Journal:
วารสารการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย

201

Journal Volumes

Availability

Collections

Search Results

Now showing 1 - 10 of 65
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลการสำรวจงานวิจัยประเภท Routine to Research (R2R) และการนำผลงานวิจัย ไปใช้ประโยชน์ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2563) สุวิชชา เทพลาวัลย์; ภวรัญชน์ กัญญาคา; Suwitcha Theplawan; Phawaran Kanyakum; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สานักงานวิจัย วิชาการและนวัตกรรม
    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้การสนับสนุนการทำวิจัยในงานประจำมาตลอด ที่ผ่านมายังไม่มีการติดตามการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด การวิจัยนี้มีจึงวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาจำนวนงานวิจัยประเภท Routine to Research (R2R) และ 2) ศึกษาการนำผลงานวิจัย R2R ที่ดาเนินการแล้วเสร็จไปใช้ประโยชน์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาเชิงเอกสาร ทำการศึกษาข้อมูลงานวิจัยประเภทR2R ย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2557-2561 จากข้อมูลทุติยภูมิโดยรวบรวมจากเอกสารและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทุนวิจัย ประกอบด้วย ข้อมูลจำนวนงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยในงานประจำ (R2R) แยกตามปีงบประมาณ นำมาจำแนกข้อมูลโดยแบ่งตามลักษณะของงานวิจัย การนำไปใช้ประโยชน์ และผลการดำเนินงานหลังได้รับทุน R2R ใช้แบบฟอร์มสำรวจข้อมูลวิจัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า มีงานวิจัยที่ได้รับทุน R2R จานวน 96 เรื่อง มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ จานวน 17 เรื่อง (ร้อยละ 17.71) และผลงานที่ได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 4 เรื่อง (ร้อยละ 4.17) มีงานวิจัย R2R เพียง 28 เรื่อง (ร้อยละ 34.57) ที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเผยแพร่ในวารสารวิชาการได้ ถึงแม้ว่างานวิจัย R2R ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จะมีการนำไปใช้ประโยชน์จำนวนไม่มาก แต่มีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อยอดงานวิจัยให้ใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและระบบการสนับสนุนต่างๆ ของคณะฯในการที่จะพัฒนางานประจำให้สามารถต่อยอดเป็นงานวิจัยที่นาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงและต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    แนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน: กรณีการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2563) จิณณภักดิ์ ศรีศิลารักษ์; Chinnapak Srisilarux; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ
    ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง เนื่องจากเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลโดยการละเมิดกฎหมายและจริยธรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้าง การมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ในการใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงในกระบวนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้ขาดความเป็นกลาง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ของหน่วยงาน ปัจจัยที่อาจทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมอันถือเป็นการกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น แนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล 2) ศึกษาแนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ 3) ให้ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับรู้ มีจิตสำนึกในหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของคณะฯ มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และหลีกเลี่ยงลักษณะของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของหน่วยงาน อันเป็นการป้องกันการทุจริต และดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และองค์กรอย่างแท้จริง สรุปผลสำคัญคือ 1) นาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล มาปฏิบัติให้สอดคล้องกัน 2) หน่วยงานอื่นสามารถนำแนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลไปประยุกต์ใช้ 3) ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับรู้ มีจิตสำนึกในหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของคณะฯ มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และหลีกเลี่ยงลักษณะของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของหน่วยงาน อันเป็นการป้องกันการทุจริต และดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และองค์กรอย่างแท้จริง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
    (2562) วรรณอนงค์ พิพัฒนอารยกุล; สุเมต ชื่นชู; Wannaanong Pipatthanaarayakul; Sumate Chuenchoo; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าว ประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และ 2. เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจ ของ ระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้หลักการของวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle: SDLC) พัฒนาด้วยระบบ MUSIS (Mahidol University Share Information Service System) ซึ่งพัฒนามาจากระบบ Microsoft SharePoint มีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและ ครอบครัว จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาระบบบริหาร จัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ในภาพรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.11) โดยเมื่อ พิจารณาประสิทธิภาพในแต่ละระบบโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยในระดับมากไปหาน้อย พบว่า ระบบข้อมูลบุคลากร มี ประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17) รองลงมา คือ แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และระบบข่าว ประกาศ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และ 4.07) นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังมีความพึงพอใจต่อระบบ ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09) โดยเมื่อพิจารณาความพึงพอใจในแต่ละระบบโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยในระดับมาก ไปหาน้อย พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระบบข่าวประกาศมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13) รองลงมา คือ ระบบข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และ 4.03)
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยความสำเร็จและการศึกษาปัญหาในการบริหารจัดการโครงการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2562) วรรณพันธุ์ อ่อนแย้ม; Wannapan Onyaem; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ
    การวิจัยเรื่อง ปัจจัยความสำเร็จและศึกษาปัญหาในการบริหารจัดการโครงการ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้การบริหารและการดำเนินโครงการประสบความสำเร็จ 2. ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในการบริหารโครงการและการดำเนินโครงการ วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้รับผิดชอบโครงการของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีงบประมาณ 2559-2560 เครื่องมือที่ใช้การวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ ซึ่งผู้วิจัยจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณา ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยความสำเร็จของการบริหารจัดการโครงการที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจัยด้านบุคลากร ได้แก่ การสนับสนุนของผู้บริหารในการให้จัดโครงการ การที่ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบโครงการให้ความสำคัญกับโครงการ การมีเครือข่ายของผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชา ผู้รับผิดชอบโครงการหรือผู้ดำเนินการหลักมีการศึกษาโครงการอย่างรอบด้าน และต้องมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาของโครงการเป็นอย่างดี มีบุคลากรทั้งภายในและภายนอกให้ความร่วมมือเป็นทีมทำงานที่ดี รองลงมาคือปัจจัยด้านงบประมาณ ได้แก่ หน่วยงานมีงบประมาณให้ดำเนินการโครงการมีการบริหารจัดการงบประมาณอย่างรัดกุม ปัจจัยด้านกระบวนการ ได้แก่ นโยบายขององค์กรมีความชัดเจน มีการวางแผนโครงการที่ดี ครอบคลุม ชัดเจน การดำเนินโครงการมีความยืดหยุ่น และมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ดี และปัจจัยด้านอื่น ๆ ได้แก่ การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์อย่างชัดเจนและทั่วถึง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการโครงการของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ตามลำดับ และปัญหาที่พบด้านบุคลากร ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรไม่เหมาะกับงาน ด้านกระบวนการ ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์ไม่ครอบคลุม ไม่ชัดเจน กลุ่มเป้าหมายไม่เข้าร่วม วิทยากรไม่สามารถมาได้ตามกำหนด การกำหนดตัวชี้วัดล่วงหน้าเมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงอาจทำตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ใช้ไม่ได้ กลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการแบบไม่เต็มที่ ด้านงบประมาณ อัตราการจ่ายค่าตอบแทนวิทยากร และการตั้งงบประมาณไม่เพียงพอ ด้านอื่น ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การศึกษาปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ
    (2562) นิภาวรรณ วงษ์ใหญ่; Niphawan Wongyai; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา. งานวิจัยและวิชาการ
    การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือเพื่อ (1) ศึกษาระดับปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (2) เปรียบเทียบปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (3) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย สถานประกอบการด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มากำหนดเป็นกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมีทั้งหมด 74 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานภาครัฐ 20 หน่วยงาน และหน่วยงานภาคเอกชน 54 หน่วยงาน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยทางการตลาดโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีด้านผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากที่สุด (4.36) รองลงมาคือ ด้านทำเลที่ตั้งอยู่ในระดับมากที่สุด (4.27) ด้านราคาอยู่ในระดับมาก (4.08) และด้านส่งเสริมการขายอยู่ในระดับมาก (3.99) ตามลำดับ (2) เปรียบเทียบปัจจัยทางการตลาดจำแนกตามเพศ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรูปแบบสถานประกอบการที่ต่างกันมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่ช่วงอายุมีความคิดเห็นแตกต่างกันที่ด้านส่งเสริมการขาย (3) แนวทางในการพัฒนาปัจจัยทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ คือ ควรมีการกำหนดรูปแบบและระยะเวลาจัดที่ชัดเจน วิทยากรที่บรรยายควรมีความเชี่ยวชาญชำนาญ สถานที่จัดควรมีช่องทางการเดินทางที่หลากหลาย สะอาด และปลอดภัย ควรมีการประชาสัมพันธ์ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงและควรมีการส่งเสริมการขายเป็นส่วนลดกรณีสมัครล่วงหน้าและมีการสมัครจำนวนมากในหน่วยงานเดียวกัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    พฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้างนักพัฒนา คุณภาพรุ่นใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2562) กวิน ปลาอ่อน; พรนภัสส์ พราหมณ์โชติ; Kawin Pla-on; Pornnapat Pramchote; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้างนักพัฒนาคุณภาพรุ่นใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้างานหรือหัวหน้าหน่วยของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ และพนักงานระดับปฏิบัติการที่ทำงานในสังกัดเดียวกับพนักงานที่เข้าร่วมโครงการและมีการปฏิบัติงานประสานหรือร่วมมือกัน จำนวนทั้งสิ้น 28 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์หาความแตกต่างของกลุ่มตัวอย่างด้วยการวิเคราะห์ Independent – Samples T-Test และความแปรปรวนทิศทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า พนักงานที่เข้าร่วมโครงการสร้าง นักพัฒนาคุณภาพรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพในระดับมาก ( X ̅= 3.96, S.D. = 0.62) โดย ด้านที่มีระดับการแสดงพฤติกรรมเชิงคุณภาพสูงที่สุด คือ ด้านการปฏิบัติตามแผน เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคุณลักษณะของพนักงานที่เข้าร่วมโครงการด้านเพศ อายุ และระยะเวลาปฏิบัติงาน กับพฤติกรรมการทำงาน อย่างมีคุณภาพ พบว่า มีเพียงคุณลักษณะด้านอายุเท่านั้นที่ส่งผลให้พนักงานมีพฤติกรรมการทำงานอย่างมีคุณภาพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการนำนโยบายคณะคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Faculty) สู่การปฏิบัติของบุคลากรและนักศึกษาคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2566) อภิสรา โชติภาภรณ์; วรนันท์ บุตราช; Apisara Chotipaporn; Worranan Bootrach
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ทัศนคติต่อพฤติกรรม การคล้อยตามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรม ความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรม และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการนำนโยบายคณะคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Faculty) ไปสู่การปฏิบัติ โดยเก็บข้อมูล จากบุคลากร จำนวน 90 คน และนักศึกษาจำนวน 229 คนของคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples Test: T-Test One-way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) ด้วยโปรแกรม SPSS version 18 ผลการศึกษา พบว่า บุคลากรมีระดับทัศนคติต่อพฤติกรรม ความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรม และพฤติกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด มีระดับการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และการคล้อยตามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก สำหรับนักศึกษา พบว่า มีระดับทัศนคติต่อพฤติกรรมมากที่สุด มีระดับความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรม พฤติกรรม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก และมีระดับการคล้อยตามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรมในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรมของบุคลากรและนักศึกษาได้แก่ ทัศคติที่มีต่อ (β = 0.63, p-value = 0.00 และ β = 0.41, p-value = 0.00 ตามลาดับ) การรับรู้ความสามารถในการควบคุม (β = 0.28, p-value = 0.00 และ β = 0.31, p-value = 0.00 ตามลาดับ) การคล้อยตามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคลากร (β = 0.09, p-value = 0.02) มีผลต่อความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรม ในขณะที่การคล้อยตามบุคคลอ้างอิงเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักศึกษา (β = 0.04, p-value = 0.21) ไม่มีผลต่อความตั้งใจในการแสดงพฤติกรรม สำหรับความตั้งใจการแสดงพฤติกรรมของบุคลากร บุคลากร (β = 0.78, p-value = 0.00) และนักศึกษา (β = 0.63, p-value = 0.00) มีผลต่อพฤติกรรมการนำนโยบายคณะคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Faculty) สู่การปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมของวัสดุรองนอนผสม 2 ชนิด (ขี้กบไม้สนและซังข้าวโพด) สำหรับการเปลี่ยนกรงทุก 7 วัน ในโคโลนีหนูตะเภา Mlac:DH ของศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2567) พรรัตนา ช่อมณี; อภิสิทธิ์ เหล่าสันติสุข; มินตรา พลอยสีเขียว; วัลลภ ลิขิตสุนทรวงศ์; พนิดา บุตรรัตน์; ธนพร พิณพาทย์; Pornrattana Chomanee; Apisit Laosantisuk; Mintra Ploysrikhew; Wanlop Likitsuntornwong; Panida Butrat; Thanaporn Pinpart
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนการใช้วัสดุรองนอน 2 ชนิด ได้แก่ ขี้กบไม้สนต่อซังข้าวโพด ผสมกันในอัตราส่วนต่าง ๆ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ขี้กบไม้สนมากกว่าซังข้าวโพด (2:1) กลุ่มที่ 2 ขี้กบไม้สนเท่ากับซังข้าวโพด (1:1) และกลุ่มที่ 3 ขี้กบไม้สนน้อยกว่าซังข้าวโพด (1:2) โดยดำเนินการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หนูตะเภา Mlac:DH บนวัสดุรองนอนผสมในแต่ละกลุ่มเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 7 วัน เพื่อจำลองระยะเวลาการเปลี่ยนกรงที่ 7 วัน มีการเก็บข้อมูลการบริโภคอาหาร การบริโภคน้ำ และน้ำหนักของเสียทุกวัน มีการเก็บข้อมูลภาพวัสดุรองนอนและความสะอาดใต้ท้องตัวสัตว์ในวันที่ 4 และวันที่ 7 วัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และก๊าซแอมโมเนีย (NH₃) ภายในกรงสัตว์ทุกวันตั้งแต่วันที่ 4 จนถึงวันที่ 7 พบว่าที่ระยะเวลาการเลี้ยง 7 วัน สภาพวัสดุรองนอนของทุกกลุ่มมีของเสียสะสมเต็มที่ไม่แตกต่างกัน สภาพความสะอาดที่ตัวสัตว์ซึ่งพิจารณาจากรอยเปื้อนมูลบริเวณใต้ท้องหรือลักษณะของขนที่จับตัวเป็นก้อน พบว่าที่ระยะเวลา 4 วัน และ 7 วันนั้น สัตว์ทั้ง 3 กลุ่ม (ทั้งตัวผู้และตัวเมีย) ไม่มีการเปื้อนมูลที่ขนใต้ท้องและไม่มีขนจับเป็นก้อน กล่าวคือทั้ง 3 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน การบริโภคอาหารและปริมาณของเสียที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวันของแต่ละกลุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ ระดับ CO₂ และ NH₃ ของแต่ละกลุ่มไม่เกินเกณฑ์และไม่แตกต่างทางสถิติ การบริโภคน้ำของหนูทุกกลุ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยการบริโภคน้ำปกติของหนูตะเภารุ่น และการบริโภคน้ำของกลุ่มที่ 3 มีความแตกต่างกับกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ทั้งนี้การบริโภคน้ำที่มากกว่าปกตินี้อาจมาจากพฤติกรรมการเล่นน้ำของหนูตะเภาเอง สำหรับสภาพพื้นหน้าของวัสดุรองนอนในกรงเลี้ยง ที่ระยะเวลาการเลี้ยง 7 วัน กลุ่มที่ 1 ซึ่งมีอัตราส่วนขี้กบไม้สนมากกว่าซังข้าวโพด มีการสะสมความชื้นแฉะมากกว่ากลุ่มที่ 2 และ 3 เพราะมีตัวดูดซับน้อย ส่วนกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีอัตราส่วนซังข้าวโพดสูงที่สุดเป็นกลุ่มที่สามารถดูดซับความชื้นได้มากที่สุด แต่จากการพิจารณาพื้นผิวของวัสดุรองนอนหลังการเลี้ยง 7 วัน พบว่ามีซังข้าวโพดถูกดันขึ้นไปผสมบนผิวหน้ามากกว่ากลุ่มที่ 1 และ 2 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สัตว์บาดเจ็บที่ฝ่าเท้าได้ซึ่งถือเป็นผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ดังนั้นจึงสรุปว่าวัสดุรองนอนผสมในกลุ่มที่ 2 ขี้กบไม้สนเท่ากับซังข้าวโพด สามารถใช้ดำเนินการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์หนูตะเภา Mlac:DH ที่ระยะเวลาการเปลี่ยนกรง 7 วันได้ดีกว่าอีก 2 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม การศึกษาในอนาคตยังมีความจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบในระยะยาวจากการเลี้ยงแบบการเปลี่ยนกรงทุก 7 วันต่อไป
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบค่าระดับเริ่มได้ยินในคนที่มีการได้ยินปกติ โดยใช้สัญญาณเสียง Pure Tone กับเสียง Warble Tone
    (2567) โสภณวิชญ์ คงศิริสวัสดิ์; รัตตินันท์ ฏิระวณิชย์กุล; อนันต์ ศักดิ์ศรีสุวรรณ; สุนิสา พัฒนวณิชย์กุล; สิริวิมล สุนทรวิภาต; Sophonwit Kongsirisawad; Rattinan Tiravanitchakul; Anan Saksrisuwan; Sunisa Patanawanitkul; Siriwimon Sunthonwiphat
    เสียงบริสุทธิ์ (Pure Tone) เป็นเสียงมาตรฐานที่ใช้ในการตรวจการได้ยินเพื่อวินิจฉัยชนิดและระดับของการสูญเสียการได้ยิน ปัจจุบันเครื่องตรวจการได้ยินมีเสียงต่าง ๆ ให้เลือกเพื่อใช้ในการตรวจ เช่น เสียงที่มีการเปลี่ยนแปลงความถี่ตามเวลา (Warble Tone) เสียงที่มีการเปลี่ยนแปลงความดังเป็นจังหวะ (Pulsed Tone) สัญญาณเสียงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ป่วยฟังเสียงตรวจได้ง่ายมากขึ้นโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเสียงดังในหู ถึงแม้ว่ามีหลายการศึกษาที่ผ่านมาเปรียบเทียบค่าระดับเริ่มได้ยินโดยใช้เสียง Pure Tone กับ Warble Tone ผลที่ได้ก็ยังไม่สอดคล้องกัน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าระดับเริ่มได้ยินเมื่อตรวจโดยใช้เสียงทั้งสอง และกำหนดว่าสามารถใช้ทดแทนกันได้หรือไม่ในคนไทย โดยทำการศึกษาในคนที่มีการได้ยินปกติจำนวน 31 หู อายุ 18-28 ปี ตรวจการได้ยินผ่านการนำเสียงทางอากาศที่ความถี่ 250-8000 Hz วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Bland-Altman plot พบว่าที่ความถี่ 250, 500, 2000, 4000 และ 8000 Hz มีค่าความแตกต่างของระดับเริ่มได้ยินจากเสียงทั้งสองชนิดทั้งหมดอยู่ในช่วง limits of agreement ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 เมื่อทดสอบด้วยสถิติ Wilcoxon signed rank test มีเพียงความถี่ 3000 Hz มีค่าความต่างของระดับเริ่มได้ยิน 1.29 dB อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามค่าความต่างของระดับเริ่มได้ยินที่ได้ มีค่าไม่เกิน 5 dB สามารถนำไปใช้ทางคลินิกได้ ภายใต้เงื่อนไขการปรับความดังเพิ่มครั้งละ 5 dB และเสียง Warble Tone มีค่า Frequency-Modulated ที่อัตราความถี่ 5 Hz และมีค่าเบี่ยงเบนอยู่ที่ +5% จากความถี่กลาง สรุปผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า สามารถใช้เสียง Warble Tone แทนเสียง Pure Tone ในการปฏิบัติงานในคลินิกได้.
  • PublicationOpen Access
    ทิศทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน
    (2565) ปานวาด ปรียานนท์; นงลักษณ์ โพธิ์น้อย; Panwad Preeyanont; Nongluk Phonoi
    บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทิศทางการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน เนื่องจากหลักสูตรกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพเป็นหลักสูตรวิชาชีพที่มีความจำเป็นต้องฝึกกระบวนการคิดเชิงระบบ ทักษะทางคลินิก และฝึกทำหัตถการต่าง ๆ ซึ่งการเรียนการสอนปกติจะจัดในชั้นเรียนและในสถานการณ์จริงเท่านั้น แต่จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้หลักสูตรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งจากผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้สถาบันการศึกษาและหลักสูตรมีความตระหนักถึงการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในยุคเทคโนโลยีพลิกผันที่เข้ามามีบทบาทต่อสังคมโลกในทุกมิติ จึงนับเป็นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยบทความนี้นำเสนอทิศทางการจัดการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพในยุคเทคโนโลยีพลิกผัน ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เป็นการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นสมรรถนะของผู้เรียน ทั้งในด้านหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ และการประเมินผล เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุตามผลลัพธ์การเรียนรู้ของหลักสูตรด้วยการใช้เทคโนโลยี