Changes in sexual behavior among AIDS patients
1
Issued Date
2011
Copyright Date
2011
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
vii, 81 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Human Reproduction and Population Planning))--Mahidol University, 2011
Suggested Citation
Nualnapa Kasemvilawan Changes in sexual behavior among AIDS patients. Thesis (M.Sc. (Human Reproduction and Population Planning))--Mahidol University, 2011. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/94988
Title
Changes in sexual behavior among AIDS patients
Alternative Title(s)
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศของผู้ป่วยโรคเอดส์ชาย
Author(s)
Abstract
ปัจจุบันโรคเอดส์มีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมากเพราะมีอัตราการตายจากโรคนี้สูงและมี การติดต่ออย่างรวดเร็วจากการมีเพศสัมพันธ์ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศของผู้ป่วยโรคเอดส์ชาย ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เข้ามารับการติดตามการรักษา ที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพจำนวน 80 ราย โดยการซึ่งตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติพรรณนาประกอบด้วย ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติวิเคราะห์ ประกอบด้วย Chi-square test, Fisher's Exact test และ McNemar 's test ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี (ร้อยละ 50.0), สถานภาพสมรสคู่ (ร้อยละ 52.7), อาชีพ รับจ้าง (ร้อยละ 58.9), รายได้เฉลี่ยระหว่าง 10,001-20,000 บาทต่อเดือน (ร้อยละ 63.8), จบการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย (ร้อยละ 51.3), อาการสำคัญที่มาตรวจรักษาครั้งแรกคือมีไข้เรื้อรัง (ร้อยละ 33.8) ผู้ป่วย ส่วนใหญ่เป็นโรคนี้มานาน 1-5 ปี (ร้อยละ 60.0), ขณะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ (ร้อยละ66.24) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศภายหลังทราบว่าเป็นเอดส์พบว่า ผู้ป่วยมีเพศสัมพันธ์กับ ภรรยา ลดลงอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่กับเพื่อนหญิง, โสเภณีหรือเพื่อนชายกลับมีเพศสัมพันธ์ลดลง อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ผู้ป่วยมีการใช้ถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นโดยร้อยละ 90-100 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาลดลงคือ การศึกษา (p<0.001) อาชีพ (p<0.05) และ สถานภาพสมรส (p<0.05) โดยสรุปผู้ป่วยโรคเอดส์ชายตระหนักถึงความเสี่ยงของการแพร่กระจายของโรคมีการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางเพศที่ดีขึ้น ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะมีเพศสัมพันธ์ลดลง และป้องกันการแพร่เชื้อโรค เอดส์โดยการใช้ถุงยางอนามัย การศึกษาครั้งนี้ยืนยันถึงบทบาทของผู้ป่วยมีความสำคัญในการช่วยป้องกันการ แพร่กระจายของโรคมากขึ้น
Description
Human Reproduction and Population Planning (Mahidol University 2011)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital
Degree Discipline
Human Reproduction and Population Planning
Degree Grantor(s)
Mahidol University
