Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ"
Now showing 1 - 20 of 58
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only The Arts and Culture of Thailandชาร์ลส์ ฟรีแลนด์; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only Bangkok Tales เรื่องราว ณ บางกอกจิณห์จุฑา พรภักดีวัฒนา; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only Bye Polar (บายโพลาร์)ชุติพร ผลกังวาน; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only TUMORROW/มูเมอะโรส์กานต์ธิดา ปิติมานะอารี; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only The Visual Worldณัฐชยา กาญจนวงศ์ไพศาล; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only The Visual Worldณัฐชยา กาญจนวงศ์ไพศาล; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติPublication Open Access กลไกโรคอุบัติใหม่: เรียนรู้ เข้าใจ เฝ้าระวัง(2558) พิทยา จารุพูนผล; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติPublication Open Access การใช้บริการงานพัสดุของบุคลากรในวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2559) สาวิตรี พิชญชัย; ณัชชา พวงสมบัติ; Sawitree Pitchayachai; Natcha Phoungsombut; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาความพึงพอใจของการให้บริการงานพัสดุ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และ 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการให้บริการงานพัสดุ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และนำมาปรับปรุง/แก้ไขการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประชากรที่ศึกษาเป็นบุคลากรที่ทำงานในหน่วยงานต่าง ๆ ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ซึ่งได้แบบสอบถามกลับมาร้อยละ 100 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows (Statistical Package for the Social Sciences for Windows) ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในการได้รับบริการงานพพัสดุในด้านต่าง ๆ ของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในภาพรวมทั้งหมด อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก และเมื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางดานประชากร กับความพึงพอใจในการได้รับบริการงานพัสดุในด้านต่าง ๆ มากที่สุด รองลงมาคือ เพศ และระยะเวลาการทำงาน ส่วนข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะต่อการได้รับบริการงานพัสดุในด้านต่าง ๆ ของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าพนักงานส่วนใหญ่ไม่ทราบและไม่เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอน กฎเกณฑ์ วิธีการจัดซื้อ/จัดจ้าง และระเบียบพัสดุ, อยากให้พัสดุกับหน่วยงบประมาณจัดทำขั้นตอนและข้อกำหนดในการจัดซื้อต่าง ๆ, ขาดสถานที่จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพเมื่อเวลาหน่วยงานส่งคืน, น่าจะมีข้อมูลวัสดุคงคลังที่ Update อยู่ใน Website หรือแจ้งทางอีเมล์ให้ทราบเป็นระยะ, ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการขอจองงบประมาณครุภัณฑ์ (รหัสใบสั่ง ชงานภายใน Internal Order (IO) ในแต่ละปีของระบบ ERP, อยากให้อธิบายขั้นตอนการส่งซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้นPublication Open Access การปฏิบัติตามบทบาทที่คาดหวังกับบทบาทที่ปฏิบัติจริงของอาจารย์ที่ปรึกษา ในทัศนะของนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2559) รันดา รุจิชินวงศ์; Randa Rujichinnawong; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับบทบาทที่คาดหวังและบทบาทที่ปฏิบัติจริงของอาจารย์ที่ปรึกษาตามทัศนะของนักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2558 - 2559 ซึ่งบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา จะประกอบด้วยด้านต่าง ๆ 5 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านวิธีการให้คำปรึกษา ด้านบุคลิกภาพ ด้านการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา และด้านการพัฒนานักศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กำลังศึกษาทุกชั้นปี ที่ลงทะเบียนในปีการศึกษา 2558 - 2559 จำนวนทั้งสิ้น 373 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษา ส่วนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับบทบาทที่คาดหวังกับบทบาทที่ปฏิบัติจริงของอาจารย์ที่ปรึกษาตามทัศนะของนักศึกษา และส่วนที่ 3 สอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับอาจารย์ที่ปรึกษาและความคาดหวังของบทบาทอาจารย์ที่ปรึกษา ที่นักศึกษาคาดหวังไว้ในอนาคต การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่าบทบาทที่คาดหวังของนักศึกษาที่มีต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ตามทัศนะของนักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า บทบาทที่คาดหวังของนักศึกษาที่มีต่ออาจารย์ที่ปรึกษาในทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านวิชาการ ด้านการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา ด้านการพัฒนานักศึกษา และด้านวิธีการให้คำปรึกษา สำหรับบทบาทที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ปฏิบัติจริงตามทัศนะของนักศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าในบทบาทที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ปฏิบัติจริงอยู่ในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านวิชาการ ด้านการพัฒนานักศึกษา ด้านการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา และด้านวิธีการให้คำปรึกษา เมื่อเปรียบเทียบบทบาทที่คาดหวังกับบทบาทที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้ปฏิบัติจริง ตามทัศนะของนักศึกษาโดยรวม พบว่าความคาดหวังของนักศึกษาที่มีต่อบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาโดยรวม ทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับมาก แต่การปฏิบัติจริงในบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษา ตามทัศนะของนักศึกษาโดยรวมทั้ง 5 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักศึกษา พบว่า อาจารย์ที่ปรึกษาควรเป็นอาจารย์ที่สอนในสาขาวิชาที่นักศึกษาเรียนอยู่เท่านั้น อาจารย์ที่ปรึกษา 1 คน ควรรับผิดชอบดูแลนักศึกษาไม่เกิน 20 คนต่อกลุ่ม และรับผิดชอบตลอดหลักสูตรจนจบการศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาควรพบนักศึกษาทั้งกลุ่มอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน และเมื่อนักศึกษาต้องการรับคำปรึกษาควรมีการนัดหมายก่อนเข้าพบตามเวลาที่นัดหมายPublication Metadata only การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบงานวิจัย สำหรับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2562) จีรวรรณ ทองสกล; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ แนวทาง และวิธีการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบงานวิจัย สำหรับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งผลการศึกษาจะส่งเสริมและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานบริหารงานวิจัยให้สอดคล้องกับยุทธศาตร์ของวิทยาลัยฯ มหาวิทยาลัยมหิดล และระดับชาติ ในด้านการให้ความสำคัญของผลกระทบงานวิจัย การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพที่ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) จากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อคัดเลือกข้อมูลลักษณะของผลลัพธ์และผลกระทบ และเกณฑ์การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบที่เหมาะสมสำหรับองค์กรได้ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบของวิทยาลัยฯ ไม่เหมาะกับแนวทางการประเมินหรือวิธีการอย่างเต็มกระบวนการ แต่ควรจะเน้นในการประเมินช่วงปลายที่เป็นผลตั้งแต่เสร็จสิ้นงานวิจัยจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ที่ไม่อิงวัตถุประสงค์/เป้าหมายของงานวิจัย (Goal-free Evaluation) การตัดสินคุณค่าของงานควรเน้นที่การตีค่าของผลทั้งหมดที่เกิดขึ้น (Actual Outcomes) ซึ่งเป็นการประเมินผลที่คาดหวัง และไม่ได้คาดหวังตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ โดยผลการศึกษาทำให้ได้ตารางการประเมินแบบ Matrix สำหรับเป็นแนวทางในการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบงานวิจัยของวิทยาลัยฯPublication Open Access การรับรู้แผนยุทธศาสตร์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ของพนักงานระดับปฏิบัติการ(2558) วรรณพันธุ์ อ่อนแย้ม; Wannapan Onyaem; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาการรับรู้แผนยุทธศาสตร์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลของพนักงานระดับปฏิบัติการ และเพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรของการวิจัย ได้แก่ พนักงานวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 131 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย ค่าความเชื่อถือได้ของเครื่องมือโดยค่าสหสัมพันธ์วิธีของ Cronbach เท่ากับ .0870 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Independent-Samples T Test และค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 63.4 เพศชายร้อยละ 36.3 มีอายุระหว่าง 31 – 35 ปี การศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ทำงานที่วิทยาลัยฯ ระหว่าง 1 - 5 ปี และส่วนใหญ่สังกัดฝ่ายบริหาร จากการวิเคราะห์การรับรู้แผนยุทธศาสตร์ของพนักงานระดับปฏิบัติการพบว่ามากกว่าร้อยละ 60 รับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยระดับการรับรู้วิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม ยุทธศาสตร์วิทยาลัยฯ ที่ 1- 7 อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนระดับการรับรู้ข้อตกลงการปฏิบัติงานของส่วนงานอยู่ในระดับน้อย ซึ่งมีระดับการรับรู้โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.846 สาเหตุของการไม่รับรู้เกิดจากพนักงานระดับปฏิบัติการไม่ได้รับการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์จากผู้บังคับบัญชาทำให้ไม่ทราบรายละเอียดของแต่ละยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์พบว่า พนักงานระดับปฏิบัติการที่มีเพศ อายุ ประสบการณ์ทำงาน และสังกัดงานที่แตกต่างกันมีการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ไม่แตกต่างกัน แต่พนักงานระดับปฏิบัติการที่มีวุฒิการศึกษาที่แตกต่างกันมีการรับรู้ค่านิยม แผนยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการวิจัย และยุทธศาสตร์ที่ 6 ความรับผิดขอบต่อสังคมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีข้อเสนอแนะว่าควรมีการประชาสัมพันธ์หลายๆ ช่องทาง เล่มแผนยุทธศาสตร์ควรมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น ควรมีการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการรับรู้อย่างสม่ำเสมอ และควรสนับสนุนให้พนักงานระดับปฏิบัติการมีความรู้และมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ของวิทยาลัยฯ มากยิ่งขึ้นPublication Open Access การศึกษาความผูกพันของนักศึกษาต่อวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2560) จุฑารัตน์ ทิพย์บุญทรัพย์; ศศิธร โรจน์สงคราม; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการศึกษาความผูกพันของนักศึกษาที่มีต่อสถาบันการศึกษานั้นได้มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่สำหรับในประเทศไทยการศึกษาความผูกพันของนักศึกษาที่มีต่อสถาบันระดับอุดมศึกษาในหลักสูตรนานาชาตินั้นยังมีไม่แพร่หลายมากนัก ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะทำการศึกษา โดยการวิจัยครั้งนั้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความผูกพันของนักศึกษาต่อวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับความผูกพันของนักศึกษาต่อวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 1-4 ประจำปีการศึกษา 2557-2558 จำนวน 358 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 37 ข้อ มีค่าดัชนีความเชื่อมั่นของแบบสอบถามอยู่ที่ 0.933 (Cronbach’s Alpha) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความผูกพันของนักศึกษาต่อวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) จากข้อมูลเบื้องต้นของนักศึกษาผู้วิจัยพบว่า ความแตกต่างกันของ เพศ หลักสูตร และผลการเรียนไม่ส่งผลต่อความผูกพันต่อวิทยาลัยในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่กลับพบว่า ข้อมูลเบื้องต้นของนักศึกษา ได้แก่ ชั้นปี การเข้าร่วมกิจกรรมกลางของวิทยาลัยและการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรม/สโมสรนักศึกษส่งผลต่อความผูกพันต่อวิทยาลัยในภาพรวมที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ค่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อวิทยาลัยในภาพรวมของนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ความภาคภูมิใจต่อวิทยาลัย สภาพแวดล้อมภายในวิทยาลัย ความผูกพันต่ออาจารย์ ความผูกพันต่อเจ้าหน้าที่ ความผูกพันต่อรุ่นพี่/รุ่นน้องและความผูกพันต่อเพื่อน มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันต่อความผูกพันต่อวิทยาลัยในภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01Publication Open Access การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาเกี่ยวกับการแต่งเครื่องแบบนักศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2557) ศศิธร โรจน์สงคราม; Sasithorn Rojsongkram; อุบลวรรณ สงกรานตานนท์; Ubonwan Songkrantanon; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการแต่งกายเครื่องแบบนักศึกษาหญิงและชายในมหาวิทยาลัย ตามระเบียบของมหาวิทยาลัยที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละมหาวิทยาลัย เป็ นการสร้างวินัยและความรับผิดชอบให้กับนักศึกษา สร้างความรู้สึกที่ดี มีความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากปัจจุบันการแต่งกายเครื่องแบบของนักศึกษาส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสนิยมในเรื่องการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมล่อแหลม เช่น ใส่เสื้อรัดรูป นุ่งกระโปรงสั้นนุ่งกางเกงยีนส์ ปล่อยชายเสื้อออกนอกกระโปรง/กางเกง และสวมรองเท้าแตะ การแต่งกายที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้จึงกลายเป็นสิ่งที่สังคมวิตกกังวลการสำรวจทัศนคติของนักศึกษาเกี่ยวกับการแต่งเครื่องแบบนักศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งนี้เพื่อศึกษาทัศนคติ ปัจจัย และพฤติกรรมของนักศึกษาเกี่ยวกับการแต่งกายเครื่องแบบนักศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มประชากรทที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ ชั้นปีที่ 1-4 โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 462 คน ในการวิเคราะห์ผลของงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้เลือกทำการทดสอบ t-test และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One way Analysis of Variance) เพื่อศึกษาทัศนคติของนักศึกษา และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ และทัศนคติในการแต่งกายของนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ จากผลการสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษาวิทยาลัยนานาชาติ นักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าอาจารย์เป็น ปัจจัยแรกที่มีส่วนทำให้นักศึกษาแต่งกายถูกระเบียบมากที่สุด รองลงมาคือด้านครอบครัว ด้านการประชาสัมพันธ์ด้านกลุ่มเพื่อน และด้านตัวนักศึกษา ตามลำดับ ในส่วนความคิดเห็นในการแต่งกายของนักศึกษากับปัจจัยส่วนบุคคลของนักศึกษา พบว่าด้าน อายุ, ชั้นปี, หลักสูตร และสถานที่พักอาศัย ที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อทัศนคติด้านการแต่งกายของนักศึกษาที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านเพศ, ค่าใช้จ่าย และผลการเรียนที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์ต่อทัศนคติด้านการแต่งกายของนักศึกษาที่ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05Publication Open Access การศึกษาปัญหาและความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาโท ศูนย์บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2558) อรรถสิทธิ์ สวัสดินาม; Autthasit Sawasdinam; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติบทความนี้เป็นการศึกษาปัญหาและความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาโทที่ใช้บริการศูนย์บัณฑิตศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปกับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษากับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาระดับปริญญาโทของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่กำลังศึกษาอยู่ในปี การศึกษา 2556 - 2557 ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 84 คน มาวิเคราะห์โดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาความแตกต่างของข้อมูลทั่วไปกับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา โดยใช้สถิติ T - test independent และ One-way ANOVA และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษากับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา โดยใช้สถิติค่า Pearson’s Correlation กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มประชากรเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.9 เพศชาย คิดเป็นร้อยละ 38.1 มีอายุอยู่ในช่วง 26 - 30 ปี คิดเป็นร้อยละ 53.6 รองลงมาคือมีอายุในช่วงต่ำกว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.2 และมีอายุในช่วง 34 - 35 ปี คิดเป็นร้อยละ 1.2 กำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) คิดเป็นร้อยละ 61.9 รองลงมาคือกำลังศึกษาอยู่ในหลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต (MM) คิดเป็นร้อยละ 38.1 กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 65.5 กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 2 คิดเป็นร้อยละ 34.5 ผลการศึกษาปัญหาการใช้เทคโนโลยีด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์เทคโนโลยีการศึกษา พบว่ามีปัญหาอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( x ) เท่ากับ 3.04 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 1.31 ผลการศึกษาความต้องการใช้เทคโนโลยีด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์เทคโนโลยีการศึกษา พบว่ามีความต้องการอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย ( x ) เท่ากับ 3.76 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) 0.99 ซึ่งสอดคล้องกับการเกิดปัญหาด้านการใช้เทคโนโลยีการศึกษาด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์การสื่อสารการศึกษาที่อยู่ในระดับมาก การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปกับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา ไม่แตกต่างกัน ประชากรที่มีระดับชั้น การศึกษาที่แตกต่างกันมีความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษาด้านเครื่องฉาย (LCD Projector) เครื่องฉายภาพสามมิติที่แตกต่างกัน ประชากรที่ศึกษาในหลักสูตรที่แตกต่างกันมีความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา ด้านระบบอินเทอร์เน็ตแบบใช้สาย (Internet: LAN) และระบบอินทราเน็ตแบบใช้สาย (Intranet: LAN) ที่แตกต่างกัน ประชากรที่อายุแตกต่างกันมีความต้องการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ พบว่า ปัญหาการใช้เทคโนโลยีการศึกษาไม่สัมพันธ์กับความต้องการใช้เทคโนโลยีการศึกษา จากผลการวิจัยดังกล่าว วิทยาลัยฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาแก้ไขปัญหาการใช้ เทคโนโลยีการศึกษาด้านเครื่องมือ/อุปกรณ์สื่อสารการศึกษาเป็นลำดับแรก และควรปรับปรุงเรื่องสัญญาณของระบบอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย (Wi-Fi) ซึ่งมีสัญญาณอ่อน ต่อไม่ค่อยติด การสแกนไวรัสของเครื่องคอมพิวเตอร์ PC อยู่เป็นประจำ เพิ่มความเร็วในการบริการอินเทอร์เน็ต เพิ่มจำนวนเครื่องพิมพ์ (Printer)Publication Open Access การศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2559) ภัทรศิริ จั่นฉิม; Phatsiri Chanchim; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยครั้งนี้เป็นการเก็บรวบรวมแบบสอบถามความพึงพอใจ ของผู้ใช้บริการ เว็บไซต์วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งการวิจัย ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research ) จำนวนทั้งสิ้น 202 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บไซต์วิทยาลัยนานาชาติฯ ใน 5 ด้านคือ 1) ด้านการออกแบบหน้าเว็บไซต์ 2) ด้านระบบนำทาง 3) ด้านตัวอักษร และการจัดรูปแบบ 4) ด้านการใช้สีในเว็บไซต์ และ 5) ด้านการเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้บริการเว็บไซต์มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (¯x=3.39) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในด้านตัวอักษรและการจัดรูปแบบมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (¯x=3.68) รองลงมาคือด้านการใช้สีในเว็บไซต์ ด้านการออกแบบหน้าเว็บไซต์ ด้านระบบนำทาง และด้านเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์ (¯x=3.55, 3.51, 3.12 และ 3.12 ตามลำดับ)Item Open Access ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องหยุดพักเพื่อเฝ้าสังเกตอาการในที่พักอาศัย(2563) มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติPublication Open Access ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อปัญหาของระบบลงทะเบียนออนไลน์บน OASIS (Online Access to Student Information Services) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล(2558) กวิน ปลาอ่อน; Kawin Pla-on; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาต่อปัญหาของระบบลงทะเบียนออนไลน์บน OASIS 4 ด้าน คือ ด้านความเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน (User - friendly) ด้านความเร็วและความเสถียรของระบบ ด้านความถูกต้องของข้อมูล และด้านฟังก์ชั่น การใช้งาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2554-2555 จำนวน 392 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับปัญหาของระบบโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า นักศึกษาเห็นด้วยกับปัญหาด้านความเร็วของระบบและความเสถียรของระบบในระดับมาก ด้านความถูกต้องของข้อมูลและด้านฟังก์ชั่นการใช้งานในระดับปานกลาง ส่วนด้านความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานอยู่ในระดับน้อย อีกทั้งนักศึกษาชายและหญิงมีความเห็นไม่แตกต่างกันเกี่ยวกับปัญหาด้านความเร็วและความเสถียรของระบบ โดยมีความคิดเห็นในด้านดังกล่าวในระดับมาก เมื่อพิจารณาปัญหาด้านความเร็วและความเสถียรของระบบเป็นรายข้อพบว่า นักศึกษาเห็นว่าระบบช้าเมื่อมีผู้ใช้งานพร้อม ๆ กันเป็นจำนวนมากในระดับมากที่สุด ระบบไม่มีความเสถียรในระดับมาก การวิเคราะห์เปรียบเทียบโดยจำแนกตามปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล พบว่า นักศึกษาชายเห็นด้วยมากกว่านักศึกษาหญิงต่อปัญหาของระบบด้านความเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ด้านความถูกต้องของข้อมูล และด้านการตอบสนองความต้องการใช้งานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีระดับความเห็นด้วยต่อปัญหาของระบบด้านความเร็วและความเสถียรของระบบ และด้านความถูกต้องของข้อมูลน้อยกว่าชั้นปีที่ 2 ชั้นปีที่ 3 ชั้นปีที่ 4 และที่สูงกว่าชั้นปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและการบริการมีระดับความเห็นด้วยต่อปัญหาของระบบด้านความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานน้อยกว่าสาขาวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาการผลิตสื่อบันเทิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05Item Metadata only ความสุขของเราอทิตยาทรกิตติคุณ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า, 2527; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only คู่มือการใช้โปรแกรมจองรถ (Vehicle Booking)สุชานันท์ ตาลเจริญธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติItem Metadata only คู่มือการใช้โปรแกรมเช็คประวัติวันลา (Leave of Absence Program)พนิดา อภิรามเมธา; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยนานาชาติ
- «
- 1 (current)
- 2
- 3
- »
