Journal: วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย
487480
Issued Date
2014
Resource Type
Language
tha
ISSN
2392-568X (online)
2392-5671 (print)
2392-5671 (print)
Rights
มหาวิทยาลัยมหิดล
Rights Holder(s)
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Journal Volumes
Title
วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย
Alternative Title(s)
Journal of Professional Routine to Research
Other Contributor(s)
Abstract
วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย Journal of Professional Routine to Research (JPR2R) เป็นวารสารสำหรับเผยแพร่บทความ/ผลงานวิชาการของบุคคลทั่วไป และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิด ทฤษฎี ตลอดจนแนวปฏิบัติใหม่ๆ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย และเป็นโอกาสให้บุคลากรสำหรับเผยแพร่ผลงานวิชาการสู่สังคม
Description
กำหนดออก ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน , ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม)
Indexed in ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index-TCI) กลุ่ม 2
Indexed in ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index-TCI) กลุ่ม 2
Collections
65 results
Search Results
Now showing 1 - 10 of 65
Publication Open Access ทัศนคติในการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2564) พรเพ็ญ เผือกเอม; กาญจณา ประสงค์; Pornpen Phuakaim; Kanjana Prasong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. งานบริหารการศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุขการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกประกอบวิชาชีพของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในด้านการรู้จักตัวเอง ด้านลักษณะงานและการเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบอาชีพจำแนกตามชั้นปีของนักศึกษา ประชากรที่ศึกษาคือนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ในปีการศึกษา 2562 จำนวน 224 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 ทัศนคติในการประกอบการวิชาชีพของนักศึกษา มีทั้งหมด 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการรู้จักตนเอง ด้านลักษณะของงานและด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบอาชีพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยอัตราส่วนร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( 𝑥̅ )และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิตเพราะเป็นความตั้งใจที่จะประกอบอาชีพการสัตวแพทย์ในอนาคต และกิจกรรมพัฒนานักศึกษาที่เลือกเข้าร่วมเป็นลำดับแรกคือกิจกรรมด้านวิชาการและวิชาชีพ ในด้านทัศนคติในการประกอบการวิชาชีพของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.11) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 6 มีทัศนคติในการประกอบวิชาชีพสูงที่สุดคือ มีค่าเฉลี่ย 4.21 คิดเป็นระดับมากที่สุดPublication Open Access พฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้างนักพัฒนา คุณภาพรุ่นใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2562) กวิน ปลาอ่อน; พรนภัสส์ พราหมณ์โชติ; Kawin Pla-on; Pornnapat Pramchote; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้างนักพัฒนาคุณภาพรุ่นใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้างานหรือหัวหน้าหน่วยของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ และพนักงานระดับปฏิบัติการที่ทำงานในสังกัดเดียวกับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการและมีการปฏิบัติงานประสานหรือร่วมมือกัน จำนวนทั้งสิ้น 28 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างด้วยการวิเคราะห์ Independent – Samples T-Test และความแปรปรวนทิศทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า พนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้าง นักพัฒนาคุณภาพรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพในระดับมาก ( X ̅= 3.96, S.D. = 0.62) โดย ด้านที่มีระดับการแสดงพฤติกรรมเชิงคุณภาพสูงที่สุด คือ ด้านการปฏิบัติตามแผน เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคุณลักษณะของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการด้านเพศ อายุ และระยะเวลาปฏิบัติงาน กับพฤติกรรมการทำงาน อย่างมีคุณภาพ พบว่า มีเพียงคุณลักษณะด้านอายุเท่านั้นที่ส่งผลให้พนักงานมีพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05Publication Open Access เจตคติ ความพึงพอใจและการใช้ประโยชน์สื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาและบุคลากร คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2558) คันธรส ชำนาญกิจ; จาริณี อิ้วชาวนา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. งานสารสนเทศงานวิจัยเจตคติ ความพึงพอใจและการใช้ประโยชน์สื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาและบุคลากรคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเจตคติ ความพึงพอใจและการใช้ประโยชน์สื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาและบุคลากรคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างจำนวน 240 คน การกำหนดกลุ่มตัวอย่างทำด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมุติฐานได้แก่ T-test ที่ระดับค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะทางประชากรศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีเจตคติต่อสื่อสังคมออนไลน์ในเชิงบวกและลบเท่า ๆ กัน ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมาก กับ ความทันสมัย สะดวกรวดเร็วของข้อมูล การได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ ในขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างรู้สึกไม่แน่ใจในความปลอดภัย ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ มีความกังวลในการกลั่นแกล้งกันผ่านสังคมออนไลน์ และไม่แน่ใจว่าเวลาที่ใช้ไปกับสื่อสังคมออนไลน์สูญเสียไปอย่างไร้ประโยชน์หรือไม่ ด้านความพึงพอใจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในการได้พูดคุยสนทนาผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด รองลงมาคือพอใจในความรวดเร็วและใช้งานง่ายตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจน้อยที่สุดในเรื่องของความน่าเชื่อถือ ของข้อมูลที่ได้จากสื่อสังคมออนไลน์ ด้านการใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์ในด้านวิชาการเช่นค้นหาข้อมูลข่าวสารมากที่สุด รองลงมาคือใช้ประโยชน์ในเรื่องของการสื่อสารกับบุคคลที่ต้องการ และมีการใช้งานด้านการพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเล่นเกมส์น้อยที่สุด จากการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า กลุ่มตัวอย่างนักศึกษาและกลุ่มเจ้าหน้าที่มีค่าเฉลี่ยของเจตคติ ความพึงพอใจ และการใช้ประโยชน์แตกต่างกันPublication Open Access การวิเคราะห์จำนวนวันนอน ค่าเสียโอกาส และคุณภาพการดูแล ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี(2558) วรณัน ประสารอธิคม; ธันย์ สุภัทรพันธ์; หทัยกร กิตติมานนท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานบริหารทรัพยากรสุขภาพจำนวนวันนอนเป็นตัวชี้วัดการบริหารโรงพยาบาล เพราะมีความสำคัญต่ออัตราการหมุนเวียนเตียงที่มีอยู่จำกัด ถ้าลดจำนวนวันนอนที่ไม่จำเป็นลงได้จะสามารถรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้ วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์จำนวนวันนอน และคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการศึกษาย้อนหลังและวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ โดยใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลโรงพยาบาล ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงคือ ข้อมูลผู้ป่วยภาควิชาออร์โธปิดิกส์ที่ได้รับ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2550 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2551 จานวน 260 ราย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 94 เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 68 ปี จำนวนวันนอนอยู่ระหว่าง 4-15 วัน ผู้ป่วยที่ภาวะแทรกซ้อนไม่รุนแรงร้อยละ 65 มีค่าเฉลี่ยจำนวนวันนอน 6 วันเท่ากับที่กำหนดไว้ในแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คำนวณค่าเสียโอกาสได้ 1,536,059 บาท จากจำนวนเตียงว่างที่เพิ่มขึ้น 90 วัน (Extra bed days) ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเมื่อจำหน่ายและไม่มีการกลับมานอนโรงพยาบาลโดยไม่ได้วางแผนภายใน 28 วันด้วยโรคเดิม ประเภทของผู้ป่วย และภาวะแทรกซ้อนมีความสัมพันธ์กับจำนวนวันนอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 สรุปในกระบวนการ ดูแลรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมยังมีการผันแปรของจำนวนวันนอน ผู้ป่วยพิเศษและผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมีจำนวนวันนอน มากกว่าผู้ป่วยสามัญและไม่มีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นควรใช้แนวปฏิบัติฯ เป็นมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยทุกราย ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และควรมีการศึกษาติดตามการผันแปรของจำนวนวันนอนในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงแนวปฏิบัติให้มี ประสิทธิผลมากขึ้นPublication Open Access การนำนโยบายด้านความยั่งยืนทางการเงินไปสู่การปฏิบัติของบุคลากร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2561) กวิน ปลาอ่อน; Kawin Pla-on; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ. งานแผนและพัฒนาคุณภาพการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำนโยบายด้านความยั่งยืนทางการเงินไปสู่การปฏิบัติของบุคลากร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 201 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทิศทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรมีการนำนโยบายด้านความยั่งยืนทางการเงินไปสู่การปฏิบัติในระดับมาก โดยวิธีที่บุคลากรนำไปปฏิบัติมากที่สุด คือ การปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพให้คุ้มกับเวลาและค่าจ้าง บุคลากรที่สังกัดหน่วยงานที่แตกต่างกัน มีระดับการนำนโยบายด้านความยั่งยืนทางการเงินไปสู่การปฏิบัติแตกต่างกันใน 3 วิธีการ คือ การควบคุมต้นทุนในการดำเนินงาน การแสวงหารายได้เพิ่มเติมจากที่ดำเนินการอยู่ และการใช้งบประมาณตามแผนที่ตั้งไว้อย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการนำนโยบายด้านความยั่งยืนทางการเงินไปสู่การปฏิบัติของบุคลากรต่อไปPublication Open Access การประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรม ความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์(2557) อภิสิทธิ์ คุณวรปัญญา; คำรณ โชธนะโชติ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะวิทยาศาสตร์การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลหลักสูตรฝึกอบรมความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ศึกษาความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตร การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของผู้ผ่านการ ฝึกอบรม ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ใน ปีงบประมาณ 2556 จำนวน 31 คน ผู้บังคับบัญชา จำนวน 27 คน และเพื่อนร่วมงานของผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 29 คน รวมทั้งสิ้น 87 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และแบบทดสอบความรู้ก่อน-หลังการฝึกอบรม และภายหลังการฝึกอบรมเสร็จสิ้น 3 เดือน ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 3 ชุด ใช้กับผู้ผ่านการ ฝึกอบรม ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานของผู้ผ่านการฝึกอบรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่า คะแนนเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม และคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า หลักสูตรความรู้เกี่ยวกับการวิจัยทางสังคมศาสตร์มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านวิทยากร ด้านเทคนิค/วิธีการฝึกอบรม ด้านหลักสูตรการฝึกอบรม ด้านสถานที่จัดฝึกอบรม และด้านการ จัดฝึกอบรม ผลการวิจัยด้านความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตร การนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ และประสิทธิภาพการ ปฏิบัติงาน พบว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมได้รับความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สามารถนำ ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในระดับปานกลางถึงระดับมาก มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก และผลการทดสอบ สมมติฐานพบว่า ผู้ผ่านการฝึกอบรมที่มีปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกัน มีคะแนนความรู้ที่ได้รับจากการฝึกอบรมไม่ แตกต่างกัน ผู้ผ่านการฝึกอบรมที่มีประเภทของผู้ปฏิบัติงานแตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของหลักสูตร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ผ่านการฝึกอบรมที่เพศ และหน่วยงานที่สังกัดแตกต่างกัน มีความรู้ความ เข้าใจในเนื้อหาหลักสูตรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ผ่านการฝึกอบรมที่เพศ ระดับการศึกษา และ ระยะเวลาปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผู้ผ่านการ ฝึกอบรมที่มีระดับการศึกษา และประเภทของผู้ปฏิบัติงานแตกต่างกัน มีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตร กับการนำ ความรู้ไปใช้ประโยชน์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 และผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาหลักสูตร กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน พบว่า มี ความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในทิศทางเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผู้ผ่าน การฝึกอบรมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการปฏิบัติงานในทางที่ดีขึ้น สามารถนำความรู้และเทคนิคต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ ในการปฏิบัติงานและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีข้อเสนอแนะให้เพิ่มระยะเวลาในการฝึกอบรม ทั้งภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ ควรจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ควรเพิ่มตัวอย่างงานวิจัยประกอบการบรรยาย และควร จัดฝึกอบรมช่วงปิดภาคการศึกษา เพื่อที่จะมีเวลาเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มมากขึ้นPublication Open Access การพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทย อายุแรกเกิด- 48 เดือน(2563) ฒามรา สุมาลย์โรจน์; ประพา หมายสุข; แก้วตา นพมณีจารัสเลิศ; ธนยศ สุมาลย์โรจน์; Tamara Sumalrot; Prapa Maisook; Kaewta Nopmaneejumruslers; Thanayot Sumalrot; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Cross-Sectional Descriptive Studies) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทยอายุแรกเกิด -48 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติในการวัด โดยพัฒนาตามกรอบแนวคิดของพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม (Functional Emotional Development) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคาถามและการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น ข้อคำถามที่ร่างขึ้นผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน พบว่าค่า IOC ส่วนใหญ่มีค่า ≥ 0.5 แล้วตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายใน พบว่าในช่วงอายุ 6-9 เดือน มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำการปรับข้อคาถามเพิ่มเติม ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณสมบัติในการวัดของแบบคัดกรองฯ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองของเด็กปกติจำนวน 223 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในมีค่า Cronbach’s alpha อยู่ระหว่าง 0.604-0.904 และความสัมพันธ์ของคะแนนรายข้อคำถามกับคะแนนรวม (CITC) ส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 0.2 ขึ้นไป และความเที่ยงตรงเชิงจำแนกระหว่างคะแนนที่ได้จากกลุ่มเด็กพัฒนาการปกติกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคม จานวน 28 คน พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Z = -4.483, p-value < .001) และค่าคะแนนเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากแบบวัดแบ่งตามช่วงอายุ 0-5, 6-9, 10-18, 19-30 และ 31-48 เดือน มีค่าเท่ากับ 20.11(3.09), 48.96(5.96), 84.88(9.90), 103.32(16.61) และ 139.81(18.28) ตามลำดับ ผลสรุป แบบคัดกรองที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติในการวัดที่เหมาะสม มีความเชื่อมั่นดี สามารถใช้ในการแยกแยะเด็กที่มีพัฒนาการปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคมได้ โดยผู้ใช้ควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการอารมณ์สังคมร่วมด้วยPublication Open Access การศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของวัสดุรองนอนผสม 2 ชนิด (ขี้กบไม้สนและซังข้าวโพด) สำหรับการเปลี่ยนกรงทุก 7 วัน ในโคโลนีหนูตะเภา Mlac:DH ของศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2567) พรรัตนา ช่อมณี; อภิสิทธิ์ เหล่าสันติสุข; มินตรา พลอยสีเขียว; วัลลภ ลิขิตสุนทรวงศ์; พนิดา บุตรรัตน์; ธนพร พิณพาทย์; Pornrattana Chomanee; Apisit Laosantisuk; Mintra Ploysrikhew; Wanlop Likitsuntornwong; Panida Butrat; Thanaporn Pinpartการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนการใช้วัสดุรองนอน 2 ชนิด ได้แก่ ขี้กบไม้สนต่อซังข้าวโพด ผสมกันในอัตราส่วนต่าง ๆ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ขี้กบไม้สนมากกว่าซังข้าวโพด (2:1) กลุ่มที่ 2 ขี้กบไม้สนเท่ากับซังข้าวโพด (1:1) และกลุ่มที่ 3 ขี้กบไม้สนน้อยกว่าซังข้าวโพด (1:2) โดยดำเนินการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หนูตะเภา Mlac:DH บนวัสดุรองนอนผสมในแต่ละกลุ่มเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 7 วัน เพื่อจำลองระยะเวลาการเปลี่ยนกรงที่ 7 วัน มีการเก็บข้อมูลการบริโภคอาหาร การบริโภคน้ำ และน้ำหนักของเสียทุกวัน มีการเก็บข้อมูลภาพวัสดุรองนอนและความสะอาดใต้ท้องตัวสัตว์ในวันที่ 4 และวันที่ 7 วัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซแอมโมเนีย (NH₃) ภายในกรงสัตว์ทุกวันตั้งแต่วันที่ 4 จนถึงวันที่ 7 พบว่าที่ระยะเวลาการเลี้ยง 7 วัน สภาพวัสดุรองนอนของทุกกลุ่มมีของเสียสะสมเต็มที่ไม่แตกต่างกัน สภาพความสะอาดที่ตัวสัตว์ซึ่งพิจารณาจากรอยเปื้อนมูลบริเวณใต้ท้องหรือลักษณะของขนที่จับตัวเป็นก้อน พบว่าที่ระยะเวลา 4 วัน และ 7 วันนั้น สัตว์ทั้ง 3 กลุ่ม (ทั้งตัวผู้และตัวเมีย) ไม่มีการเปื้อนมูลที่ขนใต้ท้องและไม่มีขนจับเป็นก้อน กล่าวคือทั้ง 3 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน การบริโภคอาหารและปริมาณของเสียที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันของแต่ละกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ ระดับ CO₂ และ NH₃ ของแต่ละกลุ่มไม่เกินเกณฑ์และไม่แตกต่างทางสถิติ การบริโภคน้ำของหนูทุกกลุ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยการบริโภคน้ำปกติของหนูตะเภารุ่น และการบริโภคน้ำของกลุ่มที่ 3 มีความแตกต่างกับกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ทั้งนี้การบริโภคน้ำที่มากกว่าปกตินี้อาจมาจากพฤติกรรมการเล่นน้ำของหนูตะเภาเอง สำหรับสภาพพื้นหน้าของวัสดุรองนอนในกรงเลี้ยง ที่ระยะเวลาการเลี้ยง 7 วัน กลุ่มที่ 1 ซึ่งมีอัตราส่วนขี้กบไม้สนมากกว่าซังข้าวโพด มีการสะสมความชื้นแฉะมากกว่ากลุ่มที่ 2 และ 3 เพราะมีตัวดูดซับน้อย ส่วนกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีอัตราส่วนซังข้าวโพดสูงที่สุดเป็นกลุ่มที่สามารถดูดซับความชื้นได้มากที่สุด แต่จากการพิจารณาพื้นผิวของวัสดุรองนอนหลังการเลี้ยง 7 วัน พบว่ามีซังข้าวโพดถูกดันขึ้นไปผสมบนผิวหน้ามากกว่ากลุ่มที่ 1 และ 2 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สัตว์บาดเจ็บที่ฝ่าเท้าได้ซึ่งถือเป็นผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ดังนั้นจึงสรุปว่าวัสดุรองนอนผสมในกลุ่มที่ 2 ขี้กบไม้สนเท่ากับซังข้าวโพด สามารถใช้ดำเนินการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หนูตะเภา Mlac:DH ที่ระยะเวลาการเปลี่ยนกรง 7 วันได้ดีกว่าอีก 2 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม การศึกษาในอนาคตยังมีความจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบในระยะยาวจากการเลี้ยงแบบการเปลี่ยนกรงทุก 7 วันต่อไปPublication Open Access การประเมินความพึงพอใจของผู้ส่งผลงานและประสิทธิภาพของเว็บไซต์มหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล(2564) ปิยะณัฐ พรมสาร; สุภัทร์ษา เที่ยงอารมย์; สุภาภรณ์ ทิมสาราญ; Piyanat Promsarn; Suphatsa Thieng-r-rome; Supaporn Timsamran; มหาวิทยาลัยมหิดล. สำนักงานอธิการบดี. กองพัฒนาคุณภาพการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ส่งผลงานร่วมกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์มหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดลประจำปี 2563 โดยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง ประชากรเป็นผู้ส่งผลงานเข้าร่วมมหกรรมคุณภาพมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2563 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 คน ใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นเองโดยมี 3 ส่วน คือ ส่วนข้อมูลทั่วไป ส่วนความพึงพอใจในการจัดส่งผลงาน และส่วนข้อเสนอแนะอื่น ๆ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ T-test และ ANOVA ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิด้วยเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์โดย Google Analytics, Google Lighthouse และ Google PageSpeed Insights ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 82.42) อายุ 24 – 39 ปี (ร้อยละ 59.89) อายุงานมากกว่า 10 ปี (ร้อยละ 61.54) เป็นบุคลากรสายสนับสนุน (ร้อยละ 59.34) และส่งผลงานเป็นครั้งแรก (ร้อยละ 58.79) มีความพึงพอใจในการจัดส่งผลงานมากที่สุด (𝒙̅ = 4.43, S.D. = 0.74) โดยคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการใช้งานแบบฟอร์มนำเสนอผลงาน 𝒙̅ = 4.48, S.D. = 0.68) ด้านระบบจัดส่งผลงาน (𝒙̅ = 4.47, S.D. = 0.75) ด้านการบริการของเจ้าหน้าที่ (𝒙̅ = 4.44, S.D. = 0.75) ด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม (𝒙̅ = 4.39, S.D. = 0.71) และด้านการใช้งานเว็บไซต์ (𝒙̅ = 4.37, S.D. = 0.80 ตามลำดับ ปัจจัยด้านเพศ (p = 0.025) และประเภทบุคลากร (p = 0.001) มีผลต่อความพึงพอใจโดยรวมในการจัดส่งผลงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ประสิทธิภาพเว็บไซต์ตามมาตรฐานเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้ใช้ (Core Web Vitals) ด้านระยะเวลาการรอการทำงานโดยรวม (Total Blocking Time, TBT) อยู่ในระดับดี ด้านความเร็วในการโหลดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (Largest Contentful Paint, LCP) และความเสถียรของการจัดวางเค้าโครงเว็บไซต์ (Cumulative Layout Shift, CLS) อยู่ในระดับควรปรับปรุงPublication Open Access สภาพการใช้ ปัญหา และความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของบุคลากรหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล(2558) กฤษฎา แก้วผุดผ่อง; มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล. งานเทคโนโลยีสารสนเทศการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้ ปัญหา และความต้องการในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของบุคลากรหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนและสนับสนุนหน่วยงานให้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของบุคลากรหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลได้อย่างต่อเนื่อง มีความเหมาะสมกับองค์กร เพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลจาก 15 ส่วนงาน จำนวน 109 คน โดยข้อมูลได้มาจากแบบสอบถามที่สามารถนำวิเคราะห์ได้จำนวนทั้งสิ้น 108 ชุด คิดเป็นร้อยละ 99.08 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา โดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่ของหอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลมีวัตถุประสงค์ในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อสืบค้นสารสนเทศผ่านระบบออนไลน์ (X= 4.22, SD=0.630) มีการใช้งานโปรแกรมประเภทระบบงานต่าง ๆ ภายในห้องสมุด เช่น Millennium เป็นต้น (X= 3.89, SD=0.805) และมีการใช้งานเครื่องมือ อุปกรณ์ประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น PC / Notebook เป็นต้น (X= 3.80, SD=0.953) รวมถึงการใช้งานผ่านระบบเครือข่ายไร้สายของมหาวิทยาลัยมหิดล (MU-WiFi) (X= 3.47, SD=1.234) ปัญหาการใช้งานที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การขาดแคลนเครื่องมือและอุปกรณ์สารองสาหรับใช้งานเมื่อเครื่องมือและอุปกรณ์หลักเสียหาย (X= 3.57, SD=1.080) สำหรับความต้องการของบุคลากรที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ต้องการให้หน่วยงานมีการสนับสนุนให้บุคลากรมีเครื่องมือและอุปกรณ์ใช้ในการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ (X= 4.37, SD=0.661)
