Search Results

Now showing 1 - 10 of 12
  • PublicationOpen Access
    การประพันธ์ทางเดี่ยวซออู้ เพลงเชิดนอก
    (2566) นริศรา ศักดิ์ปัญจโชติ; ดวงฤทัย โพคะรัตน์ศิริ; ณัฐชยา นัจจนาวากุล; Narisara Sakpunjachot; Duangruthai Pokaratsiri; Nachaya Natchanawakul
    การประพันธ์ทางเดี่ยวซออู้ เพลงเชิดนอก มีแนวคิดการประพันธ์ทางเดี่ยวโดียใช้ทางปี่ในเป็นพื้นฐาน เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่ปรากฏบทเพลงดังกล่าวสําหรับทางเดี่ยวซออู้ ผู้วิจัยได้ศึกษาโครงสร้าง คุณลักษณะของเพลงเชิดนอก จังหวะและเอกลักษณ์ของบทเพลง รวมถึงศึกษา...จับ มีการถ่ายทอดอารมณ์ให้ความรู้สึกถึงความรุกเร้า การไล่จับ ผู้วิจัยจึงนํารูปแบบดังกล่าวมาใช้ในการประพันธ์ เพื่อให้ได้ทางเดี่ยวซออู้ที่มีคุณลักษณะ รูปแบบและลีลาการบรรเลงใกล้เคิยงกับทางปี่ใน ในการประพันธ์ทางเดี่ยวจึงประกอบไปด้วยโครงสร้างทํานองอย่างปี่ใน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Determinants of condom use at last sex among adult HIV patients on antiretroviral treatment in Mandalay City, Myanmar
    (2018) Zaw Zaw Oo; Jiraporn Chompikul; Bang-on Thepthien; ซอซอ อู; จิราพร ชมพิกุล; บังอร เทพเทียน; Mahidol University. ASEAN Institute for Health Development
    This hospital based cross-sectional study aimed at determining the prevalence of condom use at last sex within 12 months, and associated factors among HIV patients on antiretroviral treatment (ART) in Mandalay city, Myanmar. The two-stage cluster sampling was used to draw a sample. The data collection was conducted in April 2018. A total of 442 HIV positive patients aged 18 years and older on ART who followed up at the Integrated HIV Care (IHC) clinics in Mandalay City were face to face interviewed using a structured questionnaire. Chi-square test and multiple logistic regression were used to examine associations between independent variables and condom use at last sex. This study revealed 79.6% of HIV positive patients used condom at last sex. Overall, 56.3% were male. Mean age was 39.58 years with standard deviation of 7.99. Nearly 32.6% were having own business and 33.3% graduated higher more than high school level. Only 13.1% were currently living as a single. In Chi-square test, gender, employment status, marital status, self-efficacy to use condom, disclosure of HIV status, fertilitydesire in the last 12 months and HIV status of regular partner were significantly associated with last sex condom use. In multiple logistic regression, male HIV patients (Adj OR=1.88, 95% CI=1.09-3.23), being married/cohabiting (Adj OR=5.10, 95% CI=2.00-12.98), having high self-efficacy to use condom (Adj OR=3.32, 95% CI=1.81-6.10) and no fertility desire (Adj OR=4.23, 95% CI=2.19- 8.16) were more likely to use condom at last sex when controlling for gender, education levels and HIV knowledge levels about transmission and prevention. Couple counselling about conception and specific activities for increasing self-efficacy to use condom for HIV positive patients should be promoted to improve effectiveness of HIV prevention program.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการย้ายออกจากไอ ซี ยู ในผู้ป่วยผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจและผ่าตัดเปลี่ยน/ ซ่อมลิ้นหัวใจ ต่อความวิตกกังวลจากการย้ายและความพึงพอใจ
    (2554) ปราณี ทองใส; Pranee Tongsai; น้ําทิพย์ กุณา; Namtip Kuna; จารุวรรณ พงษ์ปราโมทย์; Jaruwan Phongpramote; พันธุ์ศักดิ์ ลักษณบุญส่ง; Pansak Laksanabunsong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก; มหาวิทยาลัยมหิดล. โรงพยาบาลศิริราช. ฝ่ายการพยาบาล
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการย้ายออกจากไอซียูต่อการลดความวิตกกังวลจากการย้ายออกจากไอซียู และความพึงพอใจในการบริการพยาบาล ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ และผ่าตัดเปลี่ยน/ซ่อมลิ้นหัวใจรูปแบบการวิจัย: การศึกษากึ่งทดลองวิธีการดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง 60 คน เป็นผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจและผ่าตัดเปลี่ยน/ซ่อมลิ้นหัวใจ โรงพยาบาลศิริราช จํานวน 60 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กําหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการดูแลแบบปกติ และกลุ่มทดลองซึ่งได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการย้ายออกจากไอซียู จํานวนกลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบวัดความวิตกกังวลก่อนย้ายออกจากไอซียู แบบวัดความวิตกกังวลหลังย้ายออกจากไอซียู และแบบสอบถามความคิดเห็นผู้ใช้บริการต่อคุณภาพการบริการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบทีผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีความวิตกกังวลน้อยกว่ากลุ่มควบคุมทั้งก่อนและหลังย้ายออกจากไอซียูอย่างมีนัยสําคัญ (p < .05) และกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อการบริการพยาบาลมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างไม่มีนัยสําคัญทางสถิติ (p > .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยในการย้ายออกจากไอซียู หลังผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ และผ่าตัดเปลี่ยน/ซ่อมลิ้นหัวใจ สามารถลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนและหลังย้ายออกจากไอซียูได้ จึงควรส่งเสริมให้พยาบาลใช้โปรแกรมนี้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การสังเคราะห์ความรู้จากบทคัดย่องานวิจัย R2R (Service Plan) สาขา 5 สาขาหลัก (สูติ-ศัลย์-MED-เด็ก-ออร์โธ)
    (2559) มาศโมฬี จิตวิริยธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก. งานการศึกษา วิจัยและวิชาการ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาแบบฝึกเพื่่อการบรรเลงเดี่่ยวขิมเพลงลาวแพน
    (2564) กันตภน เรืองลั่น; ณัฐชยา นัจจนาวากุล; กานต์ยุุพา จิตติวัฒนา; Kantapol Ruanglun; Nachaya Natchanawakul; Karnyupha Jittivadhna; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาดนตรีศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาการศึกษาทั่วไป
    การวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเพื่อการบรรเลงเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีขอบเขตการสร้างแบบฝึกเพื่อใช้สำหรับเพลงลาวแพน ทางศาสตราจารย์ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เท่านั้นจากการศึกษาพบว่า เดี่ยวขิมเพลงลาวแพน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เพลงลาวแพนใหญ่ และซุ้มลาวแพนใช้หน้าทับลาว ในอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวเพลงลาวแพนเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองกระชับสนุกสนานมีการใช้เสียงกระทบซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเสียงแคนเมื่อนำมาสร้างเป็นทางเดี่ยวขิมจึงพบว่าสามารถเลียนแบบเสียงประสานในแคนได้เป็นอย่างดี พบเทคนิคการบรรเลงจำนวน 12 เทคนิค ซึ่งแบ่งออกเป็นเทคนิคการสร้างเสียงประสาน เทคนิคการตีเก็บ เทคนิคการกรอเสียง และเทคนิคการสร้างเสียงพิเศษเฉพาะ ซึ่งเมื่อนำมาพัฒนาสามารถสร้างแบบฝึกได้ 26 แบบฝึก ลาวแพนเป็นเพลงเดี่ยวสูงที่ต้องอาศัยทักษะการบรรเลงเฉพาะตน แบบฝึกที่สร้างขึ้นจึงมุ่งเน้นการฝึกฝนเทคนิคต่างๆ โดยถอดโครงสร้างรูปแบบ ท่วงทำนองของเพลงลาวแพนมาใช้ในการสร้างแบบฝึกด้วยกลุ่มเสียงสำคัญของเพลง คือ ฟ ซ ล x ด ร x เป็นพื้นฐานในการสร้างแบบฝึก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยกับกลุ่มเสียงนอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบฝึกที่ไล่เรียงจากง่ายไปยากมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน มุ่งฝึกทักษะด้านจังหวะ ความแม่นยำและรสมือของผู้เรียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของการเสริมนมผสมในมารดาต่อปริมาณน้ำนมมารดาใน 48 ชั่วโมง หลังคลอดในโรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2552) ปิติมา ฉายโอภาส; นิตยา โรจนนิรันดร์กิจ; ชมภูนุช บุญประเสริฐ; Pitima Chaiobhas; Chompunutch Boonprasert; Nitaya Rotjananirunkit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมมารดาในระยะ 48 ชั่วโมงแรก ในมารดาหลังคลอดกลุ่มที่ได้รับการเสริมนมผสมกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการเสริมนมผสม กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ มารดาหลังคลอดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและบุตรมีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยสูติกรรม 2 โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 60 คน เลือกแบบเฉพาะ เจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม จำนวน 30 คน ซึ่งได้รับการพยาบาล ตามปกติ คือ กระตุ้นการดูดของทารก โดยนำบุตรไปให้มารดาทันทีที่รับบุตรจากห้องคลอด และทุก 3 ชั่วโมง เป็นเวลา 48 ชั่วโมงหลังคลอด ปั๊มนมมารดาด้วยเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าหลังคลอด 48 ชั่วโมงนาน 10–15 นาที วัดปริมาณน้ำนมที่ได้ ส่วนกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ได้รับการ พยาบาลตามปกติร่วมกับการเสริมนมผสมสำหรับมารดาหลังคลอดครั้งละ 200 มล. โดยให้ มารดาหลังคลอดดื่มทุก 4 ชั่วโมง ยกเว้นมื้อ 2.00 น. เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า ค่า เฉลี่ยของปริมาณน้ำนมของมารดาที่วัดได้จากการปั๊มด้วยเครื่องปั๊มนมไฟฟ้านาน 10–15 นาที ครั้งเดียว เมื่อ 48 ชั่วโมงหลังคลอดในกลุ่มทดลอง เท่ากับ 24.9 มล. ซึ่งมีปริมาณมากกว่ากลุ่ม ควบคุม เท่ากับ 10 มล. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากการศึกษานี้ที่พบว่าการให้นมผสมเสริมแก่ มารดาหลังคลอด ทำให้มารดามีปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น จึงควรเน้นการให้ความรู้แก่มารดาในด้าน การดื่มนมเสริม ดื่มน้ำให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในระยะให้นมบุตร เพื่อให้มารดาได้รับสารอาหารและน้ำที่เพียงพอในการสร้างน้ำนม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    หนึ่งชาติพันธุ์ สองถิ่นฐาน สามสภาพปรากฏ: โลกแห่งชีวิตของชาวละว้า (ละเวือะ) ณ จังหวัดเชียงใหม่
    (2556) ชิตชยางค์ ยมาภัย; Jitjayang Yamabhai; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย. สาขาวิชาวัฒนธรรมศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท
    บทความเชิงสังเคราะห์นี้ บรรยายถึงโลกแห่งชีวิตของชาวละว้าที่เกิดขึ้นบนถิ่นฐาน 2 แห่ง คือ บนดอยและในเมืองเชียงใหม่ ผู้เขียนใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารตามแนวทางอภิชาติพันธุ์วรรณา เพื่อสร้างข้อสรุปใหม่ จากงานวิชาการ 2 เรื่อง ผู้เขียนเสนอข้อถกเถียงว่าโลกแห่งชีวิตของชาวละว้าได้รับอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสู่ลักษณะทางสังคมแบบ “ทันสมัยมาก” ชาวละว้าจึงจำเป็นจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในทวิวิถี คือ สังคมประเพณีด้วยวิถีชีวิตแบบยังชีพ กับสังคมทันสมัย อันหมายถึง การทำให้สิ่งต่างๆ กลายเป็นสินค้า ระบบทุนนิยมและกลไกการตลาด ที่ได้คืบคลานเข้าครอบคลุมถิ่นฐานบนดอย จนชาวละว้ามิอาจปฏิเสธวิถีดังกล่าวได้ ผลของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมทันสมัยทำให้ชาวละว้าตกอยู่ในสภาพปรากฏ คือ พอใจ จำใจ และจนใจ แตกต่างกันไปตามความพอประมาณในการดำเนินชีวิตประจำวัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาคลิปล็อคอุปกรณ์สำหรับรวบถุงคลุมกล้องผ่าตัดปลอดเชื้อและการประเมินประสิทธิผล
    (2561) ธมกร พงษ์สุขเวชกุล; ณัฏฐชา เจียรนิลกุลชัย; Tamakorn Pongsukwetchakul; Natthacha Chiannilkulchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาคลิปล็อคอุปกรณ์สำหรับรวบถุงคลุมกล้องผ่าตัด ปลอดเชื้อและประเมินประสิทธิผลคลิปล็อคที่พัฒนาขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การออกแบบ และพัฒนาคลิปล็อคและการประเมินประสิทธิผลคลิปล็อค โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง คือ พยาบาลประจำการห้องผ่าตัด จำนวน 36 ราย และศัลยแพทย์กระดูกและข้อ จำนวน 6 ราย ซึ่งทำผ่าตัดที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง รวมทั้งหมดจำนวน 42 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินประสิทธิผลต่อการใช้คลิปล็อคและแบบบันทึกปัญหาจากการใช้คลิปล็อค วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนเฉลี่ยการประเมินประสิทธิผล ต่อการใช้คลิปล็อคโดยรวมในทุกด้านอยู่ในระดับ มีประสิทธิผลมาก เมื่อจำแนกรายด้าน พบว่า ด้านความมีคุณค่า ได้คะแนนเฉลี่ยมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ตัวปิด-เปิดที่ส่วน ปลายสามารถปิด-เปิดได้ง่าย ได้คะแนนเฉลี่ยน้อยที่สุด ปัญหาจากการใช้คลิปล็อคที่พบมากที่สุด คือ ใส่อุปกรณ์รวบถุงคลุมกล้องผิดด้านต้องใส่ใหม่ คลิปล็อคเป็นอุปกรณ์สำหรับรวบถุงคลุมกล้อง ที่พัฒนาขึ้นสามารถรวบเก็บถุงคลุมกล้องผ่าตัดปลอดเชื้อไว้ได้มั่นคง ป้องกันถุงคลุมกล้องผ่าตัด ปลอดเชื้อหล่นมาปนเปื้อนบริเวณผ่าตัด ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ตำแหน่งผ่าตัดจาก การใช้กล้องผ่าตัด ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคลิปล็อคให้มีประสิทธิผลในการใช้งานมากขึ้น โดยปรับตัวเกี่ยวที่ใช้สำหรับล็อคให้มีขนาดยาวขึ้น จะทำให้สามารถปิด-เปิดได้ง่ายและสะดวก มากขึ้น
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยทำนายระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
    (2553) พรทิพย์ มาลาธรรม; ปิยนันท์ พรหมคง; ประคอง อินทรสมบัติ; Porntip Malathum; Piyanan Promkong; Prakong Intarasombat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์
    โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในผู้สูงอายุ หากผู้สูงอายุไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ จะส่งผลกระทบต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิต การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์และความสามารถของตัวแปรคัดสรร (อายุ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน ดัชนีมวลกาย กิจกรรมทางกาย การรับรู้ความสามารถในการดูแล ตนเอง และแรงสนับสนุนของครอบครัว) ในการร่วมกันทำนายระดับน้ำตาลในเลือดของผู้สูงอายุ ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเข้ารับการตรวจ รักษาที่คลินิกโรคเบาหวานที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลควนขนุน และศูนย์สุขภาพชุมชน ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 จำนวน 120 ราย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล การทำกิจกรรมทางกาย การรับรู้ความสามารถในการดูแล ตนเอง และแรงสนับสนุนของครอบครัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบอันดับของสเปียร์แมน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุแบบ Enter ผลการศึกษาพบว่า ประมาณครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในวัยผู้สูงอายุตอนต้น เป็นเพศหญิงร้อยละ 73.3 และ มีระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน 2 เดือน ถึง 30 ปี ซึ่งเมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์พบว่า กิจกรรมทางกายมีความสัมพันธ์ทางลบกับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวแปรอื่นๆ ได้แก่ อายุ ดัชนีมวลกาย การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง และแรง สนับสนุนของครอบครัว ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อนำตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาทั้งหมด มาวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุโดยวิธี Enter พบว่าตัวแปร ดังกล่าวสามารถร่วมอธิบายความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ 16.3 โดยพบว่า กิจกรรมทางกาย/การออกกำลังกาย สามารถอธิบายความแปรปรวนของระดับน้ำตาลในเลือด ได้มากที่สุด รองลงมาคือ ระยะเวลาที่เป็นโรคเบาหวาน ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกายในการ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างไรก็ตาม ชนิดของการออกกำลังกาย ความหนัก ระยะเวลา และ ความถี่ ของการทำกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย ยังคงต้องการการศึกษาอีกต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาซับซ้อนโดยผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงต่อผลลัพธ์ด้านผู้ป่วย
    (2561) รัตนาภรณ์ จีระวัฒนะ; สิริมนต์ ริ้วตระกูล ประเทืองธรรม; อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ; Ratanaporn Jerawatana; Sirimon Reutrakul; Apinya Siripitayakunkit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาซับซ้อนโดยผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง (APN) ต่อผลลัพธ์ด้านผู้ป่วยกรอบแนวคิดครั้งนี้ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มร่วมกับการใช้เทคนิค การสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหลักฐานเชิงประจักษ์ผู้เข้าร่วมวิจัย เป็นผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัญหาซับซ้อนเข้ารักษาในโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 30 ราย เลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับโปรแกรม 3 ระยะ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ ในสัปดาห์ที่ 1 มีกิจกรรมระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ดังนี้ ระยะที่ 1 ส่งเสริมการรู้จักตนเองและสร้างแรงจูงใจ โดย APN ให้ผู้เข้าร่วมวิจัยประเมินภาวะสุขภาพกระตุ้นสร้างแรงจูงใจในการดูแลตนเองระยะที่ 2 ตั้งเป้าหมายและวางแผนร่วมกันให้ความรู้ในการดูแลเบาหวานฝึกทักษะและพัฒนาทักษะในการดูแล ตนเองสร้างสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงจูงใจรวม จำนวน 3 ครั้งและในสัปดาห์ที่ 2 ดำเนินกิจกรรมระยะที่ 3 สนับสนุนการดูแลต่อเนื่องโดยติดตามทางโทรศัพท์ทุก 2 สัปดาห์ รวมทั้งสิ้น 5 ครั้งและเปิดช่องทาง สายด่วน APN 24 ชั่วโมง เก็บข้อมูลพฤติกรรมการดูแลตนเองคุณภาพชีวิตและค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ในเลือดก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรม 2 สัปดาห์ เก็บข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเบาหวาน 3 ครั้ง คือ ก่อน และหลังให้ความรู้ทุกด้านและหลังสิ้นสุดโปรแกรม 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย การทดสอบทีและสถิติความแปรปรวนแบบวัดซ้ำของฟรีดแมนผลการวิจัย พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีอายุ ระหว่าง 19 ถึง 87 ปี มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้พฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตสูงกว่าก่อน ได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและมีค่าเฉลี่ยน้ำตาลสะสมเฉลี่ยลดลงจาก 11.43% เป็น 7.29% หลังสิ้นสุดโปรแกรมงานวิจัยนี้แสดงถึงประสิทธิภาพของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีปัญหาซับซ้อนโดยผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูงอย่างต่อเนื่องต่อผลลัพธ์ที่ดีด้านผู้ป่วยดังนั้นจึงควร นำโปรแกรมนี้ลงสู่การปฏิบัติแก่ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้และมีปัญหา ซับซ้อนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี