Browsing by Author "อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล"
Now showing 1 - 9 of 9
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ : กรณีศึกษาสถาปนิกที่ปฏิบัติงาน แบบฟรีแลนซ์ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) นันท์นภัส สุขวัฒนนิพัทธ์ ; ดลพัฒน์ ยศธร ; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุลสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องต่าง ๆ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาทางการเงิน ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงในการเผชิญปัญหาดังกล่าว การเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้นและตอนกลาง การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุในกลุ่มผู้ปฏิบัติงานแบบฟรีแลนซ์และความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานแบบฟรีแลนซ์กับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุในมิติต่าง ๆ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคลในกลุ่มสถาปนิกที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบบลูกโซ่จำนวน 8 คน ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยทุกคนมีการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุมีทั้งในมิติด้านสุขภาพ มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม รวมถึงในเรื่องการใช้เวลาว่างและสัมพันธภาพกับครอบครัวและบุคคลอื่น ๆ ตลอดจนมิติด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งการเตรียมพร้อมที่ผู้เข้าร่วมการวิจัยให้ความสำคัญที่สุดคือ มิติด้านเศรษฐกิจ ตามมาด้วยมิติด้านสุขภาพ นอกจากนั่นส่วนใหญ่จะมีความพร้อมในการเข้าสู่วัยสูงอายุในมิติทางสังคมและมิติด้านที่อยู่อาศัย มากกว่ามิติด้านเศรษฐกิจและมิติด้านสุขภาพ ซึ่งอาจอธิบายได้จากความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานแบบฟรีแลนซ์และ การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การทำงานแบบฟรีแลนซ์สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุและก่อให้เกิดอุปสรรคได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการของแต่ละบุคคลเป็นหลักจากผลการวิจัยครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้กลุ่มอาชีพฟรีแลนซ์เห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุในมิติต่าง ๆ และสนับสนุนการให้ความรู้ รวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างกว้างขวาง โดยข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ควรมีความกระชับและเข้าใจได้ง่ายเพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ส่วนปฏิบัติงานแบบฟรีแลนซ์ควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุในมิติต่าง ๆ เช่น ปรับพฤติกรรมเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ตลอดจนมีการวางแผนด้านเศรษฐกิจและหาเวลาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ฯลฯPublication Open Access การบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเอกชนที่ดีในต่างประเทศ(2566) ลภัสรดา จิตวารินทร์; อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; สุวิมล อุไกรษา; สุวิมล แสนเวียงจันทร์; พรปวีณ์ อุไรสวัสดิ์; ประพิมพ์พรรณ สุวรรณกูฏ; สุปราณี มอญดะ; สายรุ้ง ใจอิ่ม; ยุรฉัตร ชื่นม่วง; สิทธิพร กล้าแข็ง; ชาตรี ลุนดำ; Lapasrada Jitwarin; Uthaithip Jiawiwatku; Athiwat Jiawiwatkul; Suwimol Ukraisa; Suvimon Sanviengchan; Ponpawee Uraisawat; Prapimparn Suvarnakuta; Supranee Monda; Sairung Jaiim; Yurachat Chuenmuang; Sittiporn Klakhang; Chatree Lundamบทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์การบริหารจัดการที่ดีของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยภาคเอกชนต่างประเทศจาก 4 ทวีป ได้แก่ 1) ทวีปเอเชีย: ศึกษาจากประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ 2) เขตโอเชียเนีย: ศึกษาจากประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย 3) ทวีปยุโรป: ศึกษาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร 4) ทวีปอเมริกาเหนือ: ศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา โดยใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยจากหนังสือ วารสาร บทความวิจัย บทความวิชาการ นโยบาย ในรูปแบบสิ่งพิมพ์และสิ่งพิมพ์ออนไลน์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 - 2021 รวมทั้งสิ้น 72 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการสังเคราะห์ครั้งนี้ ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลที่ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูล และการสรุปผลการศึกษา พบว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเอกชนในต่างประเทศมีการบริหารจัดการที่ดีร่วมกันอยู่ 15 ประการ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ 2) การบริหารจัดการหลักสูตรอย่างเป็นระบบ 3) การบริหารจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ 4) การบริหารจัดการบุคลากรอย่างเป็นระบบ 5) การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย 6) การจัดการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและการเรียนรู้ 7) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน 8) การดูแลและพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน 9) การส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและดูและสุขภาพ 10) การส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา ภาษาและการสื่อสาร 11) การส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม ปลูกฝังคุณธรรมและความเป็นพลเมืองดี 12) การส่งเสริมเด็กในระยะเปลี่ยนผ่านให้ปรับตัวสู่การเชื่อมต่อในขั้นถัดไป 13) การเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี 14) การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน และ 15) การจัดการความรู้ภายในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยItem Open Access การศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาหูหนวกระดับปริญญาตรี(มหาวิทยาลัยมหิดล., 2565) วิภาวี เขียวขำ; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; ปรเมศวร์ บุญยืนการศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาหูหนวกระดับปริญญาตรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับทักษะในศตวรรษที่ 21 และปัจจัยที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 รวมไปถึงแนวทางการส่งเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาหูหนวกในระดับปริญญาตรี ทำการศึกษาในปีการศึกษา 2564 โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 117 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ทักษะในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาหูหนวกในระดับปริญญาตรี จากการวิจัยพบว่าทักษะในศตวรรษที่ 21 รายด้านที่มีระดับทักษะอยู่ในระดับมาก 3 อันดับแรกคือ ทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ ทักษะด้านการทำงาน การเรียนรู้ และการพึ่งตนเอง และทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ ในขณะที่ระดับทักษะน้อยที่สุด 3 อันดับท้ายอยู่ในระดับปานกลาง คือ ทักษะการเขียน ทักษะทางคณิตศาสตร์ และทักษะการอ่าน ในด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 พบว่า 1) การพักอาศัยในระหว่างศึกษาส่งผลต่อทักษะด้านความเข้าใจความต่างวัฒนธรรมต่างกระบวนทัศน์ 2) การเข้าร่วมกิจกรรมหรือชมรมของนักศึกษาส่งผลต่อทักษะทางคณิตศาสตร์ 3) ประวัติความพิการส่งผลต่อทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ และทักษะด้านการทำงาน การเรียนรู้และการพึ่งตนเอง 4) การสื่อสารของครอบครัวหรือผู้ปกครองโดยใช้ภาษามือส่งผลต่อทักษะทางคณิตศาสตร์และทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และ 5) การมีครูหรือรุ่นพี่ต้นแบบที่เป็นคนหูหนวกส่งผลต่อทักษะทางคณิตศาสตร์ ทักษะด้านการคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และทักษะด้านการทำงาน การเรียนรู้และการพึ่งตนเอง ในด้านปัจจัยการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อทักษะในศตวรรษที่ 21 คือ ปัจจัยด้านผู้เรียน และแนวทางในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 คือการสนับสนุนให้นักศึกษาฝึกหาข้อมูลข่าวสาร เปรียบเทียบและวิเคราะห์ข้อมูล ฝึกทักษะภาษาไทยและเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ผ่านสื่อเรียนรู้ด้วยตนเอง และจัดกิจกรรมหรือโครงการเสริมทักษะในศตวรรษที่ 21 ในรูปแบบการจำลองสถานการณ์ รวมถึงสนับสนุนให้ผู้สอนเป็นคนหูหนวกที่มีความรู้ในด้านเนื้อหาอย่างถูกต้องและสามารถอธิบายและยกตัวอย่างได้เป็นอย่างดี ในด้านหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนควรร่วมกันพิจารณาออกระเบียบข้อบังคับหรือกฎหมายที่ระบุอย่างชัดเจนสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกเป็นคนหูหนวก ให้เรียนภาษามือระดับพื้นฐานสำหรับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และเข้าอบรมความรู้เรื่องวัฒนธรรมของคนหูหนวกItem Metadata only การส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและพฤติกรรมสังคมของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่น(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2560) ปริญญ์ยุพา ฮวดปากน้ำ; ดลพัฒน์ ยศธร; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุลพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและพฤติกรรมสังคม มีความสำคัญต่อพัฒนาการโดยรวมของเด็กปฐมวัย กิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่น เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการนี้ได้ การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มุ่งประเมินและเปรียบเทียบพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและพฤติกรรมสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่น กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัย อายุระหว่าง 4-5 ปี ที่ศึกษาอยู่ในระดับอนุบาลชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2558 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการคัดกรองพัฒนาการด้วยแบบทดสอบพัฒนาการ Denver II แล้วพบว่า มีพัฒนาการล่าช้า หรือมีข้อควรระวังด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก จำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบวัดพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก แบบประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อน (SDQ) แผนการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่นจำนวน 24 แผน ที่สร้างโดยผู้วิจัย และสมุดบันทึกพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรม ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาที การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการศึกษาก่อนและหลังการทดลองใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการประดิษฐ์ของเล่นโดยรวม สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่พฤติกรรมสังคมด้านสัมพันธภาพ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ส่วนด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนพบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติItem Metadata only การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับความสุขในการทำงาน(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) ธาริน จันทรจตุรงค์ ; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล ; ศิวะพร ภู่พันธ์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบผลงานการวิจัยในประเด็นความสุขในการทำงาน 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยต่างๆ รวมไปถึงวิธีการศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน และ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาความสุขในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ คือผลงานการวิจัยที่ปรากฏอยู่บนฐานข้อมูลออนไลน์ ในโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLis) ที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2551-2560 จำนวน 20 เรื่อง จากงานวิจัยที่สามารถสืบค้นได้จำนวน 60 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้คือแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และ แบบบันทึกข้อมูลรายงานผลการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และคำนวณหาค่าอิทธิพลด้วยสูตรของ Cohen's d ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสำรวจ ทฤษฎีและแนวคิดที่ถูกนำมาใช้ในงานวิจัยมากที่สุด คือแนวคิดความสุข 8 ประการของ สสส. โดยรูปแบบงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ในส่วนของการหาค่าขนาดอิทธิพล พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความสุขในการทำงานมากที่สุด คือ กระบวนการเรียนรู้ และแนวทางการพัฒนาความสุขในการทำงานคือ องค์กรควรตระหนักถึงความสำคัญของความสุขในการทำงานของบุคลากร โดยควรมุ่งเน้นความสำคัญของพัฒนาการทางกาย จิตใจ และสังคม รวมถึงควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสุขในการทำงานทั้ง 8 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการเรียนรู้ดี ด้านการจัดการอารมณ์ดี และ ด้านสุขภาพดีItem Metadata only การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) รชฏ มงคล; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; สาวิตรี ทยานศิลป์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะองค์ประกอบของงานวิจัยและขนาด อิทธิพลของตัวแปรที่มีผลต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุที่ตีพิมพ์ในช่วงปี พ.ศ. 2551 - 2560 จำนวน 65 งานวิจัยสืบค้นจากฐานข้อมูลออนไลน์และสืบค้นด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลงานวิจัยและแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา หาค่าขนาดอิทธิพลโดยใช้สูตรคำนวณของ Cohen's d และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่เป็น งานวิจัยระดับมหาบัณฑิต ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2556 มากที่สุด ประเภทการวิจัยเป็นการวิจัยประยุกต์ทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยมีจำนวนใกล้เคียงกันสองกลุ่ม คือ ทฤษฎีทางชีววิทยาและทฤษฎีทางจิตวิทยาเครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นแบบสอบถาม และผู้วิจัยส่วนใหญ่นำเครื่องมือที่ผู้อื่นเป็นผู้พัฒนาแล้วมาใช้ ในส่วนของขนาดอิทธิพลพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมากที่สุดในแต่ละด้าน ได้แก่ ประวัติทางจิตเวชเป็นปัจจัยส่วนบุคคล ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันเป็นตัวแปรทางกาย ความว้าเหว่เป็นตัวแปรทางจิตใจ และลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นตัวแปรทางสังคมขณะที่วิธีการบำบัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุพบว่า การให้คำปรึกษา เป็นวิธีการที่ส่งผลต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมากที่สุด ส่วนกิจกรรมส่งเสริมเพื่อลดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุพบว่า การออกกำลังกายเป็นวิธีการที่ส่งผลต่อภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุมากที่สุด ข้อเสนอแนะควรส่งเสริมและเฝ้าระวังปัจจัย ทางกาย จิต และสังคม ที่พบว่ามีอิทธิพลต่อภาวะซึมเศร้าเพื่อป้องกันการเกิดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุItem Metadata only กิจกรรมโครงงานและทักษะชีวิตของเด็กมัธยมศึกษาตอนปลาย : กรณีศึกษาโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แห่งหนึ่ง(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2560) ณศศิอุษา บุษบกแก้ว; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; นนทสรวง กลีบผึ้งการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบกิจกรรมโครงงาน เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านความรู้และทักษะชีวิต ซึ่งมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ด้วย การศึกษา วิจัยเป็นแบบผสานวิธี (Mixed-method Research) แบบสามเส้า (Triangulation design) นี้ ใช้การวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษากิจกรรมโครงงานและทักษะชีวิตของเด็กมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แห่งหนึ่ง เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี การศึกษา 2559 แบบเจาะจง จำนวน 25 คน โดยใช้แบบวัดทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษา พบว่า 1) ค่าเฉลี่ย คะแนนทักษะชีวิตนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งชายและนักเรียนหญิงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะชีวิตของนักเรียนทั้งสามระดับชั้นไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะชีวิตของนักเรียนสูงทั้ง 4 ด้าน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารโรงเรียน / ครูที่ปรึกษา / ครูผู้สอน รวม 8 คน สรุปได้ว่า กิจกรรมโครงงานช่วยพัฒนาทักษะชีวิตในด้านการคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดทักษะชีวิต คือ สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนItem Metadata only ความสัมพันธ์ระหว่างความสุข ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) อุทุมพร ศรีเขื่อนแก้ว; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; สาวิตรี ทยานศิลป์งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสุข ความรอบรู้ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความสุขกับคุณภาพชีวิต และความรอบรู้ด้านสุขภาพกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ ตำบลเวียง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่เข้าเรียนในโรงเรียนผู้สูงอายุ ประจำปีการศึกษา 2560 ที่ให้ความยินยอมในการเข้าร่วมวิจัย เข้าใจภาษาไทยหรือภาษาคำเมือง ไม่มีความพิการทางด้านร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร จำนวนทั้งสิ้น 226 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามคุณภาพชีวิต ขององค์การอนามัยโลกชุดย่อฉบับภาษาไทย แบบประเมินความสุขคนไทย และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตามหลัก 3อ.2ส. ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หลังรวบรวมข้อมูลได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และหาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ความสุขกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และคุณภาพชีวิตกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลวิจัยพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นคุณภาพชีวิตกลาง ๆ ความสุขของผู้สูงอายุมีความสุขเท่ากับคนทั่วไป ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุอยู่ในระดับพอใช้ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่าความสุขมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และความสุขมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และคุณภาพชีวิตมีความสัมพันธ์เชิง บวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01Item Metadata only ปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 : กรณีศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2560) กฤติณภัทร สุขเจริญ; ดลพัฒน์ ยศธร; อธิวัฒน์ เจี่ยวิวรรธน์กุลการศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ และปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเป็นเครื่องมือ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 3 ห้องเรียน ที่ผ่านการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2558 ของโรงเรียนแห่งนี้ รวมจำนวน 90 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) แล้ววิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษาของนักเรียน มีความสัมพันธ์ทางลบกับคะแนนรวมพฤติกรรมที่เป็นปัญหา (ด้านอารมณ์ ความประพฤติเกเร สมาธิสั้น และความสัมพันธ์กับเพื่อน) แต่เมื่อพิจารณาพฤติกรรมรายด้านที่เป็นปัญหา พบว่า ด้านที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา ได้แก่ พฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง / สมาธิสั้น และพฤติกรรมเกเร / ความประพฤติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าดัชนีมวลกายที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จึงควรสนใจและให้ความสำคัญกับ การเรียนวิชาพลศึกษา และการประเมินสมรรถภาพทางกาย ทั้งนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้นักเรียนระดับประถมศึกษาได้มีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมที่สมวัย อย่างมีประสิทธิภาพ
