Search Results

Now showing 1 - 10 of 15
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    รูปแบบการพัฒนาคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนแห่งหนึ่งสังกัดกรุงเทพมหานคร
    (2564) ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; อาภาวรรณ หนูคง; ลัดดาวัลย์ ทรัพย์เจริญมาก; Yuwadee Pongsaranuntakul; Somsiri Rungamornarat; Apawan Nookong; Laddawan Supchareonmak; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    . The National Standard for Early Childhood Care, Development and Education Thailand was used as the core tool for participatory assessing the quality at three time points: prior to the project participation, at 4th month after starting the project, and at 9th... for change 3) Revision for better results 4) Education and skills for early childhood care 5) Implementation 6) Improvement. The three-times outcomes showed the rise of scores in the following standards: Standard 1 Administration, from 26.9% to 51.3% and 76
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Factors Predicting Mothers’ Self-efficacy in Providing Home Care for Children with Pneumonia in Yangon, Myanmar
    (2022) Nu Naing, Myat Pann; Sudaporn Payakkaraung; Wanida Sanasuttipun; เมียด แพน นู เนียง; สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง; วนิดา เสนะสุทธิพันธุ์; Mahidol University. Faculty of Nursing
    Purpose: To examine the predictability of maternal age, maternal education, family income, maternal knowledge, and social support on mothers’ self-efficacy in providing home care for children with pneumonia. Design: A predictive correlational...). The three predictive factors of mothers’ self-efficacy were maternal education (gif.latex?\beta = .64, p < .001), maternal age (gif.latex?\beta = .25, p < .001), and maternal knowledge (gif.latex?\beta = .13, p = .034). Conclusion and recommendations
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพต่อพฤติกรรมการทำกิจกรรมทางกายของเด็กวัยเรียนชั้นประถมศึกษาที่มีภาวะน้ำหนักเกิน
    (2554) ลิวรรณ อุนนาภิรักษ์; Liwan Ounnapiruk; วีนัส ลีฬหกุล; Venus Leelahaku; อรุณรัศมี บุนนาค; Aroonrasamee Bunnag; ชุติมา อัตถากรโกวิท; Chutima Autthakornkovi; ไพโรจน์ ลีฬหกุล; Pairoj Leelahakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์
    of study and provided continuous health education, counseling, empowerment, self monitoring and focus group discussion with their parent and school teacher for 24 weeks while the control group continued their ordinary lifestyles. Main findings: Before..., the experimental group trended increasingly active activities both week day and holiday. Conclusion and recommendations: Childhood obesity is a global health crisis. Therefore, the promotion of exercise and active life style should be reinforced and maintained
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    มุมมองของผู้ดูแลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    (2557) สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง; Sudaporn Payakkaraung; พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม; Parnnarat Sangperm; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการรับรู้ของผู้ดูแลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบการวิจัย:การวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีดําเนินการวิจัย: สนทนากลุ่มผู้ดูแลของเด็กอายุ 2-5 ปีที่มารับบริการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4 แห่ง จํานวน 30 คน ผู้วิจัยเลือกผู้ดูแลจากกลุ่มสนทนาเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึกจํานวน 5 คน มีการถอดเทปบันทึกเสียงการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย: การรับรู้ของผู้ดูแลต่อการส่งเสริมพัฒนาการเด็กของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิม 2) การสร้างเสริมพฤติกรรมใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย คือ การช่วยเหลือตนเอง การอยู่ในสังคม การกล้าแสดงออก และการมีจินตนาการ และ 3) การให้ผู้ดูแลได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ สรุปและข้อเสนอแนะ: ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กควรเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเพิ่มขึ้น บุคลากรทางด้านสุขภาพควรมีการประเมินพัฒนาการของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและวางแผนร่วมกับครูและผู้ดูแลในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการในเด็กก่อนวัยเรียนในเขตอําเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี
    (2555) สินีพร ยืนยง; Sineeporn Yuenyong; กนกพร หมู่พยัคฆ์,; Kanokporn Moopayak; นันทวัน สุวรรณรูป; Nantawon Suwonnaroop; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์
    . It was further found that the following factors weresignificantly different between the obese and the normal weight preschool children (p < .05): birthweight, breast feeding during early four months, food consumption behavior of children..., maternal bodymass index, and food consumption behavior of family. However, the mother’s education and occupation,sufficient family income, family activities, did not differ in both groups (p > .05).Conclusions and recommendations: The study results
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    บทบาทของพ่อ แม่ ผู้ปกครองในการสื่อสารเรื่องเพศกับลูก
    (2562) จรรยา จันทร์ผ่อง; Janya Chanphong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
    that the role of teaching sex education rather belongs to teachers. In addition, many Thai parents lack for sexual communication skills and they do not know how to start it. For this reason, the objective of this article is to present
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกําลังกายในเด็กวัยรุ่นที่มีภาวะน้ําหนักเกิน
    (2555) อรุณรัศมี บุนนาค; Aroonrasamee Bunnag; พรรณรัตน์ แสงเพิ่ม; Parnnarat Sangperm; วีรยา จึงสมเจตไพศาล; Weeraya Jungsomjatepaisal; ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล; Yuwadee Pongsaranunthakul; วีนัส ลีฬหกุล; Venus Leelahakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์
    adolescents.Design: Quasi-experimental study.Methods: Using convenience sampling, 120 grade 7 students with overweight were recruited from2 schools randomly sampling from those under the Bangkok Educational Service Area Office 3. Thesubjects
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูและผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    (2564) ภัทรนุช วิทูรสกุล; ชญาภา ชัยสุวรรณ; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; Pattaranuch Witoonsakul; Chayapa Chaisuwan; Somsiri Rungamornrat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสามารถในการทำนายของการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบการวิจัย: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูหรือผู้ดูแลที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 100 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย: การรับรู้ความสามารถของตนเองและการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถร่วมกันอธิบายพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ร้อยละ 32.5% (R2 = .33, F = 23.33, p < .001) และปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = .46, p < .001) และการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (β = .21, p = .020) สรุปและข้อเสนอแนะ: การรับรู้ความสามารถของตนเองและการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนายพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทีมสุขภาพสามารถนำข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองของครูหรือผู้ดูแลและการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    รูปแบบการสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาแก่เด็กอายุ 2-4 ปี โดยบิดามารดาหรือผู้ดูแล: กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    (2559) ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล; Yuwadee Pongsaranuntakul; สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง; Sudaporn Payakkaraung; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาแก่เด็กอายุ 2-4 ปี โดยบิดามารดาหรือผู้ดูแล รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก 7 คน ได้แก่ บิดามารดาหรือผู้ดูแลจำนวน 5 คน ครูจำนวน 2 คน การเก็บข้อมูล โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการศึกษาข้อมูล จากเอกสารที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์ ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย: รูปแบบการสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาแก่เด็กอายุ 2-4 ปี โดยบิดามารดาหรือผู้ดูแล มี 3 องค์ประกอบสำคัญ องค์ประกอบแรก คือ การให้เวลา ในการทำกิจกรรมที่เด็กสนใจร่วมกันกับบิดามารดาหรือผู้ดูแล เช่น การเล่น เล่านิทาน ร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ การพูดคุยซักถามสิ่งที่เด็กได้พบเห็น ด้วยการตั้งคำถามปลายเปิดกระตุ้นให้เด็กคิดหาคำตอบ องค์ประกอบที่ 2 การให้โอกาส เป็นการสร้างโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของตนเองด้วยการทำกิจกรรมร่วมกันกับบิดามารดาหรือผู้ดูแล ชักชวนให้เด็กได้ช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน ฝึกให้ช่วยทำงานบ้าน พร้อมกับมอบหมายหน้าที่ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น กวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ องค์ประกอบสุดท้าย การให้แรงเสริมทางบวก เป็นการทำให้เด็กเกิดความภูมิใจ พร้อมกับพูดชื่นชมเมื่อเด็กปฏิบัติได้ถูกต้องเหมาะสม เมื่อเด็กทำงานได้สำเร็จเด็กก็เกิด ความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จ ในอนาคตของเด็ก สรุปและข้อเสนอแนะ: บิดามารดาหรือผู้ดูแล ครูและบุคคลที่ให้การดูแลเด็ก สามารถนำผลการวิจัยนี้ไปประยุกต์เป็นแนวทางในการสร้างเสริมพัฒนาการด้านภาษาให้แก่เด็กวัย 2-4 ปี
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการดูแลสุขภาพช่องปาก ตามกรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อความรู้ ทัศนคติ และทักษะปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปากในสามเณรไทย
    (2565) ณัฐมา ทองธีรธรรม; วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์; สุชาดา ภัทรมงคลฤทธิ์; ยุทธพิชัย โพธิ์ศรี; อรพรรณ โตสิงห์; ธิมาภรณ์ ซื่อตรง; จุฑารัตน์ ฉันท์เรืองวณิชย์; Natma Thongteratham; Wallada Chanruangvanich; Suchada Pattramongkolrit; Yoothapichai Phosri; Orapan Tosingha; Thimaporn Suetrong; Jutharath Chanruangvanich; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; โรงพยาบาลเจ้าพระยา. ศูนย์ทันตกรรม
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากในสามเณร ตามกรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อ ความรู้ ทัศนคติ และทักษะปฏิบัติในการดูแลสุขภาพช่องปาก รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: สามเณร 104 รูป ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาแห่งหนึ่ง ได้รับเลือกเป็นตัวอย่างในการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล 3 ครั้งคือ ก่อนรับโปรแกรม หลังรับโปรแกรมทันที และหลังรับโปรแกรมหนึ่งเดือน เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้การดูแลสุขภาพช่องปาก แบบประเมินทัศนคติการดูแลสุขภาพช่องปาก และแบบประเมินทักษะปฏิบัติการดูแลสุขภาพช่องปาก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติทดสอบทีแบบสองกลุ่มสัมพันธ์กัน ผลการวิจัย: เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมทันทีพบว่า ความรู้ในการดูแลสุขภาพช่องปากของสามเณรลดลง (t = 32.03, p < .001) แต่ทัศนคติและทักษะปฏิบัติดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -96.92, p < .001; t = -2.64, p = .010 ตามลำดับ) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมหนึ่งเดือน ความรู้และทัศนคติเพิ่มขึ้น (t = -56.37, p < .001; t = -121.42, p < .001 ตามลำดับ) ส่วนทักษะปฏิบัติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (t = 2.55, p = .013) สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการวิจัยสนับสนุนประสิทธิผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากตามกรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบางส่วน โดยภายหลังการได้รับโปรแกรมหนึ่งเดือน สามเณรมีความรู้และทัศนคติดีขึ้น ยกเว้นเรื่องทักษะปฏิบัติ จึงควรปรับปรุงโปรแกรมโดยอาจเพิ่มจำนวนวันดำเนินการและกิจกรรมที่น่าสนใจ รวมถึงมีระบบพี่เลี้ยงหรือการกระตุ้นเตือน เป็นต้น และควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลของโปรแกรมการสร้างเสริมการดูแลสุขภาพช่องปากโดยใช้กรอบแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มเปราะบางอื่นๆ เช่น เด็กนอกโรงเรียน แรงงาน ผู้อพยพ หรือผู้สูงอายุ