Journal:
วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย

200

Journal Volumes

Availability

Collections

Search Results

Now showing 1 - 10 of 65
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2563) ภัคจิรา เกตุบุตร; สายพิณ ทองพัด; Puckjira Gatebute; Saipin Thongpad; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะวิทยาศาสตร์. งานการศึกษา
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัจจัยและเปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 (หลักสูตรไทย) ปีการศึกษา 2562 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จานวนทั้งสิ้น 276 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 ท่าน ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และผ่านการทดลองใช้กับนักศึกษาจานวน 30 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามในส่วนที่ 2 ด้านหลักสูตรและวิชาการ เท่ากับ 0.81 ด้านความภาคภูมิใจ เท่ากับ 0.79 ด้านเศรษฐกิจและสังคม เท่ากับ 0.79 ด้านความคาดหวังในอนาคต เท่ากับ 0.71 ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าที (T-test) ค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านหลักสูตรและวิชาการ ด้านความภาคภูมิใจ ด้านความคาดหวังในอนาคต มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านหลักสูตรและวิชาการ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนด้านเศรษฐกิจและสังคม มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตอยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ เกรดเฉลี่ยสะสม รายได้รวมของครอบครัวต่อเดือนแตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 ทั้งด้านหลักสูตรและวิชาการ ด้านความภาคภูมิใจ ด้านเศรษฐกิจและสังคม และด้านความคาดหวังในอนาคต
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการต่อการมีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2563) ไพลิน บุนนาค; Pailin Bunnak; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. งานบริการการศึกษา
    การวิจัยนี้เป็นการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาปริญญาเอกต่อกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการ โดยกลุ่มตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักศึกษาปริญญาเอกที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2561 จำนวนทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็นนักศึกษาไทย จานวน 12 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาปริญญาเอกมีระดับความพึงพอใจมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.50 –4.49) ต่อกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการทั้ง 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 (Workshop and Special Talk) และ กิจกรรมที่ 2 (Academic Proficiency Development Program และ Progress Report Program) ซึ่งประเมินจากระดับความพึงพอใจของกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านประเด็นความพึงพอใจ 3 ข้อ ได้แก่ (1)กิจกรรมที่ทางหลักสูตรจัดขึ้นตรงตามความคาดหวังของนักศึกษา (2)ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม และ(3)นักศึกษาเต็มใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    พฤติกรรมการออกกำลังกายและความต้องการของลูกค้าที่มารับบริการของ ศูนย์ออกกำลังกาย วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
    (2564) มานิตย์ บุบผาสุข; ยุวดี วงค์ใหญ่; Manit Bubphasook; Yuwadee Wongyai; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา. สานักงานสนับสนุนกิจกรรมกีฬาและการออกกาลังกาย
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) พฤติกรรมการออกกำลังกายของลูกค้าของศูนย์ออกกำลังกายก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) (2) ความต้องการของลูกค้าในการให้บริการของศูนย์ออกกำลังกายตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ประกอบด้วยมาตรการด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อม มาตรการด้านการติดตามและคัดกรองความเสี่ยงมาตรการด้านการป้องกันตนเองและมาตรการด้านการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (3) ความร่วมมือของลูกค้าต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และ (4) ความคิดเห็นของลูกค้าต่อการให้บริการของศูนย์ออกกาลังกายตามฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ประชากรที่ศึกษาคือลูกค้าที่มารับบริการของศูนย์ออกกาลังกาย วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2563 จานวน 81 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ อัตราส่วนร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (𝑥̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่าพฤติกรรมการออกกำลังกายของลูกค้าที่มารับบริการของศูนย์ออกกำลังกายก่อนและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไม่แตกต่างกัน ในด้านความต้องการของลูกค้าในการให้บริการศูนย์ออกกำลังกายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก(𝑥̅ = 3.86) เมื่อจาแนกตามรายด้านพบว่ามีความต้องการด้านมาตรการติดตามและคัดกรองความเสี่ยงมากที่สุด(𝑥̅ = 3.98) ในส่วนของความร่วมมือของลูกค้าต่อมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (COVID-19) พบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.21) และความคิดเห็นของลูกค้าต่อการให้บริการของศูนย์ออกกำลังกายตามรูปแบบฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) พบว่าอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.00)
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมในการจัดทำ มคอ.3 ตามหลัก OBE ของผู้ปฏิบัติงานสายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2563) สายพิณ ทองพัด; จันศนีย์ ฉิมงาม; Saipin Thongpad; Jansanee Chimngam; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะวิทยาศาสตร์. งานการศึกษา
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมและปัจจัยที่มีผลต่อความพร้อมในการจัดทำรายละเอียดของรายวิชา (มคอ.3) ตามหลัก outcome-based education (OBE) ของผู้ปฏิบัติงานสายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ปฏิบัติงานสายวิชาการ สังกัดภาควิชาคณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา เทคโนโลยีชีวภาพ พฤกษศาสตร์ และฟิสิกส์ จานวน 125 คน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและแบบทดสอบ ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าที (T-test) ค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี least significant difference (LSD) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า ผู้ปฏิบัติงานสายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความพร้อมในการจัดทำ มคอ.3 ตามหลัก OBE ด้านทักษะในระดับมาก ด้านทัศนคติ และด้านความรู้ความเข้าใจ ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้ที่มี เพศ ช่วงอายุ หรือภาระงานที่รับผิดชอบแตกต่างกัน จะมีความพร้อมในการจัดทำ มคอ.3 ตามหลัก OBE ด้านทักษะ ด้านทัศนคติ และด้านความรู้ความเข้าใจไม่แตกต่างกัน ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่มีอายุงาน ตำแหน่งทางวิชาการ หรือปัจจัยการรับรู้บางปัจจัยแตกต่างกัน จะมีความพร้อมด้านความรู้ความเข้าใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ผู้ที่สังกัดภาควิชาแตกต่างกัน ยังมีความพร้อมด้านทักษะและด้านความรู้ความเข้าใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้วย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทย อายุแรกเกิด- 48 เดือน
    (2563) ฒามรา สุมาลย์โรจน์; ประพา หมายสุข; แก้วตา นพมณีจารัสเลิศ; ธนยศ สุมาลย์โรจน์; Tamara Sumalrot; Prapa Maisook; Kaewta Nopmaneejumruslers; Thanayot Sumalrot; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
    การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Cross-Sectional Descriptive Studies) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทยอายุแรกเกิด -48 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติในการวัด โดยพัฒนาตามกรอบแนวคิดของพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม (Functional Emotional Development) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคาถามและการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น ข้อคำถามที่ร่างขึ้นผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน พบว่าค่า IOC ส่วนใหญ่มีค่า ≥ 0.5 แล้วตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายใน พบว่าในช่วงอายุ 6-9 เดือน มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำการปรับข้อคาถามเพิ่มเติม ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณสมบัติในการวัดของแบบคัดกรองฯ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองของเด็กปกติจำนวน 223 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในมีค่า Cronbach’s alpha อยู่ระหว่าง 0.604-0.904 และความสัมพันธ์ของคะแนนรายข้อคำถามกับคะแนนรวม (CITC) ส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 0.2 ขึ้นไป และความเที่ยงตรงเชิงจำแนกระหว่างคะแนนที่ได้จากกลุ่มเด็กพัฒนาการปกติกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคม จานวน 28 คน พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Z = -4.483, p-value < .001) และค่าคะแนนเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากแบบวัดแบ่งตามช่วงอายุ 0-5, 6-9, 10-18, 19-30 และ 31-48 เดือน มีค่าเท่ากับ 20.11(3.09), 48.96(5.96), 84.88(9.90), 103.32(16.61) และ 139.81(18.28) ตามลำดับ ผลสรุป แบบคัดกรองที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติในการวัดที่เหมาะสม มีความเชื่อมั่นดี สามารถใช้ในการแยกแยะเด็กที่มีพัฒนาการปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคมได้ โดยผู้ใช้ควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการอารมณ์สังคมร่วมด้วย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ทัศนคติในการประกอบวิชาชีพของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2564) พรเพ็ญ เผือกเอม; กาญจณา ประสงค์; Pornpen Phuakaim; Kanjana Prasong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. งานบริหารการศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกประกอบวิชาชีพของนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในด้านการรู้จักตัวเอง ด้านลักษณะงานและการเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบอาชีพจำแนกตามชั้นปีของนักศึกษา ประชากรที่ศึกษาคือนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ศึกษาในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ในปีการศึกษา 2562 จำนวน 224 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม และส่วนที่ 2 ทัศนคติในการประกอบการวิชาชีพของนักศึกษา มีทั้งหมด 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการรู้จักตนเอง ด้านลักษณะของงานและด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบอาชีพ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยอัตราส่วนร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( 𝑥̅ )และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศึกษาพบว่าประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิตเพราะเป็นความตั้งใจที่จะประกอบอาชีพการสัตวแพทย์ในอนาคต และกิจกรรมพัฒนานักศึกษาที่เลือกเข้าร่วมเป็นลำดับแรกคือกิจกรรมด้านวิชาการและวิชาชีพ ในด้านทัศนคติในการประกอบการวิชาชีพของนักศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.11) โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 6 มีทัศนคติในการประกอบวิชาชีพสูงที่สุดคือ มีค่าเฉลี่ย 4.21 คิดเป็นระดับมากที่สุด
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การศึกษาทัศนคติและความคิดเห็นของบุคลากรต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2564) กวิน มงคลประภา; พรชนก เกตุกัณฑร; Kawin Mongkolprapa; Pornchanok Ketkuntorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ. งานแผนและพัฒนาคุณภาพ
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติและความคิดเห็นของบุคลากรต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นคณะทำงานพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ ปี 2563-2567 จำนวน 39 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างด้วยการทดสอบ Independent t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทิศทางเดียว (one-way ANOVA) และการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปรด้วย Post-Hoc Multiple Comparisons ผลการวิจัย พบว่า บุคลากรส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อการพัฒนาแผนแผนยุทธศาสตร์โดยบุคลากรร้อยละ 66.7 เห็นด้วยอย่างมาก และร้อยละ 25.6 เห็นด้วยต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ ในขณะที่ บุคลากรร้อยละ 61.5 ยินดีมาก และร้อยละ33.3 ยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาแผนแผนยุทธศาสตร์ บุคลากรเห็นด้วยเป็นอย่างสูงว่า “ผู้บริหาร บุคลากรสายวิชาการ หัวหน้างาน และบุคลากรสายสนับสนุนจากทุกส่วนงานควรเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์” และ “ผู้บริหารระดับสูงควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์” บุคลากรที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์มีความคิดเห็นแตกต่างจากบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ในเรื่อง “การใช้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้นำในการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์” อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่บุคลากรสายสนับสนุนมีความคิดเห็นแตกต่างจากบุคลากรสายวิชาการในเรื่อง “การทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาแผนยุทธศาสตร์” ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้จะใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯ ในครั้งต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลการจัดซื้อและการใช้หนังสือของห้องสมุด คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2557) สุรางค์ ศิโรโรตม์สกุล; ยุพิน ยังสวัสดิ์; ณิภาภัส อินทรกำแหง; ดารินทิพย์ ปัญญาพีรกิจกุล; นิภาพร เดชะ; ตะวัน ละม้ายแข; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลจำนวนหนังสือที่จัดซื้อระหว่างเดือนตุลาคม 2553 – กันยายน 2556 และความถี่ในการใช้หนังสือ กับอัตราการใช้หนังสือต่อเล่มของห้องสมุดคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลการจัดซื้อหนังสือจากสมุดลงทะเบียนหนังสือ รวมทั้งศึกษาความถี่ ในการใช้หนังสือ โดยสำรวจข้อมูลสถิติการยืมจากระบบห้องสมุดอัตโนมัติ INNOPAC Millennium และสำรวจสถิติ การยืมในบัตรกำหนดส่งในเล่มหนังสือบนชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดซื้อและความถี่ในการใช้หนังสือ วิเคราะห์ข้อมูลวิจัยทางสถิติโดยการหาค่าร้อยละ และอัตราการใช้ หนังสือต่อเล่ม ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 – กันยายน 2556 ห้องสมุดจัดซื้อหนังสือภาษาไทยมากกว่าหนังสือภาษา ต่างประเทศจำนวน 1,032 เล่ม หรือคิดเป็นร้อยละ 56.46 หนังสือภาษาไทยมีอัตราการใช้ต่อเล่มใกล้เคียงกับ หนังสือภาษาต่างประเทศ คือ หนังสือภาษาไทยมีอัตราการใช้ 8.42 ครั้งต่อเล่ม และหนังสือภาษาต่างประเทศมี อัตราการใช้ 7.78 ครั้งต่อเล่ม ห้องสมุดจัดซื้อหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวนมากที่สุด แต่หนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่มีความถี่ในการใช้มากที่สุดคือหนังสือในสาขาวิชาการ พยาบาลผู้ป่วยเฉพาะโรคต่าง ๆ การวิจัยนี้พบว่า หนังสือที่มีอัตราการใช้ต่อเล่มสูง ส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังสือที่มีการ จัดซื้อจำนวนมาก เช่น หนังสือภาษาไทยหมวด WY150 เทคนิคการพยาบาลผู้ป่ วยเฉพาะโรค มีอัตราการใช้จำนวน สูงสุด 33 ครั้งต่อเล่ม แต่มีจำนวนการจัดซื้อเพียง 19 เล่ม งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่า ห้องสมุดควรมีการ ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมให้ผู้รับบริการเพิ่มการใช้หนังสือภาษาต่างประเทศให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพบว่า หนังสือตำราในหัวข้อที่สนใจมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทยจำนวนน้อย ก็ควรจะใช้ตำราต่างประเทศซึ่งมีเนื้อหาความรู้ที่ ผู้ใช้บริการต้องการเช่นเดียวกัน และเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า คุ้มทุนในการจัดซื้อหนังสือของห้องสมุด
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความพึงพอใจของผู้ใช้ห้องสมุดวิทยาลัยราชสุดา หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2557) เอมอร พิทยายน; มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล. ห้องสมุดวิทยาลัยราชสุดา
    การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการห้องสมุด วิทยาลัยราชสุดา หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล ใน 4 ด้าน ได้แก่ด้านบริการที่ให้ด้านห้องสมุดในฐานะแหล่งค้นคว้า ด้านการควบคุมสารสนเทศ ด้านทักษะการรู้สารสนเทศ และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะการใช้ห้องสมุด รวมถึงความต้องการพัฒนาห้องสมุดวิทยาลัยราชสุดา ของผู้ใช้บริการ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ อาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาของวิทยาลัยราชสุดา ที่เข้าใช้บริการห้องสมุดวิทยาลัยราชสุดา ปีการศึกษา 2556 เก็บแบบสอบถามฉบับที่มีข้อมูลสมบูรณ์นำมาใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างได้ 69 ราย เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามที่ปรับปรุงจากเนื้อหา แนวคิดของ LibQUAL +TM ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดคุณภาพบริการห้องสมุด ของสมาคมห้องสมุดเพื่อการวิจัย ARL (Associate of Research Libraries) การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นกลุ่มนักศึกษาร้อยละ 66 กลุ่มอาจารย์และบุคลากรร้อยละ 34 ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการห้องสมุดวิทยาลัยราชสุดา ปี การศึกษา 2556 ในภาพรวมทั้ง 4 ด้านเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยส่วนใหญ่พึงพอใจในระดับมากและมากที่สุด ในขณะที่ความต้องการพัฒนาบริการของห้องสมุด วิทยาลัยราชสุดา ของกลุ่มอาจารย์และบุคลากร เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มนักศึกษาพบว่า แตกต่างกันทุกด้าน โดย อาจารย์และบุคลากรต้องการพัฒนาบริการทุกด้านเพื่อมุ่งเน้นการทำวิจัยและการปฏิบัติงาน บุคลากรห้องสมุดควรทำงานร่วมมือกับอาจารย์และนักวิจัย ช่วยสนับสนุนด้านข้อมูลสารสนเทศ ในขณะที่นักศึกษาต้องการพัฒนาบริการที่เน้นให้ความช่วยเหลือนักศึกษาพิการด้วยการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (Assistive technology) และการสนับสนุนจากบุคลากรห้องสมุดในบทบาทของเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer to peer)
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาทิศทางงานวิจัยในองค์การโดยใช้เทคนิค ZOPP และ Force Field Analysis
    (2557) ศุภลักษณ์ วัฒนาเฉลิมยศ; สวัสดิรักษ์ ใสงาม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. งานวิจัยและบริการวิชาการ
    การกำหนดทิศทางการดำเนินงานวิจัยขององค์การ มีส่วนสำคัญในการทำให้องค์การมีเป้าหมายในการ ดำเนินงานวิจัยที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์การ วิจัยระดับชาติและความต้องการของพื้นที่ การนำกระบวนการระดมความคิด Ziel Orientierte Projekt Planung (ZOPP/ซ็อพ) และเทคนิคการวิเคราะห์แรงผลัก แรงต้าน (Force Field Analysis: FFA) มาใช้ในการดำเนินการหา ทิศทางวิจัยในองค์การครั้งนี้ เป็นการนำกิจกรรมในรูปแบบใหม่ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและหาข้อสรุปร่วมกัน จากความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยผู้ร่วมกระบวนการทุกคนสามารถแสดงความคิดได้อย่างอิสระและเท่าเทียมกัน จากการเขียนความคิดเห็นลงในกระดาษและนำสู่การแปลผลตามค่าคะแนนที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ยังสามารถมองเห็น ระดับความรุนแรงโดยการจัดลำดับค่าน้ำหนักความสำคัญ และความเป็นไปได้ของแต่ละประเด็นทำให้สามารถ บริหารจัดการแผนการทำงานในระยะสั้น กลาง หรือยาวได้อย่างครอบคลุม ผลการใช้กระบวนการดังกล่าวในการพัฒนาทิศทางการวิจัยในองค์การพบว่า ได้ประเด็นปัญหาของพื้นที่ใน ชุมชนรอบองค์การที่มีความสำคัญและมีความเป็นไปได้ในการแก้ไข 3 ประเด็นหลัก และยังพบว่าสอดคล้องกับกลุ่ม เรื่องงานวิจัยที่องค์การต้องการมุ่งเน้นในจำนวน 12 กลุ่มเรื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดอันดับความสำคัญสำหรับการ วางแผนงานจากข้อสรุปปัจจัยสนับสนุนในการทำงานวิจัย 8 ปัจจัย และปัจจัยอุปสรรค 9 ปัจจัย ซึ่งมีความสอดคล้อง กับหลักทรัพยาการบริหาร 4M (บุคลากรวิจัย, ทุนวิจัย, วัสดุอุปกรณ์วิจัยและการจัดการ) มีความพึงพอใจใน ภาพรวมของการจัดกิจกรรมพัฒนาทิศทางการวิจัยอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.13) เทคนิคการระดมความคิดเห็น มีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.20) สามารถนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาของมหาวิทยาลัยได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งทิศทางงานวิจัยที่ได้นั้นมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การวิจัยระดับชาติในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.87) และมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.54) ในขณะที่ความเป็นไปได้ที่องค์การ สามารถส่งเสริมปัจจัยสนับสนุน และลดปัจจัยอุปสรรค อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.46 และ 3.29) ผู้เข้าร่วม กิจกรรมเห็นว่าการจัดกิจกรรมพัฒนาเป้าหมายงานวิจัยมีประโยชน์ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.96) จึงสามารถ สรุปได้ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาทิศทางการวิจัยในครั้งนี้ เห็นด้วยและพึงพอใจกับการ พัฒนาทิศทางการวิจัย ผลการวิจัยดังกล่าวได้นำไปพัฒนาการปฏิบัติงานโดยพัฒนาระบบเครือข่ายงานวิจัย จัดเวที แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการวิจัย รวมทั้งเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารและ ทุนวิจัย นอกจากการนำทิศทางการวิจัยที่ได้นำเสนอกับผู้บริหารเพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินงานวิจัยแล้ว ยังนำ ผลลัพธ์ด้านปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยอุปสรรคไปสรุปเป็นแนวทางสนับสนุน 6 แนวทางเพื่อให้ผู้บริหารใช้ประกอบ นโยบายการส่งเสริมการดำเนินงานวิจัยด้วย