PT-Article

Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/94

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 122
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาความคาดหวังของนักศึกษาประจำหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัดคลินิก คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2561
    (2564) สุทธิวรรณ เหมือนโพธิ์; อารีรัตน์ งามขำ; วนิดา แก้วชะอุ่ม; Sutiwan Muenpo; Areerat Ngamkhum; Wanida Kaewchaaum
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชากายภาพบำบัดคลินิก คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2561 โดยความคาดหวังใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ เนื้อหาของหลักสูตร รูปแบบการจัดการเรียนการสอน สิ่งเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ อาจารย์ผู้สอน-ที่ปรึกษา สวัสดิการ และความคาดหวังภายหลังสำเร็จการศึกษาผลการศึกษา จากข้อมูลที่ได้จากนักศึกษาทั้งหมดของหลักสูตร ปีการศึกษา 2561 จำนวน 15 คน พบว่ามีความคาดหวังต่อเนื้อหาของหลักสูตร รูปแบบการจัดการเรียนการสอน สิ่งเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ อาจารย์ผู้สอน-ที่ปรึกษา สวัสดิการ และความคาดหวังภายหลังสำเร็จการศึกษา อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ค่าคะแนน 4.11,4.29, 4.32, 4.60, 4.02 และ 4.31 ตามลำดับ จากผลลัพธ์การศึกษาหลักสูตรสามารถนำมาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนและบริหารจัดการด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และการวิจัยรวมถึงสวัสดิการได้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักศึกษาของหลักสูตร
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้หญิงในชุมชนเมือง
    (2556) สุวรรณี จรูงจิตรอารี; วัฒนารี อัมมวรรธน์; จตุพร วิชิตสระน้อย; Suwannee Jarungjitaree; Watthanaree Ammawat; Jatuporn Wichitsranoi; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัด; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน. คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
    การศึกษาเชิงสำรวจภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้หญิงอายุ 15 ปี ขึ้นไป โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มชั้นภูมิหลายขั้นตอนในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามซึ่งผ่านการทดสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์และความเสี่ยงสัมพัทธ์ ผลการศึกษาพบว่า จำนวนผู้หญิงที่สูบบุหรี่ เคยสูบบุหรี่ และไม่เคยสูบบุหรี่ มีร้อยละ 27, 8 และ 65 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ร้อยละ 42.6 มีอายุระหว่าง 19–24 ปี อายุเริ่มสูบต่ำสุด คือ 11ปี เริ่มสูบบุหรี่เพราะอยากลอง สูบบุหรี่วันละ 6–10 มวน สูบมานาน 5–10 ปี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้หญิง พบว่า การมีเพื่อนสนิทและสมาชิกในครอบครัวสูบบุหรี่มีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่สูงถึง 15 เท่า และ 3.5 เท่า ตามลำดับการเห็นโฆษณาและส่งเสริมการขายของบริษัทบุหรี่มีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่ 3 เท่า การมีทัศนคติเชิงบวกต่อการสูบบุหรี่มีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่สูงถึง 26 เท่า นอกจากนี้ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ระดับการศึกษาและรายได้ของครอบครัวต่ำมีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่ 5 เท่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการสูบบุหรี่ไม่มีความแตกต่างระหว่างผู้หญิงที่สูบและไม่สูบบุหรี่ ผลการศึกษานี้เรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบังคับใช้กฎหมายในด้านโฆษณาและส่งเสริมการขาย ควรหมั่นตรวจตราเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมายควบคุมยาสูบโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างเคร่งครัด อีกทั้งสถาบันการศึกษาและครอบครัวต้องช่วยพัฒนาทักษะชีวิตให้ห่างไกลจากการสูบบุหรี่
  • Publication
    ผลการใช้โปรแกรมสำหรับตรวจนับหนังสือในห้องสมุดต่อประสิทธิภาพการทำงานในห้องสมุด คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2562) พลอยชนกภรณ์ เพิ่มแสงสุวรรณ; ขจรยศ อนุรักษ์ธรรม; ชุติมา ชลายนเดชะ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัด
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระยะเวลา และปริมาณกระดาษที่ใช้ ในการสำรวจหนังสือ ระหว่างการใช้และไม่ใช้โปรแกรมการตรวจหนังสือ 2) เพื่อศึกษาความถูกต้องของข้อมูลสำรวจหนังสือเมื่อใช้หรือไม่ใช้โปรแกรมการตรวจนับหนังสือ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรมการตรวจนับหนังสือ ณ ห้องสมุดคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 20 คน มีช่วงอายุตั้ง 18 ถึง 30 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 80 และเพศชายร้อยละ 20 ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนถูกสุ่มเลือกให้สำรวจทั้งสองโปรแกรมและตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired t-test) การทดสอบไคสแควร (chi-square test) และการวิเคราะห์เชิงพรรณนาของข้อมูลในแบบสอบถาม และกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติ (p) เท่ากับ 0.05 ผลการศึกษา พบว่าด้านเวลาการใช้โปรแกรมและไม่ใช้โปรแรกมในการสำรวจหนังสือนั้น ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ของการจัดเตรียมข้อมูล การจัดเตรียมเอกสาร และสรุปผลการสำรวจ แต่ในการสำรวจหนังสือบนชั้น พบว่าเวลาการสำรวจหนังสือโดยใช้โปรแกรมจะน้อยกว่าการไม่ใช้โปรแกรม 6.42 วินาทีต่อเล่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.04) และด้านการใช้ทรัพยากรกระดาษ การใช้โปรแกรมสำรวจหนังสือจะไม่ใช้กระดาษ ในขณะที่การไม่ใช้โปรแกรมสำรวจหนังสือใช้กระดาษจำนวน 3 แผ่น ด้านความถูกต้องของข้อมูลในการสำรวจหนังสือพบว่าการใช้โปรแกรมในการสำรวจหนังสือมีความถูกต้องของข้อมูล ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ยกเว้นการตรวจความถูกต้องของหนังสือชำรุด ไม่ใช้โปรแกรมมีความถูกต้องมากกว่าการใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และพบระดับความพึงพอใจมากที่สุดในทุกด้านของผู้ที่ใช้โปรแกรมการสำรวจหนังสือ การศึกษานี้สรุปได้ว่าโปรแกรมการสำรวจหนังสือสามารถช่วยลดเวลา ทรัพยากรกระดาษ และมีความถูกต้องของการตรวจเลขหนังสือและพบเล่มหนังสือ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การทดสอบความเที่ยงตรงของโปรแกรมการทดสอบเวลาปฏิกิริยาบนระบบแอนดรอยด์
    (2560) นติยากร ชนเก่าน้อย; เพชรรัตน์ ภูอนันตานนท์; คีรินท์ เมฆโหรา; วรรธนะ ชลายน; Natiyagorn Chongaonoy; Petcharatana Bhuanantanondh; Keerin Mekhora; Wattana Jalayondeja; มหาวิทยาลัยมหิดล.คณะกายภาพบำบัด
    การทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก่อให้เกิด ความล้าทั้งทางกายและจิตใจ ส่งผลให้การตอบสนอง ของร่างกายช้าลง ตัวแปรที่สะท้อนถึงภาวะดังกล่าว คือ เวลาปฏิกิริยาในการตอบสนองต่อสิ่งเร้า จึงพัฒนา โปรแกรมทดสอบเวลาปฏิกิริยาบนระบบแอนดรอยด์ ที่ใช้งานง่าย และสะดวกในการพกพา โดยการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบหาความเที่ยงตรงเชิง โครงสร้างและความเที่ยงตรงเชิงสภาพของโปรแกรม ในการวัดอาการล้าทางกาย ผู้เข้าร่วมการศึกษามีอายุ ระหว่าง 20-30 ปี จำานวน 30 คน ผู้เข้าร่วม การศึกษาได้รับการประเมินระดับความล้าก่อนและ หลังการกระตุ้นให้เกิดอาการล้าทางกาย โดยโปรแกรม ทดสอบเวลาปฏิกิริยาที่พัฒนาขึ้น และแบบวัดระดับ ความล้า ผลการศึกษาพบว่า เวลาปฏิกิริยาทั้งแบบง่าย และแบบซับซ้อนมีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติหลังการกระตุ้นอาการล้าทางกายเมื่อเทียบกับ ขณะพักแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ในการจำแนกความแตกต่างระหว่างก่อนและหลัง การเกิดอาการล้าทางกาย สำาหรับความเที่ยงตรงเชิง สภาพ ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมการทดสอบเวลา ปฏิกิริยาบนระบบแอนดรอยด์มีความสัมพันธ์เชิงบวก ระดับปานกลางกับแบบวัดระดับความล้า โปรแกรม ที่พัฒนาขึ้นมานี้เป็นเครื่องมือที่ยอมรับได้ในการวัด อาการล้าทางกายในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ควรศึกษาการวัด อาการล้าทางใจ ศึกษาในสถานการณ์จริงในชีวิต ประจำวัน และศึกษาในวัยอื่น ๆ เพิ่มเติม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Immediate Effect of Stress-induced Computer Typing on EMG Activity of Accessory Breathing Muscles and Respiratory Rate
    (2019) Kaveepong Jaturongkhasumrit; Keerin Mekhora; Sirikarn Somprasong; กวีพงศ์ จตุรงคสัมฤทธิ์; คีรินท์ เมฆโหรา; สิริกาญจน์ สมประสงค์; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Stress-induced computer work has been reported to be a factor affecting work-related musculoskeletal disorders (WMSDs). Limited studies have been conducted concerning stress-induced work, compared with physical related factors. The aim of this study was to determine the effects of stress-induced computer work on changes in accessory breathing muscle activity and respiratory rate. Ten healthy volunteer computer users with 20-40 years of age performed 30 minutes of computer typing with a 10-minute induced stress in the middle period. During the first and last 10 minutes they were allowed to type at a comfortable pace and speed. Electromyography (EMG) activity of the upper trapezius and anterior scalene muscles and the respiratory rate were recorded throughout 30 minutes. EMG activity of accessory breathing muscles and respiratory rate were significantly increased during computer typing with a 10-minute induced stress. No significant difference of both accessory breathing muscles activity and respiratory rate were found during the first and the last 10-minute periods. This study’s findings suggested that psychosocial stress during computer work results in increased accessory breathing muscles activity, change breathing patterns, and may lead to increased tendency of WMSDs.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Validity and application of the international classification of functioning, disability and health core set for stroke in Thailand
    (2019) Mantana Vongsirinavarat; Khanitha Jitaree; มัณฑนา วงศ์ศิรินวรัตน์; ขนิษฐา จิตรอารี; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    th (ICF) has been adopted by rehabilitation professionals for presenting health status of patients with stroke. The objective of this study was to explore the content validity of the comprehensive ICF stroke core set in Thai patients. The responsive patterns in different rehabilitation settings were also compared. The participants were 80 individuals affected by stroke with variety of chronicity and severity. These patients were receiving rehabilitation program in two physical therapy clinics and two communities. Four physical therapists evaluated the patients by performing interview and physical examination. These evaluators received a specific training session to use the ICF core set in patients with stroke. Standard evaluation form with description of assessment guideline was also provided. The results showed that 36 and 26 categories of the “Body Functions” domain and 50 and 39 categories of the “Activity and Participation” domain were validated with responses of having problem in more than 10% and 20% of participants respectively. All of eight categories of “Body Function” and five of “Activity and Participation” were movement and mobility related, reported as having problem in more than half of participants. The response patterns of 12 categories of “Body Function” and 13 “Activity and Participation’were different between clinic and community groups. The set of validated categories was similar to ones previously validated in other four countries. With Thai cultural concern, two items related with sexual function and intimate relationship were largely unresponsive. Some items were also very specific to sub -groups of sex and working status. Authors recommended more emphasis on more effective treatment plan for stroke patients to be move-ment related in impairment level and mobility related in activity and participation level. The different sets of ICF categories are recommended in different stages of stroke as well as different rehabilitation settings.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Effects of Strengthening and Stretching Exercises on the Temporospatial Gait Parameters in Patients With Plantar Fasciitis: A Randomized Controlled Trial
    (2019) Suthasinee Thong-On; Sunee Bovonsunthonchai; Roongtiwa Vachalathiti; Warinda Intiravoranont; Sarawut Suwannarat; Smith, Richard; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy. Physical Therapy Center; The University of Sydney. Faculty of Health Science. Discipline of Exercise and Sport Science
    Objective: To investigate the effects of physical therapy interventions using strengthening and stretching exercise programs on pain and temporospatial gait parameters in patients with plantar fasciitis (PF). Methods: Eighty-four patients with PF participated in the study and were randomly assigned to the strengthening or stretching exercise groups. All patients received 8 physical therapy interventions two times per week in the first 4 weeks and performed daily strengthening or stretching exercises three times per day. After 4 weeks, they continued the assigned exercise programs every day for 8 weeks. Pain visual analogue scale (VAS) scores at the worst and in the morning and temporospatial gait parameters were evaluated at the baseline, intermediate of the intervention, end of the intervention, and the first and second month follow-up. Results: There were significant effects of the time on the worst pain, morning pain, cadence, stride time, stride length, total double support, and gait speed, but there was no effect on step width. In addition, the main effect of the group and the interaction effects of the time and the group were not found in any parameters. For intra-group comparisons, there were significant differences in worst pain, morning pain, cadence, and stride time among the assessment times in both groups. For inter-group comparisons, there were no significant differences in all parameters. Conclusion: Both strengthening and stretching exercise programs significantly reduced pain and improved gait in patients with PF.
  • Publication
    A pilot study of a 12-week leg exercise and a 6- and 12-month follow-up in community-dwelling diabetic elders: effect on dynamic standing balance
    (2015) Vimonwan Hiengkaew; Sasithorn Saengrueangrob; Kornkamon Cheawthamai; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To determine the effects of 12-week leg exercise and follow-up on fasting blood glucose (FBG), blood pressure, static and dynamic standing balance time, leg muscle strength, and leg exercise behaviors in type 2 diabetic elderly. Material and Method: Four females, completing 12-week leg exercise group and 6- and 12-month follow-up were examined for FBG, blood pressure, standing on firm and foam surfaces, single leg stance, Five-Times-Sit-to-Stand Test (FTSST), alternated stepping, and leg muscle strength at before leg exercise, week 12 of exercise, and months 6 and 12 follow-up after exercise. Friedman’s ANOVA was used to compare these variables among 4 periods. Exercise behaviors were asked at months 6 and 12 follow-up. Results: Significant decreased time was observed in FTSST between before and at week 12, and alternated stepping between before and at month 6. For one year follow-up, two participants performed leg exercise regularly. According to patients’ interviews, they continued leg exercise because of reduced leg pain and stiffness, compliance to physiotherapist’s suggestions, and exercise addiction. Conclusion: Leg exercise enhanced FTSST and alternated stepping produced good quality feeling in leg in diabetic elderly. Physiotherapists may be a key for continuing leg exercise in community-dwelling diabetic elderly.
  • Publication
    Muscle activity of abdominal and back muscles during six starting positions in untrained individuals
    (2015) Prasert Sakulsriprasert; Penpailin Eak-udchariya; Wattana Jalayondeja; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: This study aimed to investigate the electromyography (EMG) activity among five abdominal and back muscles at six starting positions in untrained individuals. Material and Method: Twenty-five healthy individuals aged 20.9+3.9 years, who were inexperienced with lumbar stabilization exercise, were recruited. They were asked to perform maximum voluntary isometric contraction (MVIC), and then six starting positions in random order. EMG data of each starting position were normalized as a percentage of MVIC. Friedman two-way analysis of variance (ANOVA) and Wilcoxon signed-ranks tests were used for data analysis. Results: Significant differences in EMG activity of five abdominal and back muscles were found in all six starting positions (p < 0.001). The highest EMG activity of the transversus abdominis/internal abdominal oblique (TrA/IO) was found in crook lying, with right leg lifted (CLR), and of multifidus (MF) in four-point kneeling with straight right leg lifted horizontally (4p-SRL). Conclusion: The results suggested that CLR and sitting on a gym ball (SG) were able to facilitate TrA/IO activity with minimal activity from the rectus abdominis (RA), while CL, 4p-SRL, and SG were able to facilitate MF activity with minimal activity from erector spinae (ES).
  • Publication
    Thai version of the Kujala patellofemoral questionnaire in knee pain patients: cross-cultural validation and test-retest reliability
    (2015) Sutida Sakunkaruna; Yosawin Sakunkaruna; Prasert Sakulsriprasert; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To conduct a cross-cultural adaptation and determine the test-retest reliability of the Thai version of the Kujala Patellofemoral questionnaire (KPQ). Material and Method: The present study comprised two phases: cross-cultural adaptation and test-retest reliability. The KPQ was first translated and cross-culturally adapted from English to Thai. The content validity test was conducted, and the final version of the Thai version of Kujala Patellofemoral Questionnaire was developed. Forty knee pain patients were enrolled in this study to determine test-retest reliability of the final version of this questionnaire. All 40 subjects were patients from the Physical Therapy Center, Faculty of Physical Therapy, Mahidol University with a diagnosis of anterior knee pain by physical therapists. They were asked to complete the questionnaires; the 1st session after registration and 2nd session 30 minutes after finishing the first administration. For statistical analysis, the intraclass correlation coefficient (ICC(2,1)) method was used to determine test-retest reliability. Results: All 40 subjects (36 women, 4 men; with age range 18-56 years) were assessed twice with 30-minute time interval. Thirteen questions indicated strong reliability, ranging from ICC2,1 0.8 to 1.0 and the total score was ICC2,1 0.98. Conclusion: The Thai version of the Kujala Patellofemoral Questionnaire was cross-culturally adapted, validated, and presented with excellent test-retest reliability. Regarding clinical implication, this questionnaire is now available for Thai physical therapists in evaluating Thai knee pain patients.
  • Publication
    Thai version of the functional rating index for patients with back and neck pain: part 1 cross-cultural adaptation, reliability and validity
    (2015) Wunpen Chansirinukor; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To conduct the cross-cultural adaptation of the Functional Rating Index (FRI) and to test the reliability and validity of the Thai version of FRI (Thai FRI). Material and Method: The cross-cultural adaptation process was used to develop the Thai FRI. The two groups of patients comprised low back pain (LBP) and neck pain (NP). Each patient was asked to complete the questionnaires twice: at the first and second visits. The patients with LBP completed the Thai FRI, Roland-Morris Disability, modified Oswestry Low Back Pain Disability and multi-level Roland-Morris Disability, while the patients with NP completed the Thai FRI and Thai Neck Disability Index. Each patient was also asked to rate a Global Perceived Effect Scale at the second visit. Reliability and crosssectional construct validity of the Thai FRI were evaluated. Minimal detectable change (MDC95%) was calculated. Results: The FRI was cross-culturally adapted to Thai and the adapted version was validated. In total, 161 patients with LBP and 84 patients with NP completed the questionnaires. Cronbach’s alpha for the Thai FRI equaled 0.86 for LBP and 0.83 for NP, ICC2,1 equaled 0.82 for LBP and 0.89 for NP, correlations between the Thai FRI and other questionnaires ranged from 0.68 to 0.78 for both groups. The MDC95% equaled 2.5 for LBP and 2.3 for NP. Conclusion: The Thai FRI was developed and validated. Its measurement properties demonstrated acceptable internal consistency, good test-retest reliability and moderate to high cross-sectional construct validity.
  • Publication
    Improvement of gait symmetry in patients with stroke by motor imagery
    (2015) Anuchai Pheung-phrarattanatrai; Sunee Bovonsunthonchai; Vimonwan Heingkaew; Naraporn Prayoonwiwat; Songkram Chotik-anuchit; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy; Mahidol Univesity. Faculty of Medicine Siriraj Hospital
    Objective: To investigate effect of gait training with motor imagery (MI) on gait symmetry and self-efficacy of falling in stroke patients. Material and Method: Fourteen stroke patients were categorized in the MI (n = 7) and control (n = 7) groups. They were matched by age range, stroke type, paretic side, time since stroke, and severity. All participants received physical therapy and only the MI group received additional MI training. Both groups were trained for 12 sessions over 1 month. Outcome measurements comprised gait symmetry detecting by the force distribution measurement platform and self-efficacy of falling testing by the Fall Efficacy Scale-International (FES-I). Both groups were assessed three times: pre-, intermediate- and posttrainings. Comparisons of all variables between and within groups were tested by Mann-Whitney U test and Friedman ANOVA test, respectively. Results: No significant difference was observed of gait symmetry between MI and control groups. Within group comparison, tendencies of improvement were found in step length and step time symmetry for the MI group. Significant improvements in step length symmetry and FES-I score were found among assessments for the MI group (p < 0.05). Conclusion: Gait training with MI enhanced ability of step length symmetry and decreased fear of falling in patients with stroke.
  • Publication
    Effects of Thai dancing on median neurodynamic response during 4-hour computer use
    (2015) Keerin Mekhora; Chatdao Septham; Wattana Jalayondeja; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To investigate the effects of Thai dancing on median neurodynamic response during 4-hour computer use. Material and Method: Twenty-four healthy participants aged 20-30 years performed 5 minutes of Thai dancing including Prom See Na, Yoong Fon Hang, Sod Soy Mala, Lor Keaw and Cha Nee Rai Mai during a 10-minute break of 4-hour computer use. All participants were assessed for nerve tension by elbow range of motion of upper limb neurodynamic test 1 (ULNT1) and components of quick test. The discomfort was measured by visual analogue discomfort scale (VADS). These measurements were assessed before and after computer work. The statistical analyses employed paired t-test for continuous outcome and Friedman’s test. Results: The median nerve tension (indicated by elbow range of motion) was significantly reduced at before and after work, when 5 minutes of Thai dancing was introduced during the break. While components of the quick test emphasized that Thai dance immediately helped reduce the median nerve tension. The VADS in eight body areas increased over the period of 4 hours, but decreased after performing Thai dancing (p < 0.05). Conclusion: Thai dancing helped relieve median nerve tension and body discomfort. It may be recommended as an exercise during break for computer users who continuously work to prevent WMSDs.
  • Publication
    The adaptive patterns of pelvic alignment in individuals with adolescent idiopathic scoliosis
    (2015) Laddawan Saetang; Prasert Sakulsriprasert; Mantana Vongsirinavarat; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To investigate the adaptive pattern of pelvic alignment and to determine the correlations between pelvic alignment and Angle of Trunk Rotation (ATR) of each curve type in individuals with Adolescent Idiopathic Scoliosis (AIS). Material and Method: This cross-sectional study of 31 AIS subjects was divided according to single or double curve patterns. Demographic data and ATR were collected. Five-view photos were shot before using Scion Image Software to calculate pelvic alignment. Independent t-test was used to compare pelvic alignment between groups. Pearson’s correlation coefficient was used to identify the correlation between pelvic alignment and ATR. Results: The subjects with single and double curves, showed significant difference in the right sagittal and transverse planes (p = 0.021). The double-curve group showed significant negative correlation of anterior-pelvic-obliquity and ATR (p = 0.037), significant positive correlations of left-pelvic-tilt and ATR (p = 0.021), and right-pelvic-tilt and ATR (p = 0.005). The major-curve group showed significant negative correlation of anterior-pelvic-obliquity and ATR (p = 0.014), significant positive correlation of right-pelvic-tilt and ATR (p = 0.021), and top-pelvic-rotation and ATR (p = 0.032). The near-pelviscurve group showed only significant negative correlation of anterior-pelvic-obliquity and ATR (p = 0.032). Conclusion: Both AIS groups showed different pelvic tilt and rotation. ATR showed the correlation with pelvic tilt and obliquity in double-curve group only. A larger curve influenced the pelvic-spinal rotation relationship more than the nearpelvic-curve. Thus, awareness of pelvic alignment in AIS assessment and treatment is recommended
  • Publication
    Dyad training protocol on learning of bimanual cup stacking in individuals with stroke: effects of observation duration
    (2015) Jarugool Tretriluxana; Jintana Taptong; Pakaratee Chaiyawat; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To examine the effects of dyad training protocol with different observation-durations on the learning of bimanual cup stacking in individuals with chronic stroke Material and Method: Participants (experimental and control groups) completed the task in pairs. On the first day (acquisition phase: AP), the experimental group observed their partner 6 minutes and alternately performed the task 6 minutes for 4 sessions. The control group underwent 1 minute of observing alternated with 1 minute of performing the task for 24 sessions. On the following day (retention phase: RP), both groups performed the task individually first without feedback, followed by with feedback. The dependent measures were movement time (MT), a measure of motor execution, and reaction time (RT), a measure of motor planning. Results: In the AP, both groups completed the task with decreased MT. The experimental group showed significantly greater improvement of MT than the control group. As for RP, only the experimental group performed the task with less MT when compared with the last block of AP. Additionally, this group significantly decreased MT when compared with the first block. Although, a similar pattern was observed of decreased RT for both groups, in the RP, the experiment group had shorter RT compared with that of the control group. Conclusion: For individuals with chronic stroke, compared with the 1-minute observation alternating with physical practice, the 6-minute duration resulted in greater persistent learning. Moreover, the 6-minute duration greatly enhanced the planning of bimanual cup stacking.
  • Publication
    Metabolic equivalent of exercise stress test explained by six-minute walk test in post coronary artery bypass graft and post percutaneous coronary intervention patients
    (2014) Watesinee Khuangsirikul; Wattana Jalayondeja; Rungchai Chuanchaiyakul; Rungroj Krittayaphong; Chunhakasem Chotinaiwattarakul; Pansak Laksanabunsong; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy; Mahidol University. College of Sports Science and Technology; Mahidol University. Faculty of Medicine Siriraj Hospital
    Objective: To investigate the relationship among metabolic equivalents of an exercise stress test (METs of EST), demographic parameters (age, body weight, height, BMI), peak oxygen consumption (VO2 peak), and six-minute walk distances (6MWD) determined from a six-minute walk test (6MWT). Material and Method: Exercise capacity was estimated by a 6MWT and EST at the sixth week post operation in post coronary artery bypass graft (post CABG, n = 17) and post percutaneous coronary intervention (post PCI, n = 13) patients. Results: METs of EST showed: high correlation (p < 0.01) with VO2 peak of 6MWT (r = 0.94), 6MWD (r = 0.92); muscle strength (r = 0.78), moderate correlation (p < 0.01) with height (r = 0.53); negative correlation with age (r = -0.50). Low correlation was found (p < 0.05) with step length (r = 0.43), and weight (r = 0.38). No correlation was found among METs of EST and rating perceived exertion (RPE) of EST and 6MWT. The multiple linear regression equation for explaining METs of EST is as follows: METs of EST = -2.94+0.02 (6MWD), (r = 0.923, R2 = 0.85, p < 0.001). Conclusion: The 6MWT may possibly be used as an alternative choice for estimating energy expenditure to design exercise programs for these post operation groups.
  • Publication
    Fall prediction in Thai elderly with timed up and go and Tandem Walk Test: a cross-sectional study
    (2014) Thanwarat Chantanachai; Sopa Pichaiyongwongdee; Chutima Jalayondeja; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To examine the timed up and go (TUG) and tandem walk test (TWT) as fall prediction assessments in Thai elderly. Material and Method: Elderly subjects aged between 60 and 86 years and living in Nakhonpathom and Samutsakhon provinces were classified as fallers and non-fallers by self-report in the past six months. The TUG and TWT were used to predict falls. The optimal cutoff score and validity indexes were determined by plotting the receiver operating characteristic (ROC) curve and crosstabs analysis. Results: One hundred and sixty-one elderly subjects were classified as fallers (7 males and 43 females) and non-fallers (24 males and 87 females). The area under the curve (AUC) of ROC were 0.62 (95% CI = 0.59, 0.76; p = 0.0001) for TUG and 0.605 (95% CI = 0.514, 0.696; p = 0.033) for TWT error score. The cutoff scores were 10.5 seconds for TUG (74% sensitivity and 57.7% specificity) and five scores for TWT error (62% sensitivity and 55% specificity). Conclusion: TUG and TWT error were useful tools to explain faller status in Thai community-dwelling for the elderly. TWT time was not sensitive enough to detect the elders who were at risk of falls.
  • Publication
    Correlation between pressure pain threshold and soft tissue displacement in muscle pain conditions
    (2015) Sirikarn Somprasong; Keerin Mekhora; Roongtiwa Vachalathiti; Sopa Pichaiyongwongdee; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy
    Objective: To determine the correlation between pressure pain threshold (PPT), displacement pain threshold (DPT) and pain visual analog scale (VAS) in patients with delayed onset muscle soreness (DOMS) and myofascial pain syndrome (MPS). Material and Method: PPT and DPT were measured in the same time by modified Algometertm commander. This study used the algometer for measuring PPT (N/cm2), in three groups of subjects, including DOMS (n = 10), MPS (n = 10), and asymptomatic (n = 10). The DPT represented the displacement of the algometer probe on the skin in millimeters, while measuring PPT. The DOMS was induced in the non-dominant biceps brachii muscle. The subjects with active myofascial trigger point (MTrP) at the upper trapezius muscle were recruited into the MPS group. DOMS group rated pain by VAS during elbow movement, while the MPS group rated at resting. Spearman’s rank coefficient of correlation was used for data analysis. Results: The results showed correlation between PPT and DPT in the asymptomatic biceps brachii muscle (rs = 0.77, p = 0.001) and DOMS group (rs = 0.65, p = 0.04). No correlation was found between MPS and the asymptomatic upper trapezius muscle. Conclusion: A correlation was found between PPT and DPT in biceps brachii muscles. This finding suggested that to assess the DOMS, the PPT and DPT accurately are required for identifying pain and tissue softness.
  • Publication
    Respiratory muscle strength explained by age and weight in female and male
    (2014) Wattana Jalayondeja; Orawan Verner; Suwannee Jarungjitaree; Jamsak Tscheikuna; Mahidol University. Faculty of Physical Therapy; Mahidol University. Faculty of Graduate Studies; Mahidol University. Faculty of Medicine Siriraj Hospital
    Objective: To determine the relationship between respiratory muscle strength and age, sex, height and weight. Material and Method: Maximal inspiratory mouth pressure (MIP) and maximal expiratory mouth pressure (MEP) were assessed in 249 subjects aged 30-70 years using a mouth pressure meter. MIP was performed 10 times at residual volume, whereas MEP was performed 12 times at total lung capacity. Pearson’s correlation was used to assess the association between respiratory muscle strength and characteristics data. Multiple linear regressions were used to establish the prediction equation of respiratory muscle strength. Results: MIP decreased at ages beyond 60 years (p < 0.05) but age had no effect on MEP in both sexes. MIP was correlated with age, weight and height in males, and with age and weight only in females; whereas, MEP was not correlated with age, height and weight in either sex. Predicted MIP regression equations are MIPfemale = 77.57-0.59 age+0.62 weight (r2 = 0.164, p = 0.004), MIPmale = 124.39-0.91 age+0.63 weight (r2 = 0.175, p = 0.08). Conclusion: Sex, age and weight factors should be considered for MIP measurement.
  • Publication
    ความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและขาแบบไอโซไคเนติคกับน้ำหนักมากที่สุดที่ยอมรับได้ในการยกในชายไทย ประเมินโดยวิธีไซโคฟิสิกค์
    (2557) บุคอรี ปุตสะ; วรรธนะ ชลายนเดชะ; ชนัตถ์ อาคมานนท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัด
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อขาแบบไอโซไคเนติคต่อน้ำหนักมากที่สุดที่ยอมรับได้ในการยก (MAWOL) และเปรียบเทียบค่า MAWOL ระหว่างกลุ่มคนที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา (BSTL) และกลุ่มคนที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากกว่ากล้ามเนื้อหลัง (LSTB) ในชายไทยสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-30 ปี จำนวน 35 คน วิธีการศึกษา วัดค่าความแข็งแรงสูงสุด (peak torque) ของกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อขาแบบไอโซไคเนติคด้วยเครื่อง BIODEX® และประเมินหาน้ำหนักมากที่สุดที่ยอมรับได้ในการยกโดยวิธีไซโคฟิสิกค์ ผลการศึกษา พบความสัมพันธืระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังต่อกล้ามเนื้อขา (r = 0.486. p < 0.05) แต่ไม่พบความสัมพันธืระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังต่อ MAWOL และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาต่อ MAWOL (p < 0.05) น้ำหนักมากสุดที่ยอมรับได้ในการยกของกลุ่ม LSTB มีค่ามากกว่ากลุ่ม BSTL โดยทั้งสองกลุ่มมี MAWOL ที่ไม่แตกต่างกัน สรุปผลการศึกษา ผู้ที่มีความแข็งแรงของหลังมาก มีแนวโน้มที่ความแข็งแรงของขามากตามไปด้วย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและกล้ามเนื้อขาไม่สัมพันธ์ต่อ MAWOL ผู้ที่มีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังหรือขามาก ไม่จำเป็นต้องยกน้ำหนักได้มากเมื่อประเมินด้วยวิธีไซโคฟิสิกค์