The potential for homestay tourism in the Plai Pong Pang subdistrict ecotourism area : a case study of the ecotourism village in Samutsongkram province
Issued Date
2003
Copyright Date
2003
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 196 leaves
ISBN
9740439063
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Environmental Planning for Community and Rural Development))--Mahidol University, 2003
Suggested Citation
Vipada Kerdpermpoon The potential for homestay tourism in the Plai Pong Pang subdistrict ecotourism area : a case study of the ecotourism village in Samutsongkram province. Thesis (M.Sc. (Environmental Planning for Community and Rural Development))--Mahidol University, 2003. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/105636
Title
The potential for homestay tourism in the Plai Pong Pang subdistrict ecotourism area : a case study of the ecotourism village in Samutsongkram province
Alternative Title(s)
ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในพื้นที่ตำบลปลายโพงพาง กรณีศึกษา : หมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ตำบลปลายโพงพาง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The purpose of this research is to analyze people's knowledge and attitude to homestay in order to indicate the potential of homestay tourism. The factors affecting this potential and the readiness of the area are indicated. The study compares the difference of knowledge and assesses the readiness of the area for homestay by using a questionnaire with 142 local people, 150 tourists and In-depth Interview with 22 people opening their houses for homestay. Data was analyzed using SPSS for Windows. Statistics used for the analysis are
Mean, Percentage, t-test, Stepwise Multiple Regression Analysis and Descriptive Analysis. The study shows that the level of the knowledge among local people about homestay is high. Most people agree that homestay is a good idea for their area. People who had government or community positions had a greater knowledge about homestay, as did those who participated in homestay management. Support from government agencies did not increase people's knowledge about homestay. Training in homestay, having received
information and being of male sex positively affected attitudes to homestay. Most local people thought the area was very ready for homestay; however, tourists clearly thought it was only moderately ready. However, there was no significant difference in knowledge about homestay between the local people and tourists.
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้วัดศักยภาพของประชาชนด้านความรู้และด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน ชี้วัดความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืน บ่งชี้ถึงตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านความรู้และด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนและเปรียบเทียบความแตกต่างด้านความรู้และการประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ประชาชนจำนวน 142 รายและนักท่องเที่ยวจำนวน 150 ราย และแบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ประชาชนที่เปิดบ้านเป็นที่พักแบบพักร่วมค้างคืน จำนวน 22 ราย ประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ (SPSS FOR WINDOWS) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ t-test การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) และ การพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ศักยภาพของประชาชนด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับสูง ส่วนศักยภาพด้านทัศนคตินั้นอยู่ในระดับเห็นด้วยต่อการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน ตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล การมีส่วนร่วมในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน และสถานภาพทางสังคมตามลำดับ ตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ การได้รับข่าวสาร เพศ และการฝึกอบรม ตามลำดับ ประชาชนประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับสูงแตกต่างจากนักท่องเที่ยวที่ประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับปานกลาง โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างด้านการประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนระหว่างประชาชนและนักท่องเที่ยว พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การเปรียบเทียบความแตกต่างด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนระหว่างประชาชนและนักท่องเที่ยวพบว่า ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้วัดศักยภาพของประชาชนด้านความรู้และด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน ชี้วัดความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืน บ่งชี้ถึงตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านความรู้และด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนและเปรียบเทียบความแตกต่างด้านความรู้และการประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนโดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) ประชาชนจำนวน 142 รายและนักท่องเที่ยวจำนวน 150 ราย และแบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ประชาชนที่เปิดบ้านเป็นที่พักแบบพักร่วมค้างคืน จำนวน 22 ราย ประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจัยเชิงสังคมศาสตร์ (SPSS FOR WINDOWS) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ร้อยละ t-test การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) และ การพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ศักยภาพของประชาชนด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับสูง ส่วนศักยภาพด้านทัศนคตินั้นอยู่ในระดับเห็นด้วยต่อการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน ตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาล การมีส่วนร่วมในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน และสถานภาพทางสังคมตามลำดับ ตัวแปรที่มีผลต่อศักยภาพของประชาชนด้านทัศนคติในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืน เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้แก่ การได้รับข่าวสาร เพศ และการฝึกอบรม ตามลำดับ ประชาชนประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับสูงแตกต่างจากนักท่องเที่ยวที่ประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนอยู่ในระดับปานกลาง โดยเมื่อนำมาเปรียบเทียบความแตกต่างด้านการประเมินความพร้อมของพื้นที่ในการรองรับที่พักแบบพักร่วมค้างคืนระหว่างประชาชนและนักท่องเที่ยว พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การเปรียบเทียบความแตกต่างด้านความรู้ในการจัดที่พักแบบพักร่วมค้างคืนระหว่างประชาชนและนักท่องเที่ยวพบว่า ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
Description
Environmental Planning for Community and Rural Development (Mahidol University 2003)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Environment and Resource Studies
Degree Discipline
Environmental Planning for Community and Rural Development
Degree Grantor(s)
Mahidol University
