PH-Proceeding Document

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 10 of 108
  • Thumbnail Image
    Item
    HeartSound
    (2564) ปูม มาลากุล ณ อยุธยา; Poom Malakul Na Ayudhya; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์
    HeartSound เป็นโปรแกรม android mobile app ที่สามารถจำแนกเสียงการเต้นของหัวใจ (Heart sound classification) ได้เป็นสองกลุ่ม คือเสียงผิดปกติ (abnormal) และเสียงปกติ (normal) โดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning โปรแกรมนี้ยังสามารถทำงานได้ในสองลักษณะ คือ วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ หรือวิเคราะห์ไฟล์เสียง
  • Thumbnail Image
    Item
    Machine Learning Mobile app เพื่อช่วยการตรวจเชื้อมาลาเรียจากรูปภาพ
    (2561) ปูม มาลากุล ณ อยุธยา; Poom Malakul Na Ayudhya; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์
    เทคโนโลยีด้าน Machine Learning ได้ถูกพัฒนาขึ้นมากจนมีความ แม่นยำใกล้เคียงกับความสามารถของมนุษย์ โดยเฉพาะในด้าน Image Classification ขณะที่เทคโนโลยีบนอุปกรณ์มือถือก็มีขีดความสามารถสูงขึ้น มาก การนำเทคโนโลยีทั้งสองมาประยุกต์ในการให้บริการสุขภาพเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการนำ เทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ โดยการพัฒนา app บนมือถือ เพื่อสร้าง ระบบอัตโนมัติในการตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยใช้รูปภาพ พบว่าในตัวอย่าง การตรวจแบบ thick smear ระบบอัตโนมัตินี้สามารถตรวจพบเชื้อได้ดี
  • Item
    การศึกษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดินแดง กรุงเทพฯ รายงานตอนที่ 3 : การแยกเชื้อและการพิสูจน์เอกลักษณ์ของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสจากตัวอย่างตรวจ
    (2531) อนงค์ ปริยานนท์; กานดา วัฒโนภาส; เจตน์สันต์ แตงสุวรรณ; ระวิวรรณ แสงฉาย; สุวณีย์ รักธรรม; ศุภรี สุวรรณจูฑะ; มาลัย วรวิจิต; พนิดา ชัยเนตร; จันทพงษ์ วะสี; พิไลพรรณ พุทธวัฒนะ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลศิริราช.
    สืบเนื่องมาจากการศึกษาวิจัยในชุมชนของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี นั้น เมื่อมีเด็กป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่มีอาการเล็กน้อยหรืออาการปานกลาง ผู้ทำหน้าที่ดูแลอาสาสมัครจะเก็บสิ่งตรวจโดยการดูดเอาน้ำมูกหรือกวาดคอของเด็กป่วย หรือดูดเอาในส่วนนาโซฟาริงค์ เพื่อส่งไปตรวจหาเชื้อไวรัสที่ห้งอปฏิบัติการ ณ โรงพยาบาลศิริราช ขณะสิ่งตรวจอีกส่วนหนึ่งจะถูกนำส่งไปแยะเชื้อและพิสูจน์เอกลักษณ์เชื้อแบคทีเรียที่ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า ไวรัส 28.8% พบจากสิ่งตรวจของนาโซฟาริงค์และเป็น RSV 12.2 % Parainfluenzae 1; 2.2% Parainfluenzae 2; 4.4, Influenzae 3.3%, Adenovirus 5.5 % และไวรัสอื่นๆ 1.1 % อย่างไรก็ตามไวรัสส่วนใหญ่พบในคนไข้ที่มีอาการที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน สำหรับแบคทีเรียซึ่งแยกได้จากคนไข้ที่มีอาการที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบนนั้นเป็น S. pneumoniae 26.27 %, H.influenxae non B 18.64 %, H.influenzae B 2.54 %, S.aureus, 13.56%, และแบคทีเรียชนิดอื่ๆประมาณ 12.71 % ส่วนคนไข้ที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจส่วนล่างนั้นพบเชื้อ S.pneumoniae เพียง 0.84 % H.fluenzae non B. 2.54 % และ S. aureus 1.69 % เท่านั้น
  • Item
    Anthemintic effect of albendazone, mebendazone and diethylcarbamazine on Trichinella spiralis in mice
    (2531) Angoon Keittivuti; องุ่น เกียรติวุฒิ; Boonyiam Keittvuti; บุญเยี่ยม เกียรติวุุฒิ; Mahidol University. Faculty of Public Health. Department of Parasitology.
    The efficacy of albendazone, mebendazone and diethylcarbamazine on Trichinella spiralis in mice were treated with 50 mg/kg body weight for 3 consecutive days on the beginning of 2nd.day, 10th.day, 21st.day and 28th.day. After 35-42 days infected mice were examined for trichinella larvae. Mebendazone and albendazone eliminated worms in the intestines of mice 99.8% and 99.95% respectively while diethylcarbamazine could not induce any effects to the worms. For the invasive phase, the effect of mebendazone and diethylcarbamazine were nearly the same (76% and 73% respectively) but albendazole showed 36% of larvae decreased. Mebendazole reduced the numbers of the larvae on entering musculature phase and encysted larvae in the muscle 97.9% and 96.7% respectively. Albendazole and diethylcarbamazine decreased the larvae in muscle on entering muscularture phase 50.6% and 16% respectively. For musculature phase albendazole reduced the encysted larvae in muscle 63.8% but diethylcarbamazine could not eliminate the encysted larvae. However mice showed some side effect after treated with mebendazole and albendazole for musculature phase but side effect was subside after 2-3 days following the first day of administration.
  • Item
    ระยะเวลาในการสร้างภูมิต้านพิษคอตีบหลังได้รับวัคซีน ดีที 1 โดส ในนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เขตอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท
    (2531) วรัญญา แสงเพ็ชร์ส่อง; สุเนตร แสงม่วง; ศุภชัย ฤกษ์งาม; ธวัชชัย วรพงศ์ธร; กานดา วัฒโนภาส; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาชีวสถิติ.
    การติดตามศึกษาประสิทธิผลของการสร้างภูมิต้านพิษคอตีบในเด็กชั้นประถมปีที่ 1 หลังการได้รับวัคซีน ดีที หนึ่งครั้ง 7 และ 14 วัน ประชากรศึกษาเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 เขต อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ตรวจเลือดจำนวน 525 คน เลือกเฉพาะ ผู้ที่มีระดับภูมิต้านพิษต่ำกว่าที่คุ้มกันได้ (0.5 หน่วยต่อซีซี) ทั้งหมด 136 ราย มีค่ามัชฌิมเรขาคณิตของภูมิต้านพิษเท่ากับ 0.24 ± 0.08 หน่วย ต่อซีซี ภายหลังได้รับวัคซีน ดีที 1 เข็ม ติดตามตรวจเลือดได้ 112 ราย (ร้อยละ 82.3 จากจำนวนทั้งหมด) พบว่าค่ามัชฌิมเรขาคณิตของภูมิต้านพิษคอตีบเท่ากับ 0.76 ± 1.18 และ 2.57 ± 3.34 หน่วย ต่อซีซี หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว 7 วัน และ 14 วันตามลำดับ ภูมิต้านพิษมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (repeat ANOVA test; P = 0.0001) และการเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับวัคซีน 7 วัน กับ 14 วัน มีความแตกต่างกันยอ่างมีนัยสำคัญด้วย (pair t – test; p = 0.0001) อัตราผู้มีภูมิต้านพิษที่เพิ่มขึ้นจนถึงระดับคุ้มกันโรคได้หลังได้รับวัคซีน 7 วันและ 14 วันมีร้อยละ 52.6 และ 86.6 ตามลำดับ ปัจจัยอันได้แก่เพศและการได้วัคซียเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน มีผลต่อระดับภูมิต้านพิษคอตีบจากการวิเคราะห์ทางสถิติวิธี repeat ANOVA (p = 0.019 และ p = 0.037 ตามลำดับ) กล่าวได้ว่าปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อการสร้างภูมิต้านพิษจากได้รับวัคซีนครั้งนี้ ปัจจัยอื่นๆไม่มีผลต่อระดับภูมิต้านพิษคอตีบคือ ภาวะทุพโภชนาการ (p = 0.36) ภาวะเจ็บป่วยในรอบ 12 เดือน (p = 0.40) ประวัติการได้รับวัคซีนช่วงอายุ 0-1 ปี (p = 0.40) และการได้รับวัคซีนกระตุ้นเมื่อ 4-6 ปี (p = 0.17) ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้วัคซีนฉีดเพื่อป้องกันโรคคอตีบในชุมชนเมื่อมีโรคนี้เกิดขึ้นมีความเป็นไปได้สูงมาก
  • Item
    Prevention of non-narcotic analgesics use by traditional Thai massage
    (2531) Sarapee Leeprasert; สารภี ลีประเสริฐ; Pitchaya Phaktongsuke; Agnsana Boontham; อังสนา บุญธรรม; Mahidol University. Faculty of Public Health. Rural Health Training and Research Center.
    Non-Narcotic Analgesics like Aspirin or combination of AC (Aspirin and Caffeine) are available and popular in labor-aged group in both urban and rural area for half a century. Most of them use it because of body pain not antipyretic or anti-inflammation. Some use every day and some use every week. These make the overdosage consumption which can cause gastrointestinal erosion, ulceration and hemorrhage. To prevent these risks, Traditional Thai Massage is considered as one of the strategies. This is just a pilot project study that conducted in Dan Jak Subdistrict, Non Thai District, Nakornrajsima Province. At the training process, 46 persons from 43 households were trained to know about the basic Thai massage. Two months later, we found that 1. The community accepted the massage. About 70 percent of the trainees massaged each other, members in their homes and their neighbours; 2. Though the analgesics are still used especially in the hard working day. It seemed to be used less than before the training. For the persons who use every day, they tried to reduce the dosage, and the others tried to not use. However, we will summarize the final result at the end of the project in April 1988.
  • Item
    การศึกษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดินแดง กรุงเทพฯ. รายงานตอนที่ 4 : การเข้าถึงชุมชนและการศึกษาปัญหาระยะยาว
    (2531) ชัยวัฒน์ วงศ์อาษา; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; สิทธิพันธุ์ ไชยนันทน์; สุวัฒน์ ศรีสรฉัตร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว.
    ประชากรที่อาศัยอยู่ในอาคารสงเคราะห์การเคหะแห่งชาติดินแดงหลังที่ 1-6 เป็นกลุ่มที่มีสภาวะสังคมและเศรษฐกิจต่ำ ประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองสุขภาพต่ำกว่ามาตรฐานลักษณะชุมชนแตกต่างจากชุมชนชนบท ในการศึกษาความสำเร็จของการเข้าถึงฐาน การส่งตัวผู้ป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในระดับปานกลาง การให้ความร่วมมือของชุมชนต่อโครงการเป็นดัชนีในการบ่งชี้ การศึกษานี้ พบว่าตั้งแต่เริ่ม-โครงการ (กรกฎาคม 2528) ถึงปัจุบัน (กรกฎาคม 2530) มีอัตราความครอบคลุมของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคขั้นพื้นฐานสูงขึ้นตามลำดับจากร้อยละ 34.92 ในปี 2528 เป็นร้อยละ 83.82 ในปี 2530 การให้ความร่วมมือของประชาชนขณะเริ่มโครงการร้อยละ 79 เป็นร้อยละ 98 ในปี 2530 การเพิ่มของตัวบ่งชี้ดังกล่าวเนื่องจากปัจจัยต่างๆเช่น การเตรียมชุมชน การเยี่ยมบ้าน การใช้ยา การให้วิตามินบีรวมและวิตามินซี การอบรมอาสาสมัครเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง ปัญหาของการศึกษาระยะยาวเกิดขึ้นในส่วนของแผนงาน ลักษณะส่วนตัวของอาสาสมัครและบุคลากรของโครงการ การเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อหาเชื้อและความต้องการของประชาชน
  • Item
    การศึกษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดินแดง กรุงเทพฯ. รายงานตอนที่ 1: การจัดการ วิธีการดำเนินการ ระบบส่งต่อและปัญหาที่เกิดขึ้นจากการศึกษา
    (2531) กานดา วัฒโรภาส; ระวิวรรณ แสงฉาย; เจตน์สันต์ แตงสุวรรณ; อนงค์ ปริยานนท์; สุวณี รักธรรม; ศุภรี สุวรรณจูฑะ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
    โรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทยด้วย วัตถุประสงค์ใหญ่ของการศึกษาในครั้งนี้เพื่อที่จะหาอัตราของการเกิดโรค ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ชุมชนเขตเมือง การศึกษานี้เป็นการศึกษาต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี โดยการเฝ้าระวังเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่แฟลตดินแดงซึ่งมี 6 ตึกประกอบด้วยห้องทั้งหมด 1,350 ห้อง ในระหว่างการศึกษาถ้าเด็กที่อายุเกิน 5 ปี หรือไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในโครงการจะถูกตัดออกและเด็กเกิดใหม่หรือเข้าใหม่(ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี) จะได้นำเข้าไปโครงการ ผู้ดูแลเด็ก (Volunteer) เป็บุคคลที่ได้จ้างจาดชุมชนโดยดูแลเด็กประมาณ 15-20 คน อาทิตย์ละ 2 ครั้งต่อเด็ก1 คน และมีผู้ควบคุมการทำงานของผู้ดูและเด็ก (Investigator) อีกพวกหนึ่ง โดยมีแบบฟอร์มของอาการและอาการแสดงซึ่งปรับจากขององค์การอนามัยโลก แบ่งเป็นอาการอ่อน อาการปานกลางและอาการรุนแรง ผู้ควบคุมนี้จะเป็นผู้ตัดสินที่จะให้คำแนะนำกับผู้ปกครองเด็กที่มีอาการปานกลางและอาการรุนแรงให้ไปตามระบบการส่งต่อที่ศูนย์สาธารณสุขดินแดงและโรงพยาบาลรามาธิบดี นอกจากนี้แล้วการศึกษาเชื้อที่เป็นต้นเหตุได้จากการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในเด็กที่มีอาการอ่อนโดยกลุ่มผู้ควบคุมดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้เก็บตัวอย่างตรวจและได้จากศูนย์สาธารณสุขดินแดง และโรงพยาบาลรามาธิบดี ในรายที่มีอาการปานกลางและรุนแรงโดยพยาบาลเป็นผู้เก็บตัวอย่างตราวจ ปัญหาในการศึกษาครั้งนี้ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับปัญหาในระบบส่งต่อผู้ป่วยระดับปานกลางซึ่งผู้ปกครองเด็กไม่นำเด็กไปตามที่แนะนำ ทำให้การเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อหาเชื้อไม่ได้ทุกราย
  • Item
    การศึกษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดินแดง กรุงเทพฯ. รายงานตอนที่ 2 : อัตราอุบัติการและอัตราความชุกของโรคในปี พ.ศ.2529
    (2531) ระวิรรณ แสงฉาย; กานดา วัฒโนภาส; เจตน์สันต์ แตงสุวรรณ; อนงค์ ปริยานนท์; สุวณี รักธรรม; ศุกรี สุวรรณจูฑะ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.
    จุดประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อแสดงถึงอัตราอุบัติการและอัตราความชุกของโรค ความรุนแรงและระยะเวลาของการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ในชุมชนที่มีเศรษฐานะต่ำ นอกจากนี้จะได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการเกิดโรคนี้กับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กอันประกอบไปด้วย น้ำหนักแรกคลอด สภาวะโภชนาการของเด็ก การได้รับภูมิคุ้มกันโรค สภาพแวดล้อมและสภาพครอบครัวของเด็ก เด็กที่ได้รับการดูแลเมื่อเริ่มโครงการมีจำนวน 332 คน ซึ่งเด็กแต่ละคนจะได้รับการเยี่ยมโดยอาสาสมัครชุมชนของโครงการ และการทำงานของอาสาสมัครจะต้องได้รับการตรวจและเยี่ยมซ้ำโดยผู้ดูแลอาสาสมัคร 4 คน ผลของการศึกษาพบว่าในปี 2529 ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไปลักษณะของอุบัติการของโรคจะสูงในเดือนมกราคม และจะลดต่ำลงในเดือนถัดไปคือเดือนกุมภาพันธ์และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อัตราอุบัติการสูงสุดคือ 77 ต่อประชากร 100 คนในเดือนธันวาคม และต่ำสุด 37 ต่อประชากร 100 คน ในเดือนเมษายน สำหรับจำนวนครั้งของการเกิดโรคจะพบมากในช่วงฤดูหนาวคือเกิดในเดือนธันวาคมสูงถึง 80 เดือนมกราคม 76 และ เดือนพฤศจิกายน 74 ต่อประชากร 100 คน ส่วนจำนวนครั้งของการเกิดโรคจะพบได้น้อยในช่วงฤดูร้อนคือเดือนกุมภาพันธ์เกิด 40 เมษายนเกิด 45 และเดือน มิถุนายนเกิด 44 ต่อประชากร 100 คน สำหรับจำนวนการเกิดโรคต่อเด็กแต่ละคนในแต่ละเดือนและจะพบมากเช่นกันในเดือนธันวาคม คือพบได้ 0.8 และพบน้อยในเดือนมิถุนายน เมษายนและกุมภาพันธ์ ซึ่งเท่ากับ 0.4, 0.5 และ 0.5 ตามลำดับ
  • Item
    พฤติกรรมในการแสวงหาบริการรักษาพยาบาลของชาวชนบทในประเทศไทย
    (2534) ปิยธิดา ตรีเดช; พีระ ครึกครื้นจิตร; ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาบริหารงานสาธารณสุข.
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมอนามยัในการแสวงหาบริการรักษาพยาบาลของชาวชนบทในประเทศไทย หลังจากมีการดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานมาแล้วประมาณ 8 ปี ทำการวิจัยโดยสัมภาษณ์ (ตามแบบสอบถามที่สร้างขึ้น) หัวหน้าครัวเรือนหรือผู้แทน จำนวน 2,400 คน จาก 24 หมู่บ้าน ใน 8 จังหวัด 4 ภาคของประเทศไทย โดยใช้การสุ่มตัวอย่าง อย่างเป็นขั้นตอน และเป็นหมู่บ้านที่มีการดำเนินงานกองทุนยาและเวชภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน มี อสม.และ ผสส. ในหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้ช่วยนักวิจัย จากจำนวนแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์และนำมาวิเคราะห์ผลได้จำนวน 2,280 ฉบับ (ร้อยละ 95) ผลวิจัยพบว่า เมื่อเจ็บป่วย ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ46) จะไปโรงพยาบาลชุมชน ยาที่นิยมใช้คือ ยาแผนปัจจุบัน และร้อยละ 87 พอใจในบริการที่ได้รับ โดยให้เหตุผลว่า เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำดี เป็นกันเอง บริการรวดเร็ว สะดวก ยามีคุณภาพ และราคาไม่แพง ปัญหาและอุปสรรคของผู้ถูกสัมภาษณ์ในการดูแลสุขภาพ 2 อันดับคือ ไม่มีเงิน และขาดยานพาหนะ เนื่องจากบ้านอยู่ห่างจากสถานให้บริการ สำหรับความรู้เกี่ยวกับการมีกองทุนยาฯ อสม. และ ผสส. ในหมู่บ้าน ผู้ตอบมากกว่าร้อยละ 75 ทราบว่าในหมู่บ้านมีทั้ง 3 สิ่งดังกล่าว และมีประโยชน์ เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมในการแสวงหาบริการรักษาพยาบาล พบว่า อายุ สถานภาพสมรส การศึกษา อาชีพ รายได้ และจำนวนบุคคลในอุปการะมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการแสวงหาบริการรักษาพยาบาล