Browsing by Author "เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์"
Now showing 1 - 14 of 14
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only การใช้ยาปฏิชีวนะและเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยติดเตียง : การศึกษาทางมานุษยวิทยาในชุมชนชานเมืองแห่งหนึ่งของไทย(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) ภค หว่านพืช; ลือชัย ศรีเงินยวง; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์เชื้อดื้อยาเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมากเนื่องจากเป็นภัยคุกคามระดับโลก โดยหนึ่งในแนวทางควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยาคือการส่งเสริมการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผลทั้งในมนุษย์ สัตว์ และเกษตรกรรม แต่กระนั้นก็ตามในระบบริการสุขภาพผู้ป่วยติดเตียงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเชื้อดื้อยามากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่ส่งผลนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรง การรักษาตัวในโรงพยาบาลนานยิ่งขึ้น และการเสียชีวิตเนื่องจากการติดเชื้อในกระแสเลือด งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การใช้ยาปฏิชีวนะ และการติดเชื้อดื้อยาในผู้ป่วยติดเตียง รวมไปถึงการศึกษาเงื่อนไขเชิงบริบทที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ดังกล่าว นั่นคือ ระบบบริการสุขภาพ และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ป่วยและครอบครัว ด้วยวิธีการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Studies) ที่ใช้วิธีการเก็บรวบรวมเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การติดตามผู้ป่วยทั้งที่บ้านและโรงพยาบาลในชุมชนชานเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 30 กิโลเมตร โดยทำการเก็บข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงและครอบครัว จำนวน 7 ครอบครัวในระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่มิถุนายน 2562 ถึงมกราคม 2563 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยติดเตียงเผชิญกับความยากลำบากมากมายไม่เพียงแต่ปัญหาแทรกซ้อนจากความเจ็บป่วยแต่ยังรวมไปถึงความเป็นอยู่ที่ยากจน การขาดการสนับสนุนจากครอบครัว และการเข้าไม่ถึงระบบบริการปฐมภูมิ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังและมีเพียงรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุเท่านั้น อีกทั้งความเป็นเมืองส่งผลให้ความสัมพันธ์ในสังคมมีลักษณะเป็นสังคมต่างคนต่างอยู่ มีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่ปัญหาสุขอนามัย ปัญหาสุขภาพ การติดเชื้อ และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ดังนั้นบทสรุปสำคัญของการศึกษานี้ คือ สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดีในบริบทความเป็นพื้นที่ชานเมืองที่มีความสลับซับซ้อนส่งผลให้ผู้ป่วยติดเตียงต้องประสบปัญหาการติดเชื้อดื้อยา ซึ่งนโยบายการควบคุมปัญหาเชื้อดื้อยายังคงมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ เพราะฉะนั้นควรทำการศึกษาปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นระบบมากขึ้นItem Open Access การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในโครงการจังหวัดตรังปลอดบุหรี่(มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) นลิน ประคำศรี; ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; ศรัณญา เบญจกุลการศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ กระบวนการและปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมภายใต้นโยบายจังหวัดตรังปลอดบุหรี่ โดยเลือกจากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงและแบบลูกโซ่จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน ประกอบด้วยภาคประชาสังคม 10 คนและภาครัฐ 5 คน ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มพบว่าสถานการณ์การมีส่วนร่วมและบทบาทของสมาชิกภาคประชาสังคมที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดจังหวัดตรังปลอดบุหรี่ตามนโยบาย ประกอบด้วย การเป็นตัวแทนการกระจายข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ เป็นผู้เฝ้าระวังตามกฎหมาย เป็นผู้สร้างกระแสกิจกรรมในชุมชนและเป็นกำลังคนที่ช่วยหนุนเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ สามารถจำแนกตามระดับการมีส่วนร่วมได้ 3 ระดับคือ 1) ระดับผู้ปฏิบัติ เป็นกำลังคนที่ช่วยสนับสนุนการเชื่อมประสาน ดูแลพื้นที่และเป็นกำลังเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร 2) ระดับการร่วมคิด เป็นผู้ออกแบบกระบวนการและกิจกรรมในการขับเคลื่อนงานสุขภาพในชุมชนและ 3) ระดับของกลไก เป็นผู้ที่ทำหน้าที่วางแผนงานให้บรรลุเป้าหมาย การเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนงานของสมาชิกภาคประชาสังคมเริ่มต้นจากการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบจังหวัดตรังปลอดบุหรี่ให้เป็นนโยบายสาธารณะระดับจังหวัดที่ถูกพัฒนาอยู่ก่อนแล้ว ส่งผลให้เกิดการรวมตัวของสมาชิกภาคประชาสังคมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเกิดขึ้นและได้ทำงานร่วมกันจนสามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายภาคีที่มีรูปแบบการทำงานร่วมกันดังนี้ เครือข่ายรูปแบบหน่วยงานและเครือข่ายที่เกิดจากการชักชวนให้ทำงานแบบเครือญาติ ซึ่งกระบวนการทำงานได้มีการพัฒนาข้อมูItem Metadata only การรับรู้คุณภาพบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพคลินิกนวดแผนไทยประยุกต์(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) ณัฐนันท์ ศรีรักษ์ ; ศิริวรรณ ไกรสุรพงศ์ ; พิมพวัลย์ บุญมงคล ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้คุณภาพบริการของผู้รับบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพที่คลินิกนวดแผนไทยประยุกต์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศึกษาจากความคาดหวังบริการ การรับรู้บริการความแตกต่างระหว่างความคาดหวังบริการกับการรับรู้บริการ และปัจจัยที่มีผลต่อความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพบริการของผู้มารับบริการการนวดไทยเพื่อสุขภาพ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2559 จำนวน 270 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบการแจงแจกแบบทีชนิดเป็นอิสระต่อกัน (independent sample t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า ความคาดหวังคุณภาพบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพ ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และการรับรู้คุณภาพบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับระดับมาก มีเพียงด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ อยู่ในระดับมากที่สุด ความแตกต่างระหว่างความคาดหวังต่อคุณภาพบริการและการรับรู้คุณภาพบริการของผู้มารับบริการทั้งโดยรวมและรายด้าน พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยการรับรู้คุณภาพบริการทุกด้านมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าความคาดหวังต่อคุณภาพบริการ ตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อการคาดหวังคุณภาพบริการในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ จำนวนครั้งที่มารับ บริการ เพศของผู้ให้บริการ ความสามารถของผู้ให้บริการ ความคุ้นเคยกับผู้ให้บริการ สถานะทางสุขภาพแข็งแรง ส่วนรายได้ และชื่อเสียงของร้าน มีผลต่อการคาดหวังคุณภาพบริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ด้านความรวดเร็วในการตอบสนองต่อผู้รับบริการ ด้านการดูแลเอาใจใส่ ระดับการศึกษา มีผลต่อการคาดหวังคุณภาพบริการในด้านความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ การเคยเข้ารับบริการ มีผลต่อการคาดหวังคุณภาพบริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการด้านความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ ด้านการให้ความมั่นใจ ด้านการดูแลเอาใจใส่และคุณภาพบริการโดยรวม ได้แก่ จำนวนครั้งที่มารับบริการ กลุ่มผู้มีภาวะความเครียด ตัวแปรราคาที่เหมาะสม มีผลต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ด้านความรวดเร็วในการตอบสนองต่อผู้รับบริการและคุณภาพบริการโดยรวม ตัวแปรอายุ มีผลต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความรวดเร็วในการตอบสนองต่อผู้รับบริการ ตัวแปรอาชีพ มีผลต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความเป็นรูปธรรมของการให้บริการ ตัวแปรการเคยเข้ารับบริการ มีผลต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความไว้วางใจและความน่าเชื่อถือ ตัวแปรความคุ้นเคยกับผู้ให้บริการ มีผลต่อการรับรู้คุณภาพบริการในด้านความรวดเร็วในการตอบสนองต่อผู้รับบริการ จากผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพ ให้สอดคล้องกับความต้องการและความคาดหวัง เพื่อทำให้เกิดความพึงพอใจของผู้รับบริการอย่างดีที่สุดItem Metadata only ความตายและการทำให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังตายอย่างสงบ : มุมมองของนักศึกษาแพทย์(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2561) ขวัญสุดา เชิดชูงาม; โธมัส กวาดามูซ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; สุพจน์ พงศ์ประสบชัยการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการให้ความหมายของนักศึกษาแพทย์ต่อเรื่องความตาย การตายดี และการทำให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังตายอย่างสงบ บริบททางสังคมวัฒนธรรมและบริบทโรงเรียนแพทย์ที่ส่งผลต่อการให้ความหมายของนักศึกษาแพทย์ต่อเรื่องความตาย การตายดี และการทำให้ผู้ป่วยที่สิ้นหวังตายอย่างสงบ ใช้รูปแบบเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือ นักศึกษาแพทย์ชั้นปี ที่ 6 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล วิธีการเก็บข้อมูลคือ การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) รวมจำนวนผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสิ้น 16 คน มีวิธีการตรวจสอบและการวิเคราะห์ ข้อมูลด้วยการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป โดยการวิเคราะห์แบบอุปนัย (analytic induction) และ การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า อิทธิพลที่ส่งผลต่อความคิดของนักศึกษาแพทย์ต่อเรื่องความตาย ส่วนใหญ่มาจากการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ นอกนั้นเป็นอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อม สื่อต่างๆ ความคิดความเชื่อทางศาสนา ครอบครัว และ ประสบการณ์ส่วนตัว อิทธิพลที่ส่งผลต่อความคิดของนักศึกษาแพทย์ที่เห็นด้วยกับ Active euthanasia มาจากบริบทโรงเรียนแพทย์ มองเรื่องสิทธิของผู้ป่วยที่มีสิทธิ์เลือกการหยุดชีวิตในระยะท้าย และช่วยลดความทรมานจากโรคที่รักษาไม่ได้ ส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับความตายและการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เกิดขึ้นในครอบครัว เรียนรู้ผ่านรุ่นพี่จากการปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยและเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนแพทย์ อิทธิพลที่ส่งผลต่อความคิดของนักศึกษาแพทย์ที่เห็นด้วยเฉพาะกับ Passive euthanasia มาจากบริบททางสังคมวัฒนธรรม มองว่าแพทย์ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจแทนผู้ป่วย เป็นการกระทำ ที่มีความเสี่ยง และเป็นบาป ด้วยอิทธิพลความเชื่อทางศาสนาพุทธ ส่วนใหญ่มีประสบการณ์เกี่ยวกับความเจ็บป่วย ความตายและการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายกับสมาชิกในครอบครัว และมีความเชื่อทาง พุทธศาสนา ความแตกต่างทางเพศพบว่านักศึกษาแพทย์หญิง มีความคิดความเชื่อเกี่ยวเกี่ยวกับเรื่องความตายแตกต่างจากนักศึกษาแพทย์ชายด้วยอิทธิพลด้านสังคมวัฒนธรรม ข้อเสนอแนะการศึกษา โรงเรียนแพทย์ควรสอนเพิ่มเติมเรื่องเกี่ยวกับความตายและการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ที่นอกเหนือจากบริบททางการแพทย์ ในบริบทสังคมวัฒนธรรม อาทิจริยธรรมและกฎหมายItem Metadata only ความทุกข์เชิงสังคมของเกษตรกรที่ป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับใน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) สกุลรัตน์ เรืองเขตร ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; ดรุณี ภู่ขาวในยุคที่เศรษฐกิจถดถอยทำให้ภาคเกษตรกรรมของไทยตกอยู่ในภาวะลำบากส่งผลให้เกษตรกรมีปัญหาการนอนไม่หลับเพิ่มมากขึ้น บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ปัญหาจากการนอนไม่หลับความทุกข์เชิงสังคมที่เป็นสาเหตุและผลกระทบของโรคนอนไม่หลับ และ ปฏิสัมพันธ์ในระบบบริการสุขภาพที่ส่งผลต่อความทุกข์เชิงสังคมของเกษตรกร โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากเกษตรกรที่อยู่ในระหว่างการรักษาโรคนอนไม่หลับจำนวน 12 ราย บุคลากรทางการแพทย์ 3 ราย และผู้ดูแล 3 ราย ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าสาเหตุเชิงสังคมที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับเกิดจากบทบาททางเพศ ระบบทุนนิยม เกษตรกรประสบกับความล้มเหลวในการประกอบอาชีพ ปฏิสัมพันธ์ในระบบสุขภาพที่มีความขัดแย้งในเรื่องการใช้ยานอนหลับเนื่องจากเกษตรกรขาดความตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการใช้ยานอนหลับโดยไม่ระวังส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพขึ้น ซึ่งสาเหตุดังกล่าวทำให้เกษตรกรต้องอยู่ในวังวนของความทุกข์เชิงสังคมอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงของการเกิดปัญหาสุขภาพทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การวางแผนการรักษาจึงควรคำนึงถึงวิถีชีวิตของเกษตรกรและมองเห็นความทุกข์ในมิติเชิงสังคมด้วยPublication Open Access แนวคิดสุขภาพและการแพทย์ทางเลือก: มุมมองจากผู้ใช้การแพทย์ทางเลือก(2565) เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; รัชดา เรืองสารกุล; Penchan Pradubmook Sherer; Ratchada Ruangsarakulการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องสุขภาพ และประสบการณ์การใช้การแพทย์ทางเลือก จากมุมมองของผู้เลือกใช้การแพทย์ทางเลือก วิธีการศึกษาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลจำนวน 10 ราย ที่มีลักษณะทางสังคม ประชากร อาชีพที่หลากหลาย โดยเลือกแบบเจาะจงกับผู้ให้ข้อมูลที่มีประสบการณ์การใช้การแพทย์ทางเลือกหลายรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนมีมุมมองด้านสุขภาพในเชิงบูรณาการในทุกมิติ ทั้งการปราศจากโรค หรือความเจ็บป่วย การมีความแข็งแรง มีภูมิต้านทาน มีความสุข และการมีความสามารถในการดูแลตนเอง นิยามสุขภาพจึงไม่ได้มีความหมายที่คงที่ แต่ลื่นไหล เป็นพลวัตร ในขณะที่แนวคิดต่อการแพทย์ทางเลือก มีความหลากหลาย ทั้งการเป็นการแพทย์ที่ไม่ใช่การแพทย์กระแสหลัก การมีศักดิ์ศรีที่ด้อยกว่า การแพทย์แบบองค์รวม บูรณาการ เข้าถึงง่าย เป็นการแพทย์ที่ประชาชนตัดสินใจเลือก และผู้ใช้บริการต่อรองได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนแนวคิดเรื่องสุขภาพในยุคหลังสมัยใหม่ ที่มีชุดวาทกรรมที่หลากหลาย และอำนาจในตนในการมุ่งที่จะดูแลตนเอง งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะในการนำชุดวาทกรรมการแพทย์ทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์การดูแลตนเอง การรับผิดชอบสุขภาพด้วยตนเอง เพื่อการขับเคลื่อน ส่งเสริม และผลักดันนโยบายการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งในการดูแลตนเองด้านการแพทย์ทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มช่องทางการให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกที่หลากหลาย และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือก สนับสนุนองค์กรประชาคมสุขภาพในระดับรากหญ้าในการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกItem Metadata only ประสบการณ์ความเจ็บป่วยของผู้ป่วยโรคปวดเข่าเรื้อรังกับการแสวงหาการรักษาการแพทย์ทางเลือกสาขาผ่าตัดเทียม(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2561) ปาจรีย์ สังคหะ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; ธรรมรัตน์ มะโรหบุตร; ณัฐณีย์ มีมนต์การแพทย์ทางเลือกเป็นปรากฏการณ์ด้านสุขภาพที่กำลังเป็นที่แพร่หลายและมีหลายรูปแบบซึ่งสะท้อนความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลาย ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดของระบบการแพทย์กระแสหลัก การศึกษานี้เป็นการ วิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตวิสัยและประสบการณ์ความเจ็บป่วย การแสวงหาการรักษาและการรับรู้ ผลการรักษาของการแพทย์กระแสหลักและวิธีอื่นๆ อีกทั้งการรับรู้ต่อคุณภาพการรักษาการแพทย์ทางเลือกสาขาผ่าตัดเทียมของผู้ป่วยโรคปวดเข่าเรื้อรัง โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ป่วยโรคปวดเข่าเรื้อรังจำนวน 15 ราย โดยการเลือกแบบเจาะจง พื้นที่ในการศึกษา เป็นคลินิกการแพทย์แผนไทยแห่งหนึ่งที่มีการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกสาขาผ่าตัดเทียม กรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคปวดเข่าเรื้อรังซึ่งเป็นชาย 5 คน และหญิง 10 คน อยู่ในวัยผู้ใหญ่อายุ 39 - 72 ปี มีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคปวดเข่าเรื้อรังมานานมากกว่า 1 ปี 1) ผู้ป่วยโรคปวดเข่าเรื้อรังมีการให้ความหมายโรคตามมุมมองคือ เส้นเอ็นยึด เส้นตึง เข่าขัด โดยเชื่อว่าสาเหตุคือ ทำงานหนัก น้ำหนักตัวมาก โรคเวรโรคกรรม มีผลกระทบทางกาย จิต สังคม คือ งอ เหยียดเข่า และนั่งลำบาก มีความรู้สึกทรมาน หงุดหงิด รำคาญ เกรงสังคมจะตีตราเป็นคนป่วย 2) เมื่อเริ่มป่วยจะเยียวยาตนเองโดยการซื้อยากินเอง และเมื่อรุนแรงจะแสวงหาการรักษาวิธีทางหลัก หากผลการรักษาไม่ดีขึ้นหรือ แพทย์แนะนำให้ผ่าตัด จึงแสวงหาการรักษาในวิธีอื่นๆ คือไปหาหมอนวด หมอจีน หมอตอกเส้น ทั้งนี้ผู้ป่วยมีแนวคิดความเชื่อเรื่องการผ่าตัดคือ น่ากลัว มีผลข้างเคียง มีค่าใช้จ่ายสูง จึงมีการแสวงหาการรักษาวิธีต่างๆ ที่ตอบสนองต่ออาการเจ็บป่วยและสอดคล้องกับความคิดความเชื่อของตนเอง 3) ผู้ป่วยส่วนใหญ่แสวงหาการรักษาการแพทย์ทางเลือกสาขาผ่าตัดเทียม เพราะเป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด มีการรับรู้ข้อมูลโดยการบอกต่อ และมีการรับรู้ต่อคุณภาพการรักษาตามมุมมองของผู้ป่วยคือ รู้สึกเคลื่อนไหวเข่าดีขึ้นหลังการรักษา แต่ส่วนหนึ่งมีอาการเจ็บมากระหว่างการรักษา มีอาการหายช้าและไม่หายในกรณีผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องความเสื่อมของกระดูกร่วมด้วย ส่วนหนึ่งพึงพอใจการไม่เรียกกำหนดค่ารักษาที่จ่ายเองโดยสมัครใจ และวิธีการรักษา ผู้ให้บริการ สถานที่บริการ จึงตัดสินใจเลือกรักษาการแพทย์ทางเลือกสาขาผ่าตัดเทียม ข้อเสนอแนะ บุคลากรทางการแพทย์ควรมีความเข้าใจมุมมองของผู้ป่วยและมีใช้การรักษาแบบองค์รวมร่วมด้วย ภาครัฐควรส่งเสริมให้มีการพัฒนาระบบบริการในด้านการแพทย์ทางเลือกให้มีมาตรฐานและความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ควรมีการศึกษาวิจัยชิ้นอื่นที่อาจใช้แนวคิดทางมิติทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในการศึกษา ประสิทธิผลของการแพทย์ทางเลือกในศาสตร์ต่าง ๆPublication Open Access ประสบการณ์ความทุกข์ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติกับความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาพ(2566) เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; นิกร ฮะเจริญ; รัชดา เรืองสาร; Penchan Pradubmook Sherer; Nikorn Hajarean; Ratchada Ruangsarakulการศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความทุกข์และประสบการณ์ความเจ็บป่วยและการเข้าถึงบริการสุขภาพของแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสมุทรสาคร โดยวิเคราะห์บนฐานคิดของปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพที่เชื่อมโยงกับแนวคิดความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาพ ธีการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกต ผู้ให้ข้อมูลเป็นแรงงานข้ามชาติหลากหลายชาติพันธ์ และมีความเจ็บป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและกำหนดเป็นประเด็นข้อค้นพบ การศึกษาพบความทุกข์ด้านสุขภาพในหลายมิติ ได้แก่ ความทุกข์จากความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการทำงาน ความทุกข์ต่อการถูกคาดหวังให้ป้องกันการแพร่เชื้อในสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยที่จำกัด ความทุกข์ที่กลัวว่าจะเป็นที่รังเกียจ การถูกตีตราจากสังคมเมื่อเจ็บป่วย ความทุกข์กับรายได้ที่หายไปหรือกลัวถูกเลิกจ้างเมื่อเจ็บป่วย ความทุกข์จากการไม่ได้รับบริการด้านสุขภาพ การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพและข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสุขภาพ และความทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาในความเจ็บป่วยระยะยาวและการฟื้นฟูสภาพ ผลการศึกษาวิเคราะห์ได้ว่าการเจ็บป่วยและความทุกข์ที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บและการเข้าถึงระบบสุขภาพของแรงงานข้ามชาติ เกิดจากปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ ซึ่งก็คือ โครงสร้างหรือเงื่อนไขทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมที่แบ่งแยก กีดกัน ให้คนกลุ่มหนึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองและเข้าไม่ถึงทรัพยากรที่จำเป็นในชีวิตItem Metadata only ประสบการณ์ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมของเยาวชนชายในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) ศศิกานต์ ชินรัตน์ ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; พิมพวัลย์ บุญมงคล; ธรรมรัตน์ มะโรหบุตรการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ความรุนแรงและการให้ความหมายต่อความรุนแรงของเยาวชน ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อความรุนแรง และทำ ความเข้าใจต่อสถานการณ์ การกระทำความรุนแรงในเยาวชน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเก็บข้อมูลในเยาวชนชาย จำนวน 5 คน อายุระหว่าง 18 - 21 ปี ซึ่งอยู่ในการดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่ง เป็นเยาวชนที่มีการกระทำ ความรุนแรง ได้แก่ คดีลักทรัพย์ ร่วมกันฆ่า และร่วมกันกระทำชำเรา ผลการศึกษา พบว่าเยาวชนชายมีประสบการณ์ความรุนแรงทั้งในฐานะผู้กระทำ และ ผู้ถูกกระทำ อยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ใช้ ความรุนแรง เคยผ่านประสบการณ์การถูกกระทำ ความรุนแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาศัยอยู่ในสังคมที่เต็มได้ด้วยความรุนแรง เชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม อยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน ทะเลาะวิวาท แหล่งการพนัน และอาวุธที่เยาวชนสามารถหาซื้อได้ง่ายและมีราคาถูก การใช้ความรุนแรงเป็นการช่วยเหลือ ปกป้องเพื่อน นอกจากนี้สถาบันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำ ให้ใช้ความรุนแรง เป็นปกติของช่วงวัยตนที่มีการใช้ความรุนแรง เป็นการแสดงออกถึงความคึกคะนอง เท่ห์ สนุก และไม่กลัวผลกระทบที่เกิดขึ้น เยาวชนชายบางคนเลียนแบบจากละคร ภาพยนตร์ หรือเกมที่ตนเล่นบางชุมชนความรุนแรงยังเกิดจากความขัดแย้งระหว่าง สองศาสนาที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน รวมถึงการใช้ความรุนแรงเป็นการใช้กำลัง สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น การชกต่อย ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายกัน ทั้งโดยใช้และไม่ใช้อาวุธ และมีเยาวชนชายเพียงบางรายที่มองเห็นถึงความรุนแรงทางจิตใจและวาจา จากผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการรับรู้ถึงสถานการณ์ ความหมายและรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยให้มากขึ้น รวมถึงการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำความรุนแรงItem Metadata only ประสบการณ์ชีวิตผู้มีภาวะจอประสาทตาเสื่อมประเภทเรติไนทิส พิกเมนท์โตซา (RP)(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) กชนิภา พิทยเมธี; พิมพวัลย์ บุญมงคล; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์วิทยานิพนธ์ชิ้นนี้ศึกษาเรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิตผู้มีภาวะจอประสาทตาเสื่อมประเภทเรติไนทิสพิกเมนท์โตซา (RP) ในมิติของการให้ความหมายต่อโรค ความหมายต่อตัวตน ปัญหาและการจัดการชีวิต ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และครอบครัว วิธีวิทยาใช้การศึกษาเรื่องเล่า โดยมีผู้ร่วมวิจัยที่เป็นคน RP จำนวน 6 คน และผู้วิจัยเองก็มีภาวะ RP เช่นกัน ซึ่งร่วมอยู่ในเรื่องเล่านั้นด้วย อีกทั้งยังมีผู้ร่วมวิจัยซึ่งเป็นแม่ น้องสาว และเพื่อนร่วมงานที่มีปฏิสัมพันธ์กับคน RP จำนวน 3 คน รวมผู้ร่วมวิจัยทั้งหมด 9 คน และใช้กรอบแนวคิดปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) แนวคิดตราบาป (Stigma) การตีตราตนเอง (Self-Stigma) แนวคิดเทคโนโลยีแห่งตัวตน (Technology of self) ในการศึกษา ชี้ผลการศึกษาพบว่าการให้ความหมายโรค ได้แก่ ภาวะที่เหมือนอยู่ในถ้ำ แคบๆ และมืด โรคตาบอดกลางคืน โรคที่พบได้ยาก โรคที่เป็นแค่หนึ่งในล้าน โรคแห่งกรรมเก่า โรคทางพันธุกรรม และโรคที่ทำให้ขาดอิสระในการใช้ชีวิต การให้ความหมายตัวตน ได้แก่ การมีความสามารถหรือลักษณะพิเศษอย่างอื่นมาทดแทนปัญหาเรื่องสายตา เช่น มีไหวพริบดี ความจำดี หรือมีประสาทรับเสียง รับกลิ่นดี การมีบุคลิกภาพที่ดี แข็งแรง เป็นผู้ที่สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้ และคนที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ สำหรับปัญหาชีวิตของคน RP ได้แก่ การตีตราตนเอง การเกิดอุบัติเหตุในการเคลื่อนไหว ข้อจำกัดในการใช้ชีวิต อาชีพ และการทำงาน ส่วนการจัดการชีวิตคน RP มีทั้งการจัดการในระดับพฤติกรรมและระดับอัตวิสัย ในแต่ละชุดประสบการณ์คน RP มีการนำเสนอตัวตน (Technology of self) ที่ต่างกันด้วยความเป็นไปตามบทบาทหน้าที่ และสามารถลื่นไหลไปกับสถานการณ์ที่ต้องดำรงอยู่ ณ ขณะนั้นได้ด้วยความย้อนแย้งเชิงอัตลักษณ์ การมีระดับการตีตราตนเองที่ต่างกันเพราะเงื่อนไขชีวิตพื้นฐานทางสังคม ครอบครัว แรงสนับสนุน ความเข้าใจจากคนรอบข้างของแต่ละคนนั้นต่างกันItem Open Access พนักงานต้อนรับหญิงบนเครื่องบินกับความเครียดในการทำงาน: ศึกษากรณีสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) กาญจน์ณัฏฐา สาเศียร; จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์การทำงานของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง ที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ในการทำงาน และส่งต่อภาวะความเครียด โดยผู้วิจัยศึกษากลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิงสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย ที่มีสัญชาติไทย และมีอายุการทำงานตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไปจากสายการบินต้นทุนต่ำ 3 สายการบิน และมีแนวโน้มความเครียด โดยวัดผ่านแบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิต แล้วจึงทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ในสังคมสมัยใหม่การทำงานเป็นเหมือนส่วนสำคัญในการดำรงชีวิต การทำงานเพื่อปากท้องและความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความเครียดที่มาจากหน้าที่รวมถึงภาระงานที่ได้รับจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะทางด้านการบริการสูง การจัดการ และการควบคุมอารมณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าว นอกจากนี้ อาชีพที่ต้องทำงานอยู่กับความเสี่ยง รวมถึงต้องรับผิดชอบชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก ยังก่อให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน จากผลการศึกษาพบว่า ปฏิสัมพันธ์กับผู้โดยสาร ปัญหาสุขภาพร่างกายจากการทำงานบนเครื่องบิน ความคาดหวังจากครอบครัว และสภาพการทำงาน ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเครียดและจิตใจของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้คือ สังคมควรตระหนักถึงอาชีพบริการ เพราะผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญกับความกดดันจากหน้าที่การงานหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นการกระทำหรือการแสดงออกที่เป็นการกดทับ หรือผลิตซ้ำเพื่อตีตราต่ออาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินในเชิงลบ เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เมื่อใดที่บุคคลมองเห็นถึงคุณค่าในตัวเอง จะส่งผลให้ความตึงเครียดในการทำงานลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวItem Metadata only เพศภาวะ ฮาบิทัส และการออกกำลังกายด้วยมวยไทยของผู้หญิง(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2561) สุภาวดี ผุงเพิ่มตระกูล, สิบโทหญิง; พิมพวัลย์ บุญมงคล; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการรับรู้ความเป็นหญิงของผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วย มวยไทย ฮาบิทัส การให้ความหมายต่อการออกกำลังกายด้วยมวยไทยและปัญหาสุขภาพจากการก้าวข้ามไปสู่การออกกำลังกายด้วยมวยไทย โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วยมวยไทย 20 คน และจากผู้บริหารและครูมวยอีก 4 คน รวมเป็ น 24 คน ในสถานออกกำลังกายด้วยมวยไทยเขตปริมณฑล 2 แห่ง ร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมเป็นเวลา 240 ชั่วโมง ซึ่งผู้วิจัยร่วมออกกำลังกายด้วยเป็นเวลา 4 เดือน โดยใช้แนวคิด เพศภาวะ และ ฮาบิทัส มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ออกกำลังกายด้วยมวยไทยรับรู้ความเป็นหญิงของตัวเองว่าเป็นเพศที่ด้อยกว่า ต้องเพิ่มความอดทนและความเข้มแข็งในพื้นที่และรับรู้ว่าตนเองมีความเป็นหญิงน้อยกว่าความเป็นชายจากการกระทำทีพูดว่า "แมนๆ" หรือ "ลุยๆ" ในประเด็นฮาบิทัส (ลักษณะนิสัย) พบว่าผู้หญิงทุกคนมีภูมิหลังที่ได้รับการสนับสนุนการออกกำลังกาย ตั้งแต่วัยเด็กและเป็นคนลุยๆ การให้ความหมายการออกกำลังกายด้วยมวยไทยได้แก่ การทำเพื่อสุขภาพ ใช้เป็นทักษะป้องกันตัว ผ่อนคลายอารมณ์ ความสนุก และได้สังคม ซึ่งการออกกำลังกายด้วยมวยไทยก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพทางร่างกายของ เอ็นและกล้ามเนื้อ แต่กลับถูกมองว่าเป็นธรรมชาติของการออกกำลังกายจากคำพูดว่า "นักรบย่อมมีบาดแผล" ผู้วิจัยอภิปรายผลการศึกษาในประเด็นความย้อนแย้งของความเป็นหญิงในพื้นที่การออกกำลังกายด้วยมวยไทยและฮาบิทัส (ลักษณะนิสัย) โดยเปรียบเทียบกับการเล่นกีฬาของผู้ชายอื่นๆ เช่น กีฬาสโนว์บอร์ดItem Metadata only อัตวิสัย ผัสสะ และประสบการณ์ของผู้ป่วยในการใส่สายให้อาหารทางจมูก(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล , 2567) เมธิตา วิวิตรกุล ; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; พิมพวัลย์ บุญมงคลการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจอัตวิสัย ผัสสะ และประสบการณ์ด้านการใส่สายให้อาหารทางจมูกในมุมมองของผู้ป่วย ให้เห็นถึงวาทกรรมและปฏิบัติการที่ว่าด้วยสายให้อาหารทางจมูก อัตวิสัยและประสบการณ์ที่เกี่ยวกับสายให้อาหารทางจมูก อีกทั้งยังสามารถนำ ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับในมุมมองของผู้ป่วยต่อการได้รับอาหารทางจมูกมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการให้บริการทางการแพทย์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึก (in - depth interview) ในกลุ่มประชากรที่มีสายให้อาหารทางจมูกมากกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป ที่ได้กลับไปพักฟื้นที่บ้านหรือสถานที่พักพักฟื้น ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด 7 ราย ข้อมูลที่ได้ถูกนำ มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าวาทกรรมทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยได้รับทำให้ผู้ป่วยให้ความหมายของการใส่สายให้อาหารทางจมูกว่าเป็นการได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การป้องกันการติดเชื้อ และแพทย์เป็นผู้รู้มากกว่า ในส่วนของปฏิบัติการของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีการใส่สายให้อาหารทางจมูกเป็นชุดความรู้ทางการแพทย์ที่มาจากการมีข้อมูลเชิงประจักษ์มาสนับสนุน อีกทั้งแพทย์เป็นผู้ให้ความรู้และ เป็นผู้ยืนยันความรู้นั้น นอกจากนี้ยังมีนักกิจกรรมบำบัดกำกับผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ในด้านของอัตวิสัยต่อการใส่สายให้อาหารทางจมูกพบว่าผู้ป่วยรับรู้แตกต่างกันออกไปขึ้นกับความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และบริบทแวดล้อมก่อให้เกิดพฤติกรรมทั้งเชิงบวกและเชิงลบซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจในตน นอกจากนี้การใส่สายให้อาหารทางจมูกยังกระทบต่อผัสสะด้านการรับรสชาติ และการรับสัมผัส สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ที่พวกเขาต้องเผชิญ โดยพวกเขาได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ว่าสายให้อาหารเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกายส่งผลต่อการใช้และการปรับตัวทำให้รู้สึกถึงความทุกข์ทรมาน อีกทั้งยังส่งผลให้คนรอบข้างร่วมทุกข์กับผู้ใส่สายให้อาหารงานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะว่าบุคลากรทางการแพทย์ควรบอกทางเลือกให้กับผู้ป่วยร่วมด้วยเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้กลืนกินทางปาก มากกว่าการห้ามรับประทานทางปากเพียงอย่างเดียว และเพื่อเป็นการลดทอนการต่อต้านต่อรองที่อาจเกิดขึ้นตามมา อีกทั้งควรเข้าใจองค์ประกอบที่แตกต่างกันของบุคคลทั้งอัตวิสัย ผัสสะ ประสบการณ์ และบริบทแวดล้อมเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมให้บุคคลเกิดความร่วมมือที่ดีในการรักษาItem Open Access อัตวิสัยทางเพศและเพศวิถีของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง : กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร(มหาวิทยาลัยมหิดล., 2565) ขวัญสุดา ราชแก้ว; เพ็ญจันทร์ ประดับมุข เชอร์เรอร์; พิมพวัลย์ บุญมงคล; จอมพล พิทักษ์สันตโยธินการวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องอัตวิสัยทางเพศและเพศวิถีของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิถีชีวิตของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง 2) ตัวตนและอัตวิสัยทางเพศ ได้แก่ มุมมองต่อเรื่องเพศ ความสัมพันธ์ทางเพศ ความคิดความรู้สึกทางเพศ ความเชื่อและทัศนคติต่อเรื่องเพศของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง 3) สุขภาวะทางเพศที่สัมพันธ์กับ เพศวิถีและประสบการณ์ทางเพศส่งผลต่อของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง 4) การต่อรองต่อต้านในเรื่องเพศวิถีของผู้หญิงโสดในสังคมเมือง เก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 8 คน ผลการศึกษาพบว่า การย้ายถิ่นฐานเข้าสู่พื้นที่เมืองมาใช้ชีวิตเพียงลำพังทำให้ผู้หญิงโสดได้พบกับ “พื้นที่ใหม่” ที่เปิดโอกาส ให้บทเรียน ให้ประสบการณ์ การแสวงหาโอกาส ความก้าวหน้า และความเป็นเมืองได้หล่อหลอมให้ผู้หญิงโสดมีอิสระทางความคิด พฤติกรรม ตลอดจนการสั่งสมทุนทางด้านเศรษฐกิจ การศึกษานี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ความโสด เป็นแค่สถานะเพียงอย่างหนึ่ง ผู้หญิงโสดทุกคนล้วนมี “คู่” ทางความสัมพันธ์อยู่ เพียงแต่จุดมุ่งหมายของเธอในขณะนี้ไม่ได้ต้องการสร้างครอบครัว แต่ต้องการแสวงหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการศึกษาต่อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอยืนหยัด และสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองในสังคมเมือง เบื้องหลังความคิดของผู้หญิงโสดกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเหล่านี้ จึงนำมาสู่การแสดงออกทางตัวตนของแต่ละคนที่ต่างกันไป ในการนิยาม “เพศ” ของตนเองจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเพศสรีระที่จะมีเพียงแค่ชาย หรือหญิง แต่ยังขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของแต่ละบุคคลในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งมีความลื่นไหลไปมา ในด้านสุขภาวะทางเพศของกลุ่มผู้หญิงโสดในสังคมเมือง พบว่า ทุกคนมีการรับรู้และเข้าใจการมีชีวิตทางเพศที่รื่นรมย์ เป็นสุข ปลอดภัย และสิทธิทางเพศแสดงออกต่อความรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขทางเพศกับคู่ความสัมพันธ์ ส่วนใหญ่ปรากฏรูปแบบของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน การไปเที่ยว ดูหนัง พูดคุยกัน ปรึกษาปัญหา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพัฒนาไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ในมิติของการต่อต้าน ต่อรองพบว่า ผู้หญิงโสดทุกคนมีการรับรู้และมีความเข้าใจต่อมุมมองของสังคมและมีวิธีการปกป้องความคิด ความรู้สึกของตนเองต่อการรับมือและต่อรองกับมุมมองของสังคม ในรูปแบบที่แสดงในให้ถึงการให้คุณค่าในตนเอง การแสดงศักยภาพในด้านอื่นๆ และการยึดมั่นต่อการพัฒนาตนเอง ต่อยอด สร้างประโยชน์เพื่อสังคม
