Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา"
Now showing 1 - 17 of 17
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access An Integrative Review of Breastfeeding among Adolescent Mothers: An Ecological Model Approach(2017) ศศิธารา น่วมภา; Sasitara Nuampa; ฟองคํา ติลกสกุลชัย; Fongcum Tilokskulchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาPurpose: This integrative review aimed to examine factors associated with breastfeeding practices among adolescent mothers based on the multilevel ecological approach. Design: An integrative review. Methods: Original research studies published in 2000-2016 were identified using electronic databases (PubMed, Proquest, CINAHL, Cochrane Library, Ovid Medline, and Science Direct). Articles were critically reviewed and extracted using an approach based on the QualSyst tool. From 127 relevant research articles identified, 26 original researches were included in the present review. Main findings: The key factors of four levels based on the Ecological Model were reviewed including intrapersonal, interpersonal, institutional, and community influences, which influenced breastfeeding decisions and practices. Conclusion and recommendations: The results identified a need for future experimental research examining an effective intervention specifically tailored for adolescents by adapting multi-level factors on breastfeeding, in order to increase breastfeeding duration and achieve exclusive breastfeeding at six months.Item Metadata only การดูแลต่อเนื่องหัวใจในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติการผดุงครรภ์(2559) เอมพร รตินธร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาPublication Open Access การนวดเต้านมเพื่อส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ : การปฏิบัติพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์(2563) ศศิธารา น่วมภา; พรนภา ตั้งสุขสันต์; วาสนา จิติมา; กันยรักษ์ เงยเจริญ; Sasitara Nuampa; Pornnapa Tangsuksan; Vasana Jitima; Gahnyarak Nguycharoen; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาแม้ประโยชน์จากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนของประเทศไทยยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของประเทศและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่มาก ปัญหาที่พบบ่อยเกิดจากการมีปริมาณน้ำนมน้อย และปัญหาที่เกิดจากเต้านม ได้แก่ อาการเจ็บเต้านม เต้านมคัดตึง เต้านมอักเสบ หรือท่อน้ำนมอุดตัน นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้มารดาล้มเลิกการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เร็ว การนวดเต้านมเป็นทางเลือกหนึ่งของวิธีการช่วยสร้างน้ำนมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่มีความเสี่ยงต่ำ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การนวดเต้านมมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการไหลและเพิ่มปริมาณน้ำนม ลดอาการเจ็บเต้านม ลดอาการเต้านมคัดตึง และลดอาการท่อน้ำนมอุดตัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าวิธีการใดมีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับการปฏิบัติทางคลินิกนั้น การนวดเต้านมและการระบายน้ำนมเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาชั่วคราวเท่านั้น พยาบาลจึงควรให้ความสำคัญในการป้องกันการเกิดปัญหาด้วยการสร้างแนวการประเมินคัดกรองกลุ่มเสี่ยง ให้ความรู้และฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา และเน้นย้ำการนำทารกดูดนมแม่จากเต้า รวมทั้งควรมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในระยะยาวItem Metadata only การพยาบาลสตรีระยะตั้งครรภ์(2560) ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาPublication Open Access การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมความเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การรับรู้ความเสี่ยงปัญหาสุขภาพทางเพศ และการปกป้องสุขภาพทางเพศของเยาวชนในสถานศึกษา(2560) ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; Piyanun Limruangrong; วารุณี เกตุอินทร์; Varunee Ketin; รวมพร คงกําาเนิด; Roumporn Konggumnerd; ศิริอร สินธุ; Siriorn Sindhu; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี. สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์. การพยาบาลอนามัยชุมชน; จังหวัดเพชรบุรี. วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้าวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมความเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ การรับรู้ความเสี่ยงปัญหาสุขภาพทางเพศ และการปกป้องสุขภาพทางเพศของเยาวชนในสถานศึกษา รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณาเปรียบเทียบ วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นเยาวชนทั้งเพศหญิงและเพศชาย ในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย จำนวน 351 คน ใช้ขั้นตอนในการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมความเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ แบบสอบถามการรับรู้ความเสี่ยงปัญหาสุขภาพทางเพศ และแบบสอบถามการปกป้องสุขภาพทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Mann-Whitney U test ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 15-27 ปี (Mean = 19.3, SD = 2.2) พฤติกรรมความเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ พบว่าเยาวชนในกลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ร้อยละ 18.5 ในมัธยมศึกษา ร้อยละ 53.9 ในอาชีวศึกษา และร้อยละ 64.9 ในมหาวิทยาลัย มีจำนวนคู่นอนมากกว่า 1 คน พบร้อยละ 40 ในมัธยมศึกษา ร้อยละ 59.7 ในอาชีวศึกษา และร้อยละ 28.4 ในมหาวิทยาลัย เคยมีอาการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 5.0 ในมัธยมศึกษา ร้อยละ 33.9 ในอาชีวศึกษา และร้อยละ 37.8 ในมหาวิทยาลัย และพบว่าเยาวชนระดับอาชีวศึกษา และระดับมหาวิทยาลัยเคยมีประสบการณ์ตั้งครรภ์ ร้อยละ 8.1 และ 13.5 ตามลำดับ การรับรู้ความเสี่ยงสุขภาพทางเพศ พบค่าเฉลี่ย 21.45 (SD = 3.70) ในมัธยมศึกษา ค่าเฉลี่ย 13.02 (SD = 5.53) ในอาชีวศึกษา และค่าเฉลี่ย 10.74 (SD = 5.10) ในมหาวิทยาลัย สำหรับพฤติกรรมการปกป้องสุขภาพทางเพศ พบว่าเยาวชนในสถานศึกษาทั้ง 3 ระดับมีค่าเฉลี่ยสูงใกล้เคียงกัน คือ 120.08 (SD = 14.32) ในมัธยมศึกษา 116.61 (SD = 15.49) ในอาชีวศึกษา และ 118.68 (SD = 12.59) ในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างระดับอาชีวศึกษาและระดับมหาวิทยาลัยที่มีประสบการณ์มีเพศสัมพันธ์มีค่าเฉลี่ยการรับรู้ความเสี่ยงปัญหาสุขภาพทางเพศสูง แต่มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการปกป้องสุขภาพทางเพศต่ำกว่าวัยรุ่นที่ไม่มีประสบการณ์มีเพศสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ควรนำข้อมูลจากผลการศึกษามาจัดทำโปรแกรมเพื่อลดพฤติกรรมความเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ และเพิ่มการรับรู้ความเสี่ยงปัญหาสุขภาพทางเพศ และพฤติกรรมการปกป้องสุขภาพทางเพศอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เยาวชนในสถานศึกษาItem Metadata only ความรุนแรงต่อสตรี : บทวิเคราะห์และสรุปจากหลักฐานทางการวิจัย(2557) นันทนา ธนาโนวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาPublication Open Access บทบาทของพ่อ แม่ ผู้ปกครองในการสื่อสารเรื่องเพศกับลูก(2562) จรรยา จันทร์ผ่อง; Janya Chanphong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นไทยกําลังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจตามมา ปัญหาดังกล่าวเกิดจากพัฒนาการตามช่วงวัยของตัววัยรุ่นเองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกายและจิตสังคม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะวิถีการดําเนินชีวิตที่เปิดรับค่านิยมจากวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาในชีวิตประจําวันมากขึ้นของสังคมไทย เป็นผลให้ค่านิยมการรักนวลสงวนตัวของวัยรุ่นไทยลดลง นอกจากนี้การมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย เกิดเป็นโลกสังคมออนไลน์ (social network) ที่ส่งเสริมให้วัยรุ่นเกิดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวไทยยังเกิดขึ้นน้อย และไม่ครอบคลุมในทุกมิติ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ส่วนมากคิดว่าการสื่อสารเรื่องเพศจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก และควรเป็นหน้าที่ของครูที่จะสอนเรื่องเพศศึกษา อีกทั้งผู้ปกครองส่วนมากยังขาดทักษะที่จะสื่อสารพูดคุยกับลูกเรื่องเพศ ทําให้ขาดความมั่นใจและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ดังนั้นบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะนําเสนอข้อมูลในเรื่องความสําคัญของครอบครัวต่อการสื่อสารเรื่องเพศ แนวคิดหลักของการสื่อสารเรื่องเพศ หลักการพูดคุยกับลูกเรื่องเพศและเทคนิคการสื่อสารเรื่องเพศทั้งนี้เพื่อให้พยาบาลที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับวัยรุ่นได้มีความรู้ความเข้าใจเบื้องต้นถึงความสําคัญของการสื่อสารเรื่องเพศระหว่างพ่อ แม่ ผู้ปกครอง กับลูกวัยรุ่น และการนําไปใช้ในทางปฏิบัติต่อไปPublication Open Access ประสบการณ์ของผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก(2564) เสาวรส แพงทรัพย์; เอมพร รตินธร; รุ่งทิพย์ กาศักดิ์; พรทิพย์ คณานับ; Saowaros Pangzup; Ameporn Ratinthorn; Rungtip Kasak; Porntip Cananub; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาวัตถุประสงค์: การทบทวนและสังเคราะห์งานวิจัยเชิงอภิมาน (meta synthesis) เพื่อศึกษาประสบการณ์ การเผชิญปัญหาและความต้องการของผู้หญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก รูปแบบการศึกษา: เป็นการทบทวนและสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ โดยสืบค้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2015 ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2020 จากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ [PubMed, MEDLINE, Academic Search Complete, Nursing & Allied Health Database (ProQuest), Scopus and Web of Science] คำสำคัญหลักที่ใช้ในการสืบค้น คือ “ประสบการณ์” “ภาวะมีบุตรยาก” “งานวิจัยเชิงคุณภาพ” และ “ผู้หญิง” โดยผู้เขียน 2 คนแยกกันทำการประเมินคุณภาพของบทความ วิเคราะห์เพื่อหาประเด็นหลักและสังเคราะห์เพื่อให้ได้ความหมายใหม่ ผลการศึกษา: จากงานวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งหมด 17 เรื่อง พบประสบการณ์ของผู้หญิงมีบุตรยากที่สำคัญทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ ธรรมชาติของผู้หญิงมีบุตรยาก การเผชิญและรับมือกับปัญหา ปฏิกิริยาเชิงลบของบุคคลรอบข้างตามการรับรู้ของผู้หญิง ผลกระทบต่อสัมพันธภาพ และความต้องการด้านสุขภาพ สรุปและข้อเสนอแนะ: ผู้หญิงมีบุตรยากต้องเผชิญกับความรู้สึกสูญเสียที่ไม่มีใครมองเห็น โทษตัวเอง รับรู้ปฏิกิริยาเชิงลบจากครอบครัวและบุคคลรอบข้าง ขาดการสนับสนุนที่เพียงพอจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะด้านจิตใจ ดังนั้นครอบครัว คนรอบข้างและบุคลากรทางการแพทย์คือบุคคลสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างพลังอำนาจ เพื่อให้ผู้หญิงมีบุตรยากสามารถก้าวผ่านความทุกข์ทรมานนี้ไปได้อย่างเหมาะสมPublication Open Access ประสิทธิผลการสอนโดยการสังเคราะห์ความรู้จากข้อมูลเชิงประจักษ์ในนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล(2554) ยุวดี วัฒนานนท์; Yuwadee Wattananon; วชิรา วรรณสถิตย์; Vachira Vonnasathid; วาสนา จิติมา; Vassana Jithima; บุญมี วัฒนานนท์; Boonmee Wattananon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะวิทยาศาสตร์. ภาควิชาคณิตศาสตร์วัตถุประสงค์ของการวิจัย: เพื่อประเมินประสิทธิผลของวิธีการสอนโดยการสังเคราะห์ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อประเมินด้านความเก่ง ด้านความดี และความสุขในการเรียนของนักศึกษา รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปี ที่ 3 จำนวน 281 คนที่กำลังศึกษาในหัวข้อ “การพยาบาลผู้คลอดที่เกิดภาวะวิกฤติในระยะคลอด” ประกอบด้วย 9 หัวข้อย่อยดำเนินการจัดกระบวนการเรียนการสอน โดยแบ่งกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มย่อยรับผิดชอบเนื้อหา 1 หัวข้อย่อย ให้นักศึกษาทำงานเป็นทีมในการฝึกทักษะคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบร่วมกันวางแผนรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามข้อคำถามที่ผู้วิจัยมอบหมายทำการสืบค้นข้อมูลตามเนื้อหาวิชาร่วมกันแจกแจงวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามาแล้วนำมาสังเคราะห์เป็นบทสรุปความรู้นำไปสู่การสร้างกรณีศึกษาสมมติ 1 ราย แล้วร่วมกันคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในการวินิจฉัยปัญหาและหาแนวทางการแก้ปัญหาตามกระบวนการพยาบาล จากนั้นผู้วิจัยทบทวนและเสริมความรู้ นำมาจัดทำเป็นเอกสารบทสรุปให้กับนักศึกษา ผลการวิจัย: จากการสอนโดยการสังเคราะห์ความรู้ฯ พบว่า นักศึกษาเกิด ประสิทธิผล 1) ด้านความเก่ง มีจำนวนนักศึกษาที่สอบผ่านเกณฑ์ร้อยละ 54.3 2) ด้านความดี มีนักศึกษาที่กล้าแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ร้อยละ 97.5 โดยมีความคิดเห็นทางด้านบวก เช่น ได้รับความรู้จากการสืบค้นและการคิดวิเคราะห์ และทางด้านลบ เช่น ยังปรับตัวในวิธีการเรียนการสอนได้ไม่ดีพอยังรับความรู้ได้ไม่มากพอ 3) ด้านความสุขในการเรียน มีความพึงพอใจต่อวิธีการสอนโดยวิธีการสืบค้นและสังเคราะห์ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ในระดับมากขึ้นไป ร้อยละ 67.9 สรุปและข้อเสนอแนะ: 1.ผู้สอนควรเตรียมผู้เรียนและปัจจัยเกื้อหนุนมีสื่อสารข้อมูล ขั้นตอน และวิธีการจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจนและหลายช่องทางแก่นักศึกษาเป็นระยะ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการเรียนโดยวิธีการสังเคราะห์ความรู้จากหลักฐาน เชิงประจักษ์ มีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับความสามารถของผู้เรียนยกย่องชมเชยให้กำลังใจในสิ่งที่ทำถูก ทำดี สนใจ ใฝ่รู้ การทำงานเป็นทีม มีความรับ ผิดชอบ เป็นต้น เพื่อเพิ่มความเก่ง ความดี และความสุขในการเรียน 2.นำวิธีการสอน โดยการสังเคราะห์ความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ไปใช้โดยปรับปรุงและพัฒนากระบวนการจัดเรียนสอนอย่างต่อเนื่องและปรับใช้ให้แพร่หลายในโอกาสต่อไปPublication Open Access ปัจจัยทํานายการเกิดทารกแรกเกิดน้ําหนักน้อยในสตรีตั้งครรภ์ที่ฝากครรภในคลินิกตั้งครรภ์วัยรุ่น(2561) ปิยาภรณ์ ล่าฟ้าเริงรณ; Piyaporn Lahfahroengron; เอมพร รตินธร; Ameporn Rathinthorn; ฤดี ปุงบางกะดี่; Rudee Pungbankadee; ภัทรวลัย ตลึงจิตร; Pattarawalai Talungchit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอํานาจทํานายของดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์อายุครรภ์ที่มาฝากครรภ์ครั้งแรก ภาวะซีด การสูบบุหรี่มือสอง และการดูแลต่อเนื่อง ต่อการเกิดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย รูปแบบการวิจัย: ความสัมพันธ์เชิงทำนายโดยศึกษาย้อนหลังจากแฟ้มข้อมูลวิธีดําเนินการวิจัย: สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการในคลินิกตั้งครรภ์วัยรุ่น หน่วยฝากครรภ์ และคลอดที่โรงพยาบาลศิริราช ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ถึงเดือนมิถุนายน 2559 จํานวน 490 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่คลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยจำนวน 60 ราย และกลุ่มที่คลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักปกติจํานวน 430 ราย เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกข้อมูลทางสูติกรรม และ 3) แบบประเมินความต่อเนื่องของการดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติไคสแคว์ และสถิติถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการวิจัย: สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์ (OR 7.82, 95%CI [4.03 - 15.16]) และมาฝากครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ (OR 2.86, 95%CI [1.11 - 7.35]) มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยมากกว่า 7.82 และ 2.86 เท่าตามลําาดับ ในขณะที่สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อยน้อยกว่า (OR .32, 95%CI [.17 - .61]) สรุปและข้อเสนอแนะ: ควรนําระบบการดูแลต่อเนื่องโดยพยาบาลผดุงครรภ์เจ้าของไข้มาใช้ในการดูแลสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น โดยพยาบาลผดุงครรภ์ควรติดตามประเมินการเพิ่มของน้ำหนักตัวตลอดการตั้งครรภ์ให้เหมาะสม และเฝ้าระวังความเสี่ยงในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มาฝากครรภ์ครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์Publication Open Access ปัจจัยทำนายด้านความรู้ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมต่อความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก(2564) พัชราวรรณ เครื่องแก้ว; วรรณา พาหุวัฒนกร; ฤดี ปุงบางกะดี่; Phatcharawan Kruangkaew; Wanna Phahuwatanakorn; Rudee Pungbangkadee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจทำนายของความรู้ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ต่อความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรกจำนวน 134 รายที่มาฝากครรภ์ ณ โรงพยาบาลศูนย์ จังหวัดพิษณุโลก เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดระยะยาว แบบสอบถามทัศนคติในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาว แบบสอบถามการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาว แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการคุมกำเนิดระยะยาว และความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย: ความรู้ ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรกได้ร้อยละ 19 (R2 = .19) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงสามารถทำนายความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .302, p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงมีผลต่อความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นครรภ์แรก ดังนั้นพยาบาลผดุงครรภ์ควรเสริมสร้างความตั้งใจในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวในสตรีตั้งครรภ์วัยรุ่นโดยให้สามีและสมาขิกในครอบครัวมีส่วนร่วมในการวางแผนการคุมกำเนิดระยะยาว เพื่อที่จะเป็นแรงสนับสนุนในการใช้การคุมกำเนิดระยะยาวให้แก่วัยรุ่นPublication Open Access ปัจจัยทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์ของสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน(2563) พรนิภา ดีมงคล; ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; วรรณา พาหุวัฒนกร; ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร; Pornnipa Deemongkol; Piyanun Limruangrong; Wanna Phahuwatanakorn; Dittakarn Boriboonhirunsarn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจในการทำนายของอายุ จำนวนครั้งของการคลอด สถานภาพสมรส การได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ของสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนก่อนการตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์และคลอดที่โรงพยาบาลศิริราช มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวนทั้งหมด 150 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และแบบสอบถามการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัย: อายุ จำนวนครั้งของการคลอด และการได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน สามารถร่วมกันทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ของสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยพบว่า สตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่อายุต่ำกว่า 25 ปีเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เกินเกณฑ์มากกว่าสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี 2.84 เท่า (OR = 2.84; 95%CI = 1.01, 7.95) สตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่ไม่เคยผ่านการคลอดเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เกินเกณฑ์มากกว่าสตรีที่เคยผ่านการคลอดมาแล้ว 2.78 เท่า (OR = 2.78; 95%CI = 1.30, 5.93) และสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนที่ไม่ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์หรือข้อมูลไม่ถูกต้องเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เกินเกณฑ์มากกว่าสตรีที่ได้รับคำแนะนำและข้อมูลถูกต้อง 3.33 เท่า (OR = 3.33; 95%CI = 1.58, 7.01) สรุปและข้อเสนอแนะ: อายุ จำนวนครั้งของการคลอด และการได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน สามารถทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ของสตรีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้ โดยเฉพาะการได้รับคำแนะนำ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำแนะนำที่ถูกต้อง รวมทั้งส่งเสริมสตรีตั้งครรภ์ให้มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพPublication Open Access ปัจจัยและผลกระทบจากการตั้งครรภ์ซ้ำของสตรีวัยรุ่นไทย: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานคร(2557) ฤดี ปุงบางกะดี่; Rudee Pungbangkadee; เอมพร รตินธร; Ameporn Ratinthorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลกระทบของการตั้งครรภ์ซ้ำของสตรีวัยรุ่นในเขตเมือง รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีดำเนินการวิจัย: เลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง เป็นสตรีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ซ้ำและมีบุตรคนก่อนอายุน้อยกว่า 24 เดือน จําานวน 30 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตขณะเยี่ยมบ้าน วิเคราะห์ข้อมูลตามเนื้อหาตามแนวคิดของสปราดเลย์ (Spradley) ผลการวิจัย: ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ซ้ำ สามารถจําาแนกได้ 2 ประเด็นหลักคือ 1. ไม่ได้ตระหนักถึงโอกาสในการตั้งครรภ์ซ้ำ 2. ไม่ได้รับการบริการคุมกําเนิดที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผลกระทบของการตั้งครรภ์ซ้ำสามารถสรุปได้ 3 ประเด็นคือ (1) ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (2) ไม่สามารถทําหน้าที่ตามบทบาทของมารดาได้อย่างเต็มที่ (3) ไม่มีแรงจูงใจในการศึกษาต่อ สรุปและข้อเสนอแนะ: การให้คําปรึกษาแก่มารดาวัยรุ่นเพื่อส่งเสริมการคุมกําเนิดควรเริ่มตั้งแต่ในระยะตั้งครรภ์ โดยเน้นการสร้างความตระหนักถึงโอกาสและผลกระทบของการตั้งครรภ์ซ้ำ เพื่อให้มารดาวัยรุ่นเห็นความสําาคัญของการคุมกําเนิดที่ต่อเนื่อง หรือการคุมกําเนิดระยะยาว นอกจากนี้ควรให้คําปรึกษาแก่สามีและครอบครัวเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจคุมกําเนิดPublication Open Access ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์(2557) สุชาดา เตชวาทกุล; Suchada Techawathakul; เอมพร รตินธร; Ameporn Ratinthorn; ฉวีวรรณ อยู่สําราญ; Chaweewan Yusamran; ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร; Dittakarn Boriboonhirunsarn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทยวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ ปริมาณแคลเซียมในการบริโภค ปริมาณใยอาหารในการบริโภค การเพิ่มของน้ําหนักระหว่างตั้งครรภ์ และค่าความดันเลือดแดงเฉลี่ยในไตรมาสสองกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์รูปแบบการวิจัย: Case-control study วิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีระยะหลังคลอดบุตรที่มารับบริการในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งมีประวัติการฝากครรภ์ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศึกษา เป็นสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์จํานวน 75 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ เป็นกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ปกติจํานวน150 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสัมภาษณ์ความถี่ในการรับประทานอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยโลจิสติกเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย: ในแต่ละตัวแปรที่มีค่าแตกต่างกัน ดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ ปริมาณแคลเซียมในการบริโภคปริมาณใยอาหารในการบริโภค การเพิ่มของน้ําหนักระหว่างตั้งครรภ์ และค่าความดันเลือดแดงเฉลี่ยในไตรมาสที่สอง มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .05) โดยพบว่าสตรีตั้งครรภ์ที่มีค่าความดันหลอดเลือดแดงเฉลี่ยในไตรมาสที่สอง≥ 90 มิลลิเมตรปรอท มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มากกว่าเป็น 10.537 เท่าของกลุ่มที่มีค่าความดันหลอดเลือดแดงเฉลี่ย < 90 มิลลิเมตรปรอท (p < .05) และสตรีตั้งครรภ์ที่บริโภคแคลเซียม≥ 800 มิลลิกรัมต่อวัน และบริโภคใยอาหาร≥ 25 กรัมต่อวัน มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เป็น 0.368 และ 0.083 เท่าของสตรีที่ได้รับสารอาหารดังกล่าวในปริมาณน้อยกว่า (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: การคัดกรองและติดตามความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ควรคํานึงถึงค่าความดันหลอดเลือดแดงเฉลี่ย ค่าดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์ และการเพิ่มของน้ําหนักในไตรมาสที่สอง สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ควรได้รับคําแนะนําเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและใยอาหารสูงPublication Open Access ผลของการสัมผัสแบบเนื้อแนบเนื้อระหว่างมารดาและทารกภายหลังคลอดโดยเร็วต่อประสิทธิภาพการดูดนมของทารกและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนานหนึ่งเดือน(2562) กรกนก เกื้อสกุล; นิตยา สินสุกใส; วรรณา พาหุวัฒนกร; วิทยา ถิฐาพันธ์; Kornkanok Kuesakul; Nittaya Sinsuksai; Wanna Phahuwatanakorn; Vitaya Titapant; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการวางทารกแรกเกิดบนอกมารดาแบบเนื้อแนบเนื้อภายหลังคลอดโดยเร็ว ต่อประสิทธิภาพการดูดนมของทารกก่อนจำหน่ายและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 1 เดือน รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (แบบปกปิดสองทาง) วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาและทารกแรกเกิดจำนวน 59 คู่ โดยกำหนดให้เป็นมารดาที่มีบุตรคนแรก อายุตั้งแต่ 18 ปี และน้อยกว่า 35 ปี ตั้งครรภ์ครบกำหนด และคลอดปกติ ณ โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มารดาทารกจำนวน 64 คู่ถูกสุ่มเข้ากลุ่มที่ศึกษาสองกลุ่ม เมื่อสิ้นสุดการศึกษามี 30 คู่ในกลุ่มควบคุม และ 29 คู่ในกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับการดูแลด้วยวิธีวางทารกแรกเกิดบนอกมารดาแบบเนื้อแนบเนื้อภายใน 5 นาทีหลังคลอด นานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือ 5 ชุด ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการตั้งครรภ์และคลอด แบบบันทึกการให้นมทารก แบบประเมินประสิทธิภาพการดูดนมของทารก และแบบสัมภาษณ์การให้อาหารทารก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณาและไคสแควร์ ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีสัดส่วนทารกที่ดูดนมมารดาได้มีประสิทธิภาพเมื่อจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) แต่อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวภายหลังคลอด 1 เดือนไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ .05 สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลผดุงครรภ์ควรนำวิธีการวางทารกบนอกมารดาโดยเร็วหลังคลอดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ไปใช้ในการเริ่มต้นเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ระยะแรกในห้องคลอด เนื่องจากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดูดนมของทารกก่อนออกจากโรงพยาบาลได้Item Metadata only ศัพท์สูติ-นรีเวช(2554) สุนีย์ สุนทรมีเสถียร; นัยนา แขดกิ่ง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาPublication Open Access อิทธิพลของความรู้ ทัศนคติ การสื่อสารเรื่องเพศ การใช้สารเสพติดและสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศต่อการมีเพศสัมพันธ์ในนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น(2560) ทิติยา กาวิละ; Thitiya Kawila; นันทนา ธนาโนวรรณ; Nanthana Thananowan; ฉวีวรรณ อยู่สําาราญ; Chaweewan Yusamran; พวงเพชร เกษรสมุทร; Phuangphet Kaesornsamut; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อการศึกษาอำนาจการทำนายของความรู้ ทัศนคติ การสื่อสารเรื่องเพศ การใช้สารเสพติด และสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศต่อการมีเพศสัมพันธ์ในนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รูปแบบการวิจัย: ความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดพะเยา จำนวน 150 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา แบบสอบถามทัศนคติต่อการเพศสัมพันธ์แบบวัดการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว แบบสอบถามการใช้สารเสพติด แบบสอบถามเรื่องสื่ออื่น กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และแบบสอบถามการมีเพศสัมพันธ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติก ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5.3 ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์ การสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวและการใช้ สารเสพติดสามารถร่วมกันทำนายการมีเพศสัมพันธ์ได้ร้อยละ 39 (R2 = .39, p < .05) ทั้งนี้การสื่อสารเรื่องเพศ ในครอบครัว (OR = .74, 95%CI = .59 - .92) และการใช้สารเสพติด (ดื่มสุรา) (OR = 6.26, 95%CI = 1.09-35.98) สามารถทำนายการมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุป และข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรส่งเสริมให้มีการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัวโดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างมารดากับนักเรียนหญิงเนื่องจากเป็นเพศเดียวกันจึงมีความเข้าใจกันมากกว่า เพศตรงข้าม นอกจากนี้พยาบาลควรให้ ความรู้เกี่ยวกับผลเสียของการดื่มสุราต่อการมีเพศสัมพันธ์ในนักเรียนหญิง
