Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 15 of 15
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    กระบวนการพัฒนาความเป็นครูจากมิติด้านใน : กรณีศึกษาหลักสูตร SSEHV ของสถาบันการศึกษาสัตยาไส ประเทศไทย
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2554) ธนวัฒน์ ธรรมโชต; จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การบ่มเพาะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นผ่านกระบวนการละครภาพ
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) ปัทฐมิกา ปิ่นเงิน; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร
    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงมิติภายในของเยาวชนเรื่องความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นผ่านการใช้กระบวนการละครภาพ และ 2. ศึกษาคุณลักษณะของกระบวนการละครภาพที่มีความเหมาะสมต่อการบ่มเพาะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นในเยาวชนช่วงอายุ 13 - 16 ปี ของโรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัยมาบเอื้อง โดยงานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยในรูปแบบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มผู้เข้าร่วมวิจัยคือ เด็กและเยาวชนช่วงอายุ 13 - 16 ปี ของโรงเรียนปูทะเลย์มหาวิชชาลัยฯ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ กระบวนการละครภาพบูรณาการกับกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา โดยเก็บข้อมูลผ่านการเขียนสะท้อน การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และบันทึกข้อมูลผ่านสมุดบันทึก ภาพถ่าย คลิปเสียง และคลิปวีดิโอ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า 1. ผู้เข้าร่วมวิจัยมีความเข้าอกใจเข้าผู้อื่นเพิ่มมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีการเปิดใจรับฟังกันมากขึ้น สามารถยอมรับและเคารพความแตกต่างระหว่างบุคคลได้ ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างกันลดลง เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น 2. กระบวนการละครภาพที่มีความเหมาะสมต่อการบ่มเพาะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นของผู้เข้าร่วมวิจัยกลุ่มนี้ คือ กระบวนการที่สร้างการเรียนรู้จาก (1)การเป็นตัวละคร (2)การฟังอย่างลึกซึ้ง (3)การทำงานร่วมกัน และ(4)การภาวนาเป็นคุณลักษณะหลัก 4 ประการที่ผู้เข้าร่วมวิจัยสะท้อนว่าก่อให้เกิดการบ่มเพาะความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น อีกทั้งกระบวนการต้องมี (5)บรรยากาศสนุกสนาน (6)เนื้อหาเหมาะสมกับช่วงอายุและบริบทของกลุ่ม รวมทั้ง (7)การจัดกระบวนการที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมของการเรียนการสอนของโรงเรียน โดยคุณลักษณะหลักทั้ง 4 ประการของกระบวนการ บ่มเพาะคุณสมบัติในตัวผู้เข้าร่วม 6 ประการ คือ 1)การตระหนักรู้ในตนเอง 2)ความเชื่อใจและการเปิดใจ 3)การปรับตัว 4)ความเข้าใจ 5) การยอมรับและการเคารพ 6)ความสัมพันธ์และความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 6 ประการนี้เป็นองค์ประกอบของการเกิดความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การพัฒนากระบวนการเพื่อการเชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยใช้วิทยาศาสตร์แบบเกอเธ่บนพื้นฐานจิตตปัญญาศึกษา
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) สิรินันท์ นิลวรางกูร; สมสิทธิ์ อัสดรนิธี; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    วัตถุประสงค์คือเพื่อพัฒนากระบวนการในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยวิทยาศาสตร์แบบเกอเธ่ บนพื้นฐานจิตตปัญญาศึกษาและเพื่อศึกษาผลการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับมุมมองทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมที่ผ่านกระบวนการในการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยอิงจากแนวคิดวิทยาศาสตร์แบบเกอเธ่และจิตตปัญญาศึกษาให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงกับธรรมชาติและใคร่ครวญถึงผลกระทบของตนเองต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผลสัมฤทธิ์ประเมินจากการสะท้อนของผู้เข้าร่วม การทบทวนหลังกระบวนการของทีมกระบวนกร การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินพฤติกรรมผู้บริโภครักสิ่งแวดล้อม แบบประเมินระดับความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ นาผลมาปรับปรุงกระบวนการ และนามาใช้อบรมผู้เข้าร่วมกลุ่มที่ 2 ผลการวิจัยพบว่ากระบวนการที่พัฒนาส่งผลให้ผู้เข้าร่วมเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ มุมมองและพฤติกรรมที่เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้เข้าร่วมเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ เกิดความสุข ความสบาย ความปิติ และได้ค้นพบคำตอบของชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ส่งผลในระดับจิตวิญญาณ ผู้เข้าร่วมมีพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีความเคารพต้นไม้ในฐานะสิ่งมีชีวิตมากขึ้น ซึ่งเกิดจากขั้นตอนวิทยาศาสตร์ของเกอเธ่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมเริ่มมองเห็นทวิภาวะ จากนั้นค่อย ๆ เกิดการหลอมรวมกับธรรมชาติและสุดท้ายเกิดญาณทัศนะที่เป็นคำตอบของชีวิต โดยองค์ประกอบที่ทำให้กระบวนการสัมฤทธิ์ผล ได้แก่ ประจักษ์นิยมเชิงละเอียดอ่อนของเกอเธ่ เนื้อหาที่อิงแนวคิดวิทยาศาสตร์แบบเกอเธ่ สถานที่และบรรยากาศระยะเวลาและความต่อเนื่อง ความจริงแท้ของกระบวนกร การภาวนา สังฆะ นอกจากนี้ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจ การ เผชิญหน้ากับความจริง ความรักความเมตตา และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งก็คือพื้นฐานในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง หรือหลักจิตตปัญญา 7 นั่นเอง
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ธรรมะผ่านกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) นเรศ เสวิกา ; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; หิมพรรณ รักแต่งาม
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ธรรมะผ่านกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา โดยใช้ ระเบียบวิธี การวิจัยและพัฒนาหลักสูตร โดยมีพระภิกษุเข้าร่วม 20 รูป จากการรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญญาในพระพุทธศาสนาประกอบด้วย ปัจจัยภายนอก คือการมีกัลยาณมิตร และปัจจัยภายในคือการมีโยนิโสมนสิการ ส่วนการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา มีปัจจัยที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ดังนี้ คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย การสัมผัสประสบการณ์ตรง และการตระหนักรู้ในตัวเอง ผ่านการพัฒนาและออกแบบหลักสูตร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) เรียนรู้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา 2) เรียนรู้ธรรมะผ่านกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา 3) ฝึกทักษะ กระบวนกร โดยผลของการนำหลักสูตรที่ออกแบบและพัฒนาไปใช้จริง มีกระบวนการที่ตรงตามวัตถุประสงค์และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ผู้วิจัยเห็นว่า ควรมีการปรับปรุง 2 ประเด็น คือการเรียงลำดับของกิจกรรม และ ปรับระยะเวลาในการทำกิจกรรมให้เหมาะสม นอกจากนั้น กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาดังกล่าว ส่งผลให้พระภิกษุผู้เข้าร่วมเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอนในการทำงานจริงของท่านด้วยเช่นกัน
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การพัฒนามิติภายในผ่านกระบวนการฝึกฝนกลองชัยมงคล
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) รัชนี วิศิษฎ์วโรดม; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; ลือชัย ศรีเงินยวง
    กระบวนการเรียนรู้ครั้งอดีตมีความเชื่อมโยงมิติภายใน สังคม วัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งต่างจากการศึกษาในปัจจุบันภายใต้กระบวนทัศน์การแสวงหาความรู้แบบทวิลักษณ์ (Dualistic Knowledge) อันเป็นรากฐานการเรียนรู้แบบแยกวิชาออกจากชีวิต งานศึกษาครั้งนี้ให้ความสำคัญทั้งกระบวนการรู้ (Knowing) และความรู้ (The Known) โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาคุณค่าความหมายและผลต่อการพัฒนามิติภายใน ของกระบวนการฝึกฝนศิลปะพื้นบ้าน "กลอง ชัยมงคล" เนื่องจากเป็นศิลปะที่ใช้ความสามารถหลายด้าน ทั้งการเล่นดนตรี การฟ้อน และศิลปะการต่อสู้ ต้องอาศัยการ ฝึกฝนยาวนาน ร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่ตั้งมั่น จนกลายเป็นการแสดงที่ทรงพลังแต่อ่อนช้อยงดงาม งานศึกษานี้เก็บ ข้อมูลผ่านประสบการณ์ตรงของการฝากตัวเป็นศิษย์กับพ่อครูมานพ ยาระณะ การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการ สัมภาษณ์เชิงลึก ลูกศิษย์จำนวน 5 คนซึ่งเรียนสืบเนื่อง 13-19 ปี ผลจากการศึกษาพบว่าการพัฒนามิติภายใน เป็นผลจากกระบวนการปฏิบัติที่มีการฝึกฝนทั้งร่างกายทุกส่วน และฝึกพื้นฐานจิตใจทั้งฝึกสมาธิ สติ สัมปชัญญะในการเคลื่อนไหวร่างกาย การฟ้อน การตีกลอง ด้วยมรรควิธีต่างๆ อย่าง การมีสรณะ การระลึกรู้ในความหมายของท่าฟ้อนและคาถาธรรม การจินตนาการ และ การอธิฐาน เป็นหนทางของการ เข้าถึงความหมายของคุณความดีต่างๆ การตีกลองนำพาสู่การเสาะหาความงามเข้าถึงความจริง และสะท้อนเสียงแห่งความ งาม ความดี ความจริงผ่านกลองชัยมงคล ผลของการปฏิบัติ คือผู้รู้เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ถูกรู้ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างมี รากเหง้า การพ้นไปจากตัวตนในชั่วขณะ การจูงจิตขึ้นเหนือกระแสอารมณ์ ผ่านวิถีของการปฏิบัติประกอบด้วย "การขึ้น ขันไหว้ครู" "กระบวนการฝึกแบบ ทำให้ดู-จำให้ได้-ทำซ้ำ-สำรวจตนเอง-ออกแสดง-สอนต่อ" และ "การนำวิชาไปทำหน้าที่ เพื่อส่วนรวม" โดยมีปัจจัยหนุนนำภายนอก คือ กัลยาณมิตรแห่งครู และปัจจัยหนุนนำภายในคือ การคิดพิจาณาจากภายใน อย่างแยบคาย โดยพบคุณค่าความหมายเชิงการเรียนรู้ และ คุณค่าความหมายเชิงการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม กระบวน ฝึกฝนกลองชัยมงคลของพ่อครูมานพ ยาระณะ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้พัฒนามิติภายใน ที่เชื่อมโยง ความรู้ในทุกมิติทั้งกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณหรือปัญญา ที่การเรียนรู้วิชาคือการเรียนรู้ชีวิต อันนำไปสู่การแสวงหา ความรู้ที่เข้าถึงความจริง ความดี ความงาม ผลการศึกษาเป็นไปในทางเดียวกับ "วงจรการเรียนรู้แนวจิตตปัญญา" ในงานวิจัยเพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้ การอบรมกระบวนการแนวจิตตปัญญา และ มีศักยภาพในการพัฒนามิติภายในเป็นไปในทางเดียวกับการปฏิบัติเชิงจิตต ปัญญา ดังนั้นหากสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับมุมมองและยอมรับศิลปะพื้นบ้านในฐานะที่อาจเป็นหนทางหนึ่งใน การพัฒนามิติภายในได้ อันเป็นจุดตั้งต้นของการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานภายในบุคคล สู่องค์กร ชุมชน และสังคมเป็นที่สุด
  • No Thumbnail Available
    ItemOpen Access
    การอยู่อย่างเท่าทันสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของคนลักษณ์ 7 : การโหยหากลุ่มคนคอเดียวกัน
    (หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2563) พรรณเศรษฐ์ นุ่มหนู; สมสิทธิ์ อัสดรนิธี; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์เกี่ยวกับการดำรงอยู่อย่างเท่าทันกับสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของคนลักษณ์ 7: การโหยหากลุ่มคนคอเดียวกันของผู้วิจัย และมีวัตถุประสงค์ย่อยดังนี้ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของลักษณ์ย่อยผดุงตนของคนลักษณ์ 7: การโหยหากลุ่มคนคอเดียวกันของผู้วิจัย 2) เพื่อศึกษาสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของคนลักษณ์ 7: การโหยหากลุ่มคนคอเดียวกันของผู้วิจัย 3) เพื่อศึกษามุมมองใหม่ของผู้วิจัยที่มีต่อสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของคนลักษณ์ 7: การโหยหากลุ่มคนคอเดียวกันโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบฮิวริสติก (Heuristic research) และใช้การเขียนด้วยการใคร่ครวญด้านใน (Contemplative Writing) ในการเก็บข้อมูล มีระยะเวลาของการเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 7 เดือน ผลจากการศึกษาพบว่าลักษณะลักษณ์ย่อยผดุงตนของผู้วิจัย ประกอบด้วย ความต้องการการยอมรับจากคนคอเดียวกันเพื่อกลับมายอมรับในตัวเอง การเสพความสุขที่ไม่เคยเพียงพอและการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข มุมมองที่เลือกเพียงสิ่งที่ชื่นชอบและละทิ้งสิ่งที่ไม่พึงใจ ความคิดที่ยึดติดและการยึดถือความคิดเป็นตัวตน ความกลัวที่ต้องสูญเสียตัวตน คุณค่า อิสรภาพ และการป้องกันตนเองจากความเจ็บปวดด้วยการใช้เหตุผลมาอธิบาย ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อสภาวะลักษณ์ย่อยผดุงตนของผู้วิจัย พบว่า การปล่อยวางแรงกดดันของตนเองออกจากงานวิจัยและประเด็นโหยหาคนคอเดียวกัน เป็นสิ่งสำคัญแรกสุดที่ทำให้เกิดการตระหนักถึงความคิดที่ยึดติดของตนเอง นอกจากนั้น ความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเอง การเผชิญหน้ากับทุก ๆ ประสบการณ์ทั้งความสุขและความทุกข์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ด่วนตัดสิน การกลับมาทบทวนสิ่งที่ตนเองได้บันทึกเอาไว้และการสะท้อนตนเองผ่านการอ่านบันทึก แรงผลักดันและการสนับสนุนของกัลยาณมิตร เป็นองค์ประกอบที่เกื้อหนุนให้ผู้วิจัยตระหนักถึงสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของตนเองมากขึ้น มุมมองใหม่ที่มีต่อสภาวะลักษณ์ย่อยแบบผดุงตนของผู้วิจัย พบว่า ความโหยหาคนคอเดียวกัน ที่เกิดจากกิเลสภายในใจ แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะตอบสนองให้ช้าลง เคารพความหลากหลายที่แตกต่างจากความคิด ความเชื่อ และความต้องการของตนเอง เปิดรับกับทุกความรู้สึกของตนเองและเปิดรับความรู้สึกของผู้อื่น ให้มากขึ้น เห็นช่องทางที่จะพัฒนาตนเองบนความเป็นลักษณ์ 7 ผดุงตน คนคอเดียวกันของตนเองต่อได้
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    งานวิจัยแบบฉัน (งานวิจัยมุมมองที่หนึ่ง)
    (2557) ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; หิมพรรณ รักแต่งาม; จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร; เพริศพรรณ แดนศิลป์; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    จิตตปัญญา คาเฟ่ : ร้านกาแฟเพื่อการเรียนรู้ตามแนวคิดจิตตปัญญา
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) การวิก กีรติวุฒิ; จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของร้านกาแฟที่ีมีการเรียนรู้มิติภายในตามแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาและเพื่อศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้มิติภายในของผู้ใช้บริการร้านกาแฟที่สอดคล้องกับแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา งานวิจัยนี้ศึกษาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. องค์ประกอบของร้านกาแฟ 2. กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในร้านกาแฟที่สอดคล้องกับแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา 3. ประสบการณ์การเรียนรู้มิติภายในของผู้ใช้บริการภายใต้บริบทของร้านกาแฟ การศึกษาวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบบกรณีศึกษา (Case Study) จากกรณีศึกษาร้านกาแฟจำนวน 2 ร้าน ได้แก่ ร้านลิตเติลทรีคาเฟ่ และ ร้านฟาท่อมบุ๊คสเปซ โดยการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมของผู้วิจัย และการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าของร้านกาแฟจำนวน 4 คน และผู้ใช้บริการร้านกาแฟแห่งนั้นเป็นประจำ จำนวน 7 คน รวมจำนวน 11 คน ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ประสบการณ์การเรียนรู้มิติภายในของผู้ใช้บริการ ตลอดจนชุมชนการเรียนรู้มิติภายในสามารถเกิดขึ้นภายใต้บริบทของร้านกาแฟได้ โดยมีหัวใจสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. คุณภาพภายในของเจ้าของร้าน 2. องค์ประกอบเชิงกายภาพของพื้นที่และบรรยากาศ 3. กิจกรรมและ กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิดจิตตปัญญาศึกษา นอกจากนี้ผลการวิจัยยังพบว่า ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงมิติภายในภายใต้บริบทร้านกาแฟในด้านการพัฒนาตนเอง ด้านการพันาความสัมพันธ์ และด้านความเข้าใจธรรมชาติและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลหลอมรวมกับสรรพสิ่ง ซึ่งประสบการณ์การเรียนรู้มิติภายในของผู้ใช้บริการภายใต้บริบทของร้านกาแฟเหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงมิติภายในที่สอดคล้องกับวิถีของจิตตปัญญาศึกษาทั้งสิ้น
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    บนเส้นทางชีวิตภายในของหมอประเวศเส้นทางสู่ความสุขของคนทั้งหมด
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) จารุปภา วะสี; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; ธนา นิลชัยโกวิทย์
    ในช่วงเวลาที่สังคมต้องการความเข้าใจสำคัญบางอย่างเพื่อนำพาผู้คนออกจากวิกฤตที่รุมเร้า งานวิจัยชิ้นนี้ทำขึ้นเพื่อศึกษาชีวประวัติของนายแพทย์ประเวศ วะสี ซึ่งเป็นบุคคลท่านหนึ่งที่ ก้าวผ่านวิกฤตในตนเอง และนำพาผู้คนให้ก้าวผ่านวิกฤตอย่างสร้างสรรค์ด้วยปัญญาและความกรุณา ผลการวิจัยพบเส้นทางชีวิตที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาศักยภาพระดับสูงของมนุษย์ จากเด็กในครอบครัวชาวชนบทที่ยากจน สู่การเป็นปราชญ์ของแผ่นดินตามความใฝ่ฝันหมอประเวศ ตั้งคำถามกับตนเองเสมอมาว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นความ เพียรหาความรู้ที่ใช้งานได้ การมีความใฝ่ฝันยิ่งใหญ่และรู้วิธีจัดการให้ฝันเป็นจริง การปฏิบัติตนตาม หลักชาวพุทธอย่างเคร่งครัด และการมีกัลยาณมิตรร่วมทางจำนวนมากทำให้หมอประเวศมีพลังชีวิต ที่สามารถรับมือกับแรงเสียดทานจากรอบทิศได้อย่างต่อเนื่องและไม่ท้อถอย โดยที่วิถีชีวิต รวมทั้ง แนวทางการทำงานและการปฏิบัติภาวนาที่ท่านทำมาตลอดกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้จิตใจและ จิตวิญญาณของท่านพัฒนาขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนเกิดจิตสำนึกใหม่ที่เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของ สรรพสิ่งและสามารถบอกทางสังคมให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางของความสุขและสันติ ผู้วิจัยเสนอว่า เราสามารถนำความเข้าใจที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อหาทางออกจากการติดตันทางสังคมในปัจจุบัน โดยเกื้อหนุนให้ผู้คนพบการเรียนรู้ที่ดีเพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ที่ ซ่อนเร้นอยู่และเป็นพลังร่วมในการผลักดันสังคมให้เปลี่ยนผ่านสู่พัฒนาการขั้นใหม่
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    บาดแผลและบทเรียน : ประสบการณ์การเยียวยาบาดแผลภายในตน
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2559) ฆนรส ตัญยงค์; สมสิทธิ์ อัสดรนิธี; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research design) แบบอัตชีวประวัติ (Autobiography) ที่ศึกษาประสบการณ์การใคร่ครวญบาดแผลภายในตน ในระหว่างการศึกษาหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษา ในช่วงปีการศึกษา 2554-2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษาที่ก่อให้เกิดการใคร่ครวญอันจะนำไปสู่การคลี่คลายบาดแผลในจิตใจ โดยใช้วิธีการเล่าเรื่อง หรือการบรรยายในเชิงวิเคราะห์ (Narrative approach) แบบสืบค้นประวัติ ผ่านงานศิลปะ เพื่อนำเสนอประสบการณ์การใคร่ครวญบาดแผลภายในตน ผลการวิจัยพบว่า (1) จิตตปัญญานำทางให้ผู้วิจัยได้ย้อนกลับไปสู่ในอดีต เพื่อเยียวยาบาดแผลและทุกข์มากมายที่มี เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ ผู้วิจัยเริ่มมองเห็นบางสิ่งในบาดแผล 1.1 บาดแผลในอดีตที่เกิดขึ้นจากครูในวัยเด็ก เป็นบาดแผลที่ทำให้รู้สึกอับอาย ผิดหวัง บาดแผลนี้เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก จากความคิด ความเชื่อที่ว่า ครูต้องเป็นคนดี ไม่ล้อเลียนเด็ก เริ่มสั่นคลอน 1.2 บาดแผลในอดีตที่เกิดขึ้นจากครอบครัว เป็นบาดแผลที่ทำให้รู้สึกผิดหวัง และเสียใจ จากความคิด ความเชื่อที่ว่า พ่อแม่ต้องเชื่อมั่นในตัวตนของลูก 1.3 บาดแผลในอดีตที่เกิดขึ้นจากจิตตปัญญา เป็นบาดแผลที่ทำให้รู้สึกเสียความรู้สึก และสูญสิ้นศรัทธา จากทั้งหมดทั้งมวลที่มี จากความคิด ความเชื่อที่ว่า ครูที่จิตตปัญญาจะต้องเชื่อมั่นในตัวตนของศิษย์ เชื่อมั่น ในความเป็นมนุษย์ หากพิจารณาแต่ละบาดแผล จะพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้บาดแผลทั้งหมด ภายใต้เหตุการณ์ทั้งหมดที่ทำให้ตรงนี้แตกสลาย ที่เป็นคุณค่าและความหมายที่ได้หายไปจากชีวิต นั้นคือ "ความเชื่อมั่น " (2) ความรัก ความห่วงใย ความใส่ใจที่เพื่อนได้มอบให้ นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้วิจัยมีแรงหยัดยืน และความเชื่อมั่น ในความเป็นศิษย์จากครู ครูผู้มอบความรักโดยไม่มีเงื่อนไข ผู้เชื่อในความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของศิษย์ก่อนหน้าที่ท่านจะมอบความรู้และความเข้าใจในชีวิต กัลยาณมิตรทั้งสองหล่อหลอมให้ผู้วิจัยได้มองเห็นสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ค่อยๆ เปิดใจ และกล้าที่จะเผชิญกับโลกภายในที่เจ็บปวดทุกข์ทรมาน (3) ศิลปะย้อนกลับไปทำให้ผู้วิจัยมองเห็น กล้ากลับไปสัมผัสกับบาดแผลและความรู้สึกต่างๆอย่างลึกซึ้ง กลับไปยินดีกับสิ่งที่ผ่านมาได้อย่างภาคภูมิกลับไปเข้าใจและสามารถยอมรับมัน และเมื่อได้กลับไปเห็นบาดแผล ไม่เพียงแต่เป็นการกลับเข้าไปในสภาวะภายในแต่ศิลปะยังหลอมรวมร่างกายและจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    มิติภายในของกระบวนกรสู่เส้นทางการเปลี่ยนแปลงมิติภายในของฉันในฐานะกระบวนกร
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2560) ฐาณารัตน์ สุธนากุลวิทย์; สมสิทธิ์ อัสดรนิธี; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามิติภายในที่เป็นหัวใจของการเป็นกระบวนกรเพื่อการเรียนรู้ด้านในคืออะไร และเพื่อนำข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการศึกษามิติภายในของกระบวนกรมืออาชีพทั้ง 3 คนนามาใช้ในการสังเกตและการทางานในฐานะกระบวนกรของตนเองในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางมิติภายในผ่านประสบการณ์ตรงผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน วิธีวิทยาการวิจัยแนวปรากฎการณ์วิทยา (Phenomenological research) และวิธีวิทยาการวิจัยแบบฮิวริสติก (Heuristic research) ควบคู่กัน โดยนำเสนอผ่านเรื่องเล่าจากมุมมองผู้วิจัย ผลการศึกษาพบว่า จากการได้ติดตามและพูดคุยกับกระบวนกรทั้งสามคนทำให้ได้มองเห็นความหมายของมิติภายในที่เป็นหัวใจของการเป็นกระบวนกรเพื่อการเรียนรู้ด้านในว่า ประกอบไปด้วย การยอมรับในทุกส่วนของตนเอง,การยอมรับในความผิดพลาดและล้มเหลวได้ ,การทำงานกับตนเอง, สติและการภาวนา และท้ายสุดคือ ชีวิตและการเป็นกระบวนกรเป็นเส้นทางเดียวกัน ซึ่งทั้ง 5 หัวข้อนี้เป็นสิ่งที่ผู้วิจัยได้ซึมซับมาจากกระบวนกรแต่ละคน และมองว่า เมื่อกระบวนกรมีทั้ง 5 ประเด็นตระหนักอยู่ภายในหัวใจ ย่อมทำให้หนทางในการเป็นกระบวนกรของตนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ใจ ด้วยเพราะตนไม่ใช่เพียงผู้สอน แต่เป็นผู้ใช้ชีวิตอย่างเป็นหนึ่งเดียวตามที่ตนสอนในส่วนของการเปลี่ยนแปลงมิติภายในของตัวผู้วิจัยในฐานะกระบวนกรนั้น ก็ได้พบว่า ตลอดเส้นทางทั้งการพูดคุยและจัดกระบวนการเรียนรู้ รวมไปถึงองค์ประกอบในชีวิตได้พาให้ผู้วิจัยได้เห็นสิ่งที่เป็นความเคยชินของตน เช่น การเปรียบเทียบ ความคาดหวังต่อตนเอง ฯลฯ ซึ่งการได้ทำงานกับตนเองตลอดเส้นทางทำให้ผู้วิจัยได้ก้าวข้ามจากตัวตนเดิมไปสู่ตัวตนใหม่ และมองเห็นความหมายของความเป็นคนธรรมดาที่ยังมีทั้งความสวยงามและความผิดพลาดปะปนกัน และมองเห็นว่าแม้เส้นทางนี้จะเริ่มต้นจากการมองเห็นภายในตนเอง แต่ท้ายสุดแล้วมันคือหนทางเดียวกันสู่การมองเห็นและเข้าใจในผู้อื่นเช่นกัน โดยมีปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเกิดการใคร่ครวญตนเอง การใคร่ครวญผ่านผู้อื่น และการลงมือทำด้วยประสบการณ์ตรง
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    เมื่อฉันเป็นกระบวนกร : กระจกสะท้อนความเข้าใจในตัวฉัน
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2559) ธนิดา อภิสิทธิ์; หิมพรรณ รักแต่งาม; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การเป็นกระบวนกรของตนเองอันส่งผลต่อการทำความเข้าใจในตนเองด้วยการเขียนเชิงอัตชีวประวัติซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งของระเบียบวิธีวิจัยแบบการสืบค้นด้วยเรื่องเล่า เพื่อย้อนกลับไปศึกษาประสบการณ์การเป็นกระบวนกรในอดีตของตนเองในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 - 2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเข้มข้นที่ผู้วิจัยได้เรียนรู้และฝึกฝนตนเองผ่านการเป็นกระบวนกร งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยตนเองที่ทั้งผู้วิจัยและผู้ถูกวิจัยเป็นบุคคลคนเดียวกันใช้สรรพนามเรียกแทนตัวเองว่า "ฉัน" และนำเสนอเรื่องเล่า ในหลายรูปแบบทั้งความเรียง บทกวีและงานศิลปะเพื่อสื่อความให้ผู้อ่านได้รับรู้อย่างเป็นธรรมชาติ ผลการวิจัยพบว่า การทำงานกระบวนกรเปรียบเสมือนกระจกที่สะท้อนให้ผู้วิจัยได้มองเห็น กระบวนการทำงานของโลกภายในที่เกิดขึ้นในตนเอง เช่น สภาวะความกลัว ความอยาก ความคาดหวัง การไม่ยอมรับในตนเองและการยึดติดกับภาพอุดมคติที่สมบูรณ์แบบจนทำ ให้ชีวิตไม่มีความสุข ผู้วิจัยได้มองเห็นแบบแผนความคิด ความเชื่อและการตีความต่อสิ่งต่าง ๆ ในแบบที่คุ้นชินซึ่งสร้างความทุกข์ให้แก่ตนเองซึ่งประกอบด้วย 1. แบบแผนการใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความคิด ความฝันในอนาคต 2. แบบแผนการใช้ชีวิตที่ยึดติดอยู่กับประสบการณ์ฝังใจในอดีตที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้วิจัยสามารถมองเห็นตนเองและสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความเป็นจริง "การฝึกสติตระหนักรู้ในตนเอง" จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถรับรู้ตนเองและสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงส่งผลให้เกิดความรัก ความเข้าใจและการยอมรับตนเองได้มากยิ่งขึ้น การค้นพบความหมายใหม่ของการเป็นกระบวนกรซึ่งก็คือวิถีของการหลอมรวมสิ่งที่ได้เรียนรู้มาฝึกใช้ในชีวิตประจำวันผ่านการใคร่ครวญตนเองอยูเ่สมอยังส่งผลต่อความเข้าใจในการดำเนินชีวิตต่อไปของผู้วิจัยด้วย
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    วิ่งเพื่อการภาวนา
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) จักรกฤษณ์ ฉัตรวีระชัยกิจ; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; ชัชวาลย์ ศิลปกิจ
    งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการวิ่งเพื่อการภาวนา โดยใช้วิธีเชิงเอกสารและวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อประมวลผล ผลการศึกษาพบว่า การวิ่งเพื่อการภาวนาคือ การภาวนาในขณะกำลังวิ่ง การภาวนามี 2 วิธีคือ สมถภาวนาและวิปัสนาภาวนา สมถภาวนา คือการฝึกอบรมจิตใจให้เกิดความสงบหรือการฝึกสมาธิ วิปัสสนาภาวนา คือการฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงหรือการเจริญ ปัญญา ดังนั้นการวิ่งเพื่อการภาวนาจึงทำได้สองแบบคือ การวิ่งพร้อมกับมีสติอยู่กับลมหายใจเพื่อให้จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว ผลที่ได้คือจิตเกิดสมาธิ แบบที่สองคือการวิ่งพร้อมกับมีสติและสัมปชัญญะอยู่กับลมหายใจและอิริยาบทของการวิ่ง สังเกตสิ่งที่มากระทบกายและใจ ผลที่ได้คือจิตเห็นความ เป็นจริงที่เกิดขึ้นโดยไม่วิเคราะห์ตัดสินการวิ่งเพื่อการภาวนาจะให้ประโยชน์กับผู้ปฏิบัติสองทางคือ ร่างกายที่แข็งแรง และจิตที่มีสติรวดเร็ว มีสมาธิที่ตั้งมั่น ซึ่งทั้งร่างกายและจิตที่ได้รับการฝึกฝนนี้จะทำให้มีอายุยืนยาวและมีความสุข
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    เส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภคอย่างมีสติ
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2557) อารียา มหาวรมากร; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย; เพริศพรรณ แดนศิลป์
    ปัจจุบันนี้มนุษย์ทั้งหลายรวมทั้งผู้วิจัย หลงอยู่ในกระแสบริโภคนิยมอย่างขาดสติ เป็นเพียงความสุข จอมปลอมที่พึ่งพิงวัตถุภายนอกมาเติมเต็มจิตใจ และจะแปรผันเป็นความทุกข์เมื่อไม่ได้บริโภคตามที่ใจต้องการ การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภคอย่างมีสติ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการศึกษาประวัติศาสตร์ชีวิต (Autobiography) ของผู้วิจัยสู่การบริโภคอย่างมีสติ เป็นการวิจัยแบบมุมมองที่หนึ่ง (First Person Research) ใช้วิธีการเล่าเรื่องหรือการบรรยายเชิงวิเคราะห์ (Narrative Approach) จากการศึกษาชีวิต ผู้วิจัยพบว่า องค์ประกอบสำคัญในการเปลี่ยนแปลงผู้วิจัยสู่การบริโภคอย่างมีสติ ประกอบด้วย 1) การเจริญสติในชีวิตประจำวัน 2) การ เรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในหลักสูตรจิตตปัญญาศึกษาและการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง มหาวิทยาลัยมหิดล กระบวนการการเรียนรู้ที่ปลุกผู้วิจัยให้ตื่นสู่การบริโภคอย่างมีสติ คือ 1) โครงงาน "ใช้จ่ายอย่างมีสติ" 2) การรู้จักและเข้าใจตนเอง ด้วยเครื่องมือนพลักษณ์และการสนทนากับเสียงภายในตน 3) การลงชุมชน 4) เข้าใจโลกผ่านสาร คดี "โฮม (HOME) เปิดหน้าต่างโลก" 5) การเรียนรู้ผ่านการติดตามคุรุ ในการศึกษาเส้นทางการเปลี่ยนแปลงตนเองสู่การ บริโภคอย่างมีสติ ผู้วิจัยศึกษาเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภคอย่างมีสติ โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนการ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ ช่วงกระบวนทัศน์ถูกสั่นคลอน และช่วงเรียนรู้เพื่อค้นหาความพอดีและความสมดุล ผลการวิจัยพบว่าการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากเดิมด้วยการบริโภคอย่างสุดโต่งขาดสติ ขาดการตระหนักรู้ทำให้ เกิดความทุกข์ มาเป็นการมีชีวิตเพื่อเรียนรู้ให้รู้จักและเข้าใจตนเอง ทำให้ชีวิตมีความหมายจากการพัฒนาด้านใน เพื่อการ ดำเนินชีวิตบนทางสายกลางตามหลักมรรคมีองค์แปด คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ผ่านการเจริญสติในชีวิตประจำวัน เกิดการ ค่อยๆปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ค่านิยม และทัศนคติ ทำให้เห็นคุณค่าแท้หรือคุณค่าเทียมในการบริโภค และช่วย ปรับเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่การพัฒนาของตนเองในทุกมิติอย่างเป็นองค์รวมทั้งกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ อัน นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานภายในตนเอง (Personal Transformation) เพื่อยกระดับจิตวิญญาณของ ตนเอง และขยายจิตสำนึกให้เข้าถึงความจริงขั้นสูงสุด คือ ความจริง ความดี ความงาม การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบนกระแสบริโภคนิยมที่รุนแรง ผู้วิจัยมีกัลยาณมิตรที่เป็นสังฆะแห่งการเรียนรู้ คอย ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เกิดการพัฒนาด้านในโดยเรียนรู้การดำเนินชีวิตอย่างรู้เท่าทันตน ผู้วิจัยจึงพบศักยภาพภายในตนเองที่ สามารถพัฒนาให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ ช่วยลดการพึ่งพาสิ่งต่างๆจากภายนอก ทำให้ลดการบริโภควัตถุลง ชีวิตจึงค่อยๆ ดำเนินเข้าสู่วิถีการบริโภคด้วยสติปัญญา มีความเบาสบาย ค่อยๆเกิดอิสรภาพจากภายใน เป็นการเตรียมพร้อมเดินทางไปสู่ เป้าหมาย เพื่อการวิวัฒน์จิตสำนึกของตนเองต่อไป
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    เส้นทางการเรียนรู้สู่การดูแลด้วยหัวใจ
    (มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) เกศสุดา สวนแก้ว ; ศักดิ์ชัย อนันต์ตรีชัย ; ชัชวาลย์ ศิลปกิจ
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเส้นทางการเรียนรู้สู่การดูแลด้วยหัวใจ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบอัตตชาติพันธุ์วรรณา ศึกษาการเติบโตมิติด้านในของผู้วิจัยเป็นหลักเน้นการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในบทบาทพยาบาล ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเรื่องเล่า ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของผู้วิจัยไปสู่การมีสุขภาวะในการทำงาน ซึ่งเป็นประสบการณ์บนเส้นทาง 4 ช่วง ได้แก่ ปฐมบทของการเดินทาง การแสวงหาความรู้ วิกฤตของชีวิต และหนทางสู่ใจอันเปิดกว้าง ซึ่งพาให้ผู้วิจัยก้าวข้ามภาวะหมดไฟในการทำงานและเหนื่อยล้าเกินกรุณา เส้นทางการเรียนรู้ประกอบด้วย การรู้จักตัวเองจากการเรียนรู้โลกภายใน เห็นความกลัว ความโกรธ และความทุกข์ เข้าใจความเป็นมนุษย์ผ่านกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ และบ่มเพาะจิตวิญญาณผู้ดูแลผ่านการทำงานหัตถศิลป์ และการทำงานจิตอาสา ส่งผลต่อทำงานในบทบาทพยาบาลที่เกื้อกูลผู้ป่วยในฐานะเพื่อนมนุษย์

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use