คน ได้รับการตรวจวัดเทคนิคละออง สารเภสัชรังสีต่อการเคลื่อนของเสมหะในทางเดินหายใจภายในเวลา 70 นาที ตลอด 3 วันศึกษาด้วย เทคนิคการรักษาที่ต่างกัน ผลพบว่าทั้งสองเทคนิคมีประสิทธิผลใกล้เคียงกันแต่ดีกว่าการหายใจปกติ ในการศึกษาควบคุม โดยเทคนิคการหายใจแบบห่อริมฝีปากร่วมกับการหายใจออกอย่างแรงมีการ เคลื่อนระบายเสมหะในทางเดินหายใจส่วนต้นได้ดีกว่าเล็กน้อย ส่วนทางเดินหายใจส่วนกลางและ ทางเดินหายใจส่วนปลายนั้น ทั้งสองเทคนิคจะได้ผลดีชัดเจนเมื่อเทียบกับการหายใจปกติ ดังนั้นการ ระบายเสมหะในปอดปกติโดยรวมจะเกิดขึ้นได้ดีด้วยเทคนิคการหายใจแบบห่อริมฝีปากร่วมกับการ หายใจออกอย่างแรงและเทคนิคการหายใจแบบวงจรด้วยตนเอง การศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังระดับรุนแรงน้อย-ปานกลาง จำนวน 22 ราย เข้า ร่วมการศึกษาและได้รับการตรวจประเมิน ประกอบด้วย 1) การวัดค่าสมรรถภาพปอด, 2) แบบสอบ ถามการประเมินอาการด้วยตนเอง, 3) ใบบันทึกประจำวันด้วยตนเองเกี่ยวกับค่าอัตราการไหลสูงสุด ของอากาศขณะหายใจออก, ปริมาณเสมหะ, ค่าคะแนนความรู้สึกเหนื่อยด้วยบอร์ก และ4) แบบสอบ ถามความพอใจต่อเทคนิครักษาของผู้ป่วย ผู้ป่วยถูกสุ่มคัดเลือกเข้ากลุ่มศึกษา คือ กลุ่มที่ได้รับการ รักษาด้วยเทคนิคการหายใจแบบห่อริมฝีปากร่วมกับการหายใจออกอย่างแรง (กลุ่ม 1) และกลุ่มที่ ได้รับการรักษาด้วยเทคนิคการหายใจแบบวงจรด้วยตนเอง (กลุ่มที่ 2) ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า ตัวแปรการศึกษาต่างๆ ไม่พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มในช่วงเวลาศึกษา ส่วน ภายในกลุ่ม 1 ค่าเฉลี่ยรวมของอัตราการไหลสูงสุดของอากาศขณะหายใจออกสูงขึ้นและปริมาณ เสมหะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสัปดาห์แรกและสอง ในกลุ่มที่ 2 พบว่า ค่าความเร็ว ลมหายใจออกสูงสุดของสมรรถภาพปอดมีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 14 เทียบกับเมื่อแรกเข้า นอกจากนี้ทั้งสองกลุ่มมีค่าคะแนนแบบสอบถามการประเมินอาการด้วยตนเองลดลง นั่นคือ อาการ โดยรวมของผู้ป่วยดีขึ้นในวันที่ 14 เทียบกับวันแรกของการศึกษา การศึกษานี้ ชี้ให้เห็นถึงผลของ ทั้งสองเทคนิคต่อเพิ่มการระบายเสมหะและสมรรถภาพปอดดีขึ้นในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและ ทั้งสองเทคนิคมีประสิทธิภาพดีพอกัน
dc.format.extentxix, 231 leaves : ill.
dc.format.mimetypeapplication/pdf
dc.identifier.citationThesis (Ph.D. (Physical Therapy))--Mahidol University, 2009
dc.identifier.urihttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/89335
dc.language.isoeng
dc.publisherMahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center
dc.rights.holderMahidol University
dc.subjectBreathing Exercises
dc.subjectLung Diseases
dc.subjectLungs -- Diseases, Obstructive
dc.titleEffects of pursed lips breathing with forced expiration techniques and active cycle of breathing technique on airway clearance in chronic obstructive pulmonary disease patients
dc.title.alternativeผลของเทคนิคการหายใจแบบห่อริมฝีปากร่วมกับการหายใจออกอย่างแรง และเทคนิคการหายใจแบบวงจรด้วยตนเองต่อการขจัดเสมหะของทางเดินหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
dcterms.accessRightsrestricted access
mu.link.internalLinkhttp://mulinet11.li.mahidol.ac.th/e-thesis/2553/cd448/4836611.pdf
thesis.degree.departmentFaculty of Physical Therapy
thesis.degree.disciplinePhysical Therapy
thesis.degree.grantorMahidol University
thesis.degree.levelDoctoral Degree
thesis.degree.nameDoctor of Philosophy

Files

Collections