TM-Article

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 10 of 275
  • Thumbnail Image
    Publication
    การสำรวจความคิดเห็นบุคลากรด้านความเป็นสากลของสถาบันการศึกษา
    (2565) ผ่องศรี ก้อนทอง; วริสรา ไชยพันธุ์; ปณิธี มาเอี่ยม; จิราวรรณ พึ่งสาย; ภรภัทร์ ทองพราย; Phongsri Konthong; Warissara Chaiyaphan; Panithee Maaiem; Jirawan Phuangsai; Porrapat Thongprai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. สำนักงานคณบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. สํานักงานบริการการวิจัย
    ความเป็นนานาชาติของสถาบันการศึกษามีความสำคัญในยุคโลกาภิวัตน์ และการจัดลำดับมหาวิทยาลัยโลก ความสำเร็จของพันธกิจขององค์กรต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปฏิบัติการทุกระดับ งานวิจัยนี้สำรวจความเห็นจากฐานรากครั้งแรกด้านความเป็นสากลของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้แบบสอบถามแบบตัดขวาง ในปี พ.ศ. 2561-2562 มีผู้ตอบแบบสอบถาม 267 คน (ร้อยละ 33 จากบุคลากรทั้งหมด) ประกอบด้วยบุคลากรสายวิชาการ (n=68) สายสนับสนุนวิชาการและอื่นๆ (n=106) และสายสนับสนุนวิชาชีพเฉพาะ (n=93) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อวิสัยทัศน์นานาชาติ มีความเชื่อมั่นความเป็นนานาชาติขององค์กร และประสิทธิภาพการสื่อสารภาษาอังกฤษของสายวิชาการ เห็นด้วยกับความจำเป็นการใช้ภาษาอังกฤษและการพัฒนาสู่ความเป็นนานาชาติ โดยคะแนนรวมของแบบสอบถามอยู่ระดับปานกลางถึงมาก คะแนนเฉลี่ย (mean+SD) เบี่ยงแบนจากมากสุด (3.83+0.42) เรื่องความเป็นนานาชาติของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และน้อยสุด (2.95+0.91) เรื่องความมั่นใจทักษะภาษาอังกฤษของตนเอง บุคลากรส่วนใหญ่ยินดีที่จะสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษ (76%) และสมัครใจพัฒนาภาษาอังกฤษ โดยเลือกการร่วมการฝึกอบรมร้อยละ 46.4, สันทนาการเป็นภาษาอังกฤษร้อยละ 23.6 และ ทุนศึกษา/ดูงานร้อยละ 30 การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าบุคลากรทุกระดับเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ และการธำรงความเป็นนานาชาติขององค์กร และพร้อมใจที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษ การศึกษานี้เป็นกรณีตัวอย่างการหาข้อมูลจากฐานรากเพื่อสนับสนุนรูปแบบการพัฒนายุทธศาสตร์หลักขององค์กร
  • Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษากระติกบรรจุส่วนประกอบของโลหิตชนิดเม็ดเลือดแดงเพื่อการขนส่ง
    (2564) วราภรณ์ สมวงษ์; เอกมณี พัฒนพิพิธไพศาล; ปานจิต โพธิ์ทอง; Waraporn Somwong; Akemanee Pattanapipitpaisarn; Panjit Phothong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
    การศึกษาหาวิธีการบรรจุส่วนประกอบของโลหิตชนิดเม็ดเลือดแดงเพื่อการขนส่งให้เป็นไปตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกกำหนด คืออุณหภูมิอยู่ในช่วง 1-10°C ระหว่างการขนส่งจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยมาโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการรักษาสภาพของโลหิตให้ปลอดภัยที่สุดกับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องรับเลือด วัสดุอุปกรณ์ ภาชนะบรรจุส่วนประกอบของโลหิต Gel Pack เก็บความเย็น แผ่นโฟมห่อแผ่นฟอยด์ Data logger ที่ผ่านการ Calibrate แล้ว ถุงเลือดชนิด Leukocyte Poor Packed Red Cells (LPRC) ที่หมดอายุแล้ว วิธีการศึกษา หาวิธีการจัดเตรียมภาชนะ ทำการวัดอุณหภูมิภายในกระติก โดยใช้ Data logger เก็บข้อมูลอุณหภูมิลงในคอมพิวเตอร์ เก็บข้อมูลทุก ๆ 1 นาที ทาการวัด 3 ครั้ง/จำนวนยูนิต ภายในเวลา 6 ชั่วโมง ผลการศึกษา วิธีการบรรจุภาชนะพบว่าการขนส่งเลือดตามระบบข้างต้นสามารถรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 1-10 °C ได้ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง
  • Thumbnail Image
    Publication
    Case-Control Study of Use of Personal Protective Measures and Risk for SARS-CoV 2 Infection, Thailand
    (2020) Pawinee Doung-ngern; Rapeepong Suphanchaimat; Apinya Panjangampatthana; Chawisar Janekrongtham; Duangrat Ruampoom; Nawaporn Daochaeng; Napatchakorn Eungkanit; Nichakul Pisitpayat; Nuengruethai Srisong; Oiythip Yasopa; Patchanee Plernprom; Pitiphon Promduangsi; Panita Kumphon; Paphanij Suangtho; Peeriya Watakulsin; Sarinya Chaiya; Somkid Kripattanapong; Thanawadee Chantian; Emily Bloss; Chawetsan Namwat; Direk Limmathurotsakul; Ministry of Public Health; Ministry of Public Health–US Centers for Disease Control and Prevention Collaboration, Nonthaburi; Mahidol University. Faculty of Tropical Medicine. Mahidol-Oxford Tropical Medicine Research Unit
    We evaluated effectiveness of personal protective measures against severe acute respiratory disease coronavirus 2 (SARS-CoV-2) infection. Our case-control study included 211 cases of coronavirus disease (COVID-19) and 839 controls in Thailand. Cases were defined as asymptomatic contacts of COVID-19 patients who later tested positive for SARS-CoV-2; controls were asymptomatic contacts who never tested positive. Wearing masks all the time during contact was independently associated with lower risk for SARS-CoV-2 infection compared with not wearing masks; wearing a mask sometimes during contact did not lower infection risk. We found the type of mask worn was not independently associated with infection and that contacts who always wore masks were more likely to practice social distancing. Maintaining >1 m distance from a person with COVID-19, having close contact for <15 minutes, and frequent handwashing were independently associated with lower risk for infection. Our findings support consistent wearing of masks, handwashing, and social distancing to protect against COVID-19.
  • Thumbnail Image
    Publication
    พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก และความสัมพันธ์ของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
    (2551) ถาวร มาต้น; ปิยรัตน์ บุตราภรณ์; Tavorn Maton; Piyarat Butraporn; วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินทร จังหวัดสุพรรณบุรี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
  • Thumbnail Image
    Publication
    พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในจังหวัดกาญจนบุรี
    (2552) วิวัฒน์ วนรังสิกุล; Wiwat Wanarangsikul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก ทั้งในเขตพื้นที่ที่มีการเกิดโรคและในเขตพื้นที่ที่ไม่มีการเกิดโรค รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทั้ง 2 กลุ่ม เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษารวม 400 ราย ของ 2 พื้นที่ในจังหวัดกาญจบุรี โดยแบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในเขตพื้นที่ที่มีการเกิดโรค และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในเขตพื้นที่ที่ไม่มีการเกิดโรค จำนวนกลุ่มละ 200 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกทั้งสองเขตพื้นที่ ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกในระดับปานกลาง สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกในเขตพื้นที่ที่มีการเกิดโรค ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับอาการของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนก และการศึกษา โดยปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกในระดับปานกลาง (R = 0.402) ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีในเขตพื้นที่ที่ไม่มีการเกิดโรค ได้แก่ บุคคลในครอบครัวที่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับไข้หวัดนก อายุ การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนก ความรู้เกี่ยวกับอาการของสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนก อายุ การรับรู้ประโยชน์ของการติดเชื้อไข้หวัดนก และสถานภาพในครอบครัว โดยปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกในระกับปานกลาง (R = 0.524) ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ คือ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนก และมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไข้หวัดนกให้ดีขึ้น
  • Publication
    การบริหารคนเก่ง: การประเมินความสำเร็จและความพึงพอใจ โดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2561) ผ่องศ รีก้อนทอง; สุภาพร โชติวาทิน; ไพริน บุญประเสริฐ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. สำนักงานคณบดี
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดผลสำเร็จและสำรวจความพึงพอใจของบุคลากรที่เข้าโครงการ “การบริหารคนเก่ง (Talent Management)” ของคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ระหว่างปี พ.ศ 2556 - 2560 สำหรับบุคลากรสายวิชาการรุ่นใหม่ที่มีอายุงานไม่เกิน 5 ปี โดยการสนับสนุนเงินพิเศษรายเดือน และทุนทางวิชาการ ที่เกี่ยวข้อง งานทรัพยากรบุคคลของคณะฯ มีหน้าที่ติดตามความก้าวหน้าตามเป้าประสงค์โครงการ ทุก 3 เดือน และประเมินความพึงพอใจโดยแบบสอบถามเมื่อจบโครงการ 4 ปี ผลการวิจัยพบว่า อาจารย์/นักวิจัยผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 20 ราย อายุเฉลี่ย (mean + SD) 36.5 + 3.3 ปี เป็นชาย 6 คน หญิง 14 คน ประกอบด้วยบุคลากรใหม่ 6 ราย (อายุงานน้อยกว่า 1 ปี) และบุคลากรเดิม 14 ราย (อายุงาน 1-5 ปี) หลังเข้าร่วมโครงการทุกรายมีผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้น โดย18 ราย (ร้อยละ 90) ตีพิมพ์ในฐานะผู้นิพนธ์หลัก รวมมีผลงานตีพิมพ์เพิ่มขึ้น 23 เรื่อง (ค่ามัธยฐาน 7.50; 2.00 – 23.0 เรื่อง) ด้านทุนวิจัย 19 ราย (ร้อยละ 95) มีทุนวิจัยในฐานะผู้วิจัยหลัก รวมมีทุนโครงการวิจัยทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น 27 โครงการ การเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ (ก.พ.อ. 03 หรือ ม.ม. 01) พบว่าทุกรายเสนอตามกำหนดระยะเวลาของโครงการ รวมเฉลี่ยคือ 29.10 + 10.92 เดือน และ 18 ราย (ร้อยละ 90) ได้รับผลการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการแล้ว การเปรียบเทียบระหว่างบุคลากรใหม่และบุคลากรเดิมไม่พบความแตกต่างของจำนวนผลงานตีพิมพ์ (p > 0.42) แต่กลุ่มบุคลากรเดิมส่งตีพิมพ์ได้เร็วกว่า (26.07 + 11.03 เดือน เปรียบเทียบกับ 36.17 + 6.49 เดือน, p = 0.03) การประเมินความพึงพอใจ (0-5 คะแนน) ทั้งหมด 10 ประเด็น ได้คะแนนรวม ที่ระดับปานกลางถึงดีมาก คือ 3.84 + 1.01 คะแนน โดยประเด็นการให้บริการของงานทรัพยากรบุคคล ได้คะแนนสูงสุด (4.35 + 0.59) บุคลากรทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจเหมือนกันต่อทั้ง 10 ประเด็นคำถาม (p > 0.06) ข้อเสนอแนะจากการวิจัยพบว่า โครงการ “การบริหารคนเก่ง” เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้บุคลากร สายวิชาการรุ่นเยาว์มีความก้าวหน้าทางวิชาการตามระยะเวลาที่เหมาะสม และมีความพึงพอใจต่อโครงการ งานวิจัยนี้ได้ข้อเสนอแนะคือ (1) การบริหารคนเก่ง สามารถเป็นโครงการระยะสั้นแต่ควรให้การสนับสนุนแบบครบวงจร (2) ควรมีการติดตามวัดผลความสำเร็จระหว่างโครงการ (3) งานทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่จะสนับสนุนด้านการบริการโครงการ (4) การสำรวจความพึงพอใจที่กระชับและตรงประเด็นจะได้ความร่วมมือที่ดี (5) บุคลากรรุ่นเยาว์มีความเหมาะสมที่จะเข้าโครงการ “คนเก่ง” เพื่อการพัฒนา และ (6) องค์กรควรมีการวางแผนระยะยาวเพื่อหาแหล่งทุน “การบริหารคนเก่ง” สำหรับบุคลากรรุ่นใหม่ทุกรุ่น
  • Publication
    ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่ออุปกรณ์ผูกยึดแขนหรือขาผู้ป่วยเด็กระหว่างให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำที่พัฒนาโดยพยาบาลโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน
    (2553) กองแก้ว ย้วนบุญหลิม; ปิยธิดา รุ้งมัจฉา; เนาวรัตน์ เจริญสุข; พัชรินทร์ คำอินทร์; ศุภางค์ ผาสุข; เฉลิมศรี พินิจเวชการ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
    การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi experimental research) มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษา ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการใช้อุปกรณ์ผูกยึดแขนหรือขาผู้ป่วยเด็กระหว่างให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำในเด็ก เปรียบเทียบระหว่างอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยพยาบาลโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน กับอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เดิม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้ป่วยเด็กอายุแรกเกิดถึง 6 ปีที่แพทย์สั่งให้สารน้ำ ทางหลอดเลือดดำ และรับไว้นอนในโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัย มหิดล จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นอุปกรณ์ ผูกยึดแขนหรือขาผู้ป่วยเด็กระหว่างให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำที่พัฒนาโดยพยาบาล และใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการใช้ อุปกรณ์ผูกยึดเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และเปรียบเทียบความ พึงพอใจโดยใช้ Paired T-test ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการใช้อุปกรณ์ผูกยึดแขน หรือขาผู้ป่วยเด็ก ระหว่างให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนที่พัฒนาโดย พยาบาล โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน โดยรวมแล้วอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งผลการเปรียบเทียบ ความพึงพอใจต่อการใช้อุปกรณ์ผูกยึดแขนหรือขาผู้ป่วยเด็กระหว่างให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำใน โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน แบบดั้งเดิมและแบบใหม่ที่พัฒนาโดยพยาบาล แตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ <0.001 การวิจัยนี้เป็นนวัตกรรมที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพการ พยาบาลในหอผู้ป่วย เพื่อลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนและคณะฯ และเพิ่มความพึงพอใจ ของผู้รับบริการ สอดคล้องกับแนวคิดของ อเดย์และเเอนเดอร์สัน (Aday and Andersen: 1975) อ้างในปรีชา หนูทิมและคณะ ว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของผู้มารับบริการในการรักษาพยาบาลและ ความรู้สึกที่ผู้ป่วยได้รับจากการบริการเป็นสิ่งที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่จะช่วยประเมินระบบบริการทางการแพทย์ ว่าได้มีการเข้าถึงประชาชนมากน้อยเพียงใด
  • Thumbnail Image
    Publication
    บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้านสาธารณสุข
    (2559) วิวัฒน์ วนรังสิกุล; Wiwat Wanarangsikul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน
    เพราะเหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนนทบุรีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางาน ด้านสาธารณสุข ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการและศึกษาองค์ประกอบที่ทำาให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดนนทบุรี เข้ามา มีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้านสาธารณสุข ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาคือ ตัวแทนผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน ใน “โครงการพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดนนทบุรี” จำนวน 10 คน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ระดับลึกโดยใช้แนวทาง การสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้าน สาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอน ต่าง ๆ คือ 1) รับทราบนโยบายจากสำานักงานจังหวัด เรื่อง “ยุทธศาสตร์บูรณาการการป้องกันและแก้ไขปัญหา เอดส์แห่งชาติ” 2) ร่วมเป็น “คณะอนุกรรมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดนนทบุรี” 3) วางแผน และกำหนดบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดนนทบุรี 4) ดำเนินงาน ภายใต้ “โครงการพัฒนาเครือข่ายดำเนินงานเพื่อ ป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์จังหวัดนนทบุรี” และ 5) ติดตามและประเมินผล การดำเนินงาน สำหรับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้าน สาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี 6 ปัจจัย โดยจำาแนกเป็นปัจจัยภายในองค์กรและปัจจัยภายนอก องค์กร กล่าวคือ ปัจจัยภายในองค์กร 1. กฎหมาย เกี่ยวกับการกำหนดบทบาทหน้าที่ 2. วิสัยทัศน์ของ ผู้บริหาร 3. ศักยภาพทางด้านการเงินและการคลัง 4. ความตระหนักรู้ในปัญหาเอดส์ของผู้บริหารและ ผู้ปฏิบัติงาน และปัจจัยภายนอกองค์กร 5. อำนาจ ในการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของจังหวัด 6. ความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างองค์กร ดังนั้นจึงควร ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางานด้านสาธารณสุข ในลักษณะของพหุภาคี และเจ้าหน้าที่ของทุกองค์กร ควรได้รับการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเรื่องกฎระเบียบ เกี่ยวกับงบประมาณ
  • Thumbnail Image
    Publication
    การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของบุคลากรคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยค่าดัชนีความผิดปกติ AI
    (2563) ชุติมา ปฐมกำเนิด; วชรสร เพ่งพิศ; เนตรฟ้า รักมณี; จุฑามาศ ประเสริฐศรี; น้ำฝน เอกสนธิ์; ประไพพร เตียเจริญ; ฐิติพร แก้วรุณคำ; สันติ มณีวัชระรังษี; Chutima Pathomkumnird; Wacharasorn Pangpit; Natefa Rukmanee; Jutamas Prasertsri; Namfon Ekkasonth; Prapaiporn Tiacharoen; Titiporn Kaewrunkam; Santi Maneewatchararangsri; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. ภาควิชาสุขวิทยาเขตร้อน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. ภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อนและวิทยาศาสตร์อาหาร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. สำนักงานคณบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน. ภาควิชาชีวโมเลกุลและพันธุศาสตร์โรคเขตร้อน
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของบุคลากรคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2560 จากข้อมูลทุติยภูมิแบบประเมินค่าดัชนีความผิดปกติ AI จําาแนกปัจจัยเสี่ยง และลักษณะท่าทางการทําางานที่มีความเสี่ยงการยศาสตร์ จําานวน 517 คน พบบุคลากรกลุ่มเสี่ยงทางการยศาสตร์มีความชุกร้อยละ 10.8 ในระดับมีความเสี่ยงสูงและมีความเสี่ยงสูงต้องแก้ไขทันที และมีค่าเฉลี่ยดัชนีความผิดปกติ AI ที่ 3.3±0.2 และ 4.8±0.1 ตามลําาดับ โดยพบบุคลากรกลุ่มเสี่ยงทางการยศาสตร์ในกลุ่มวิชาชีพเฉพาะ ร้อยละ 19.0 กลุ่มสายวิชาการและบริหาร ร้อยละ 12.0 กลุ่มสนับสนุนวิชาการ ร้อยละ 4.5 กลุ่มสนับสนุนทั่วไประดับปฏิบัติการและระดับช่วยปฏิบัติการ ร้อยละ 6.2 และ 6.4 ตามลําาดับ (p<0.001) โดยปัจจัยเพศ (p=0.046) และค่าดัชนีมวลกาย (p<0.001) มีความสัมพันธ์กับบุคลากรในกลุ่มเสี่ยงทางการยศาสตร์ บุคลากรกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ มีอิริยาบถนั่ง ยืน เคลื่อนไหวด้วยท่าซ้ําา ๆ และใช้กําาลังเกินตัว กลุ่มนักวิชาการและอาจารย์ ที่มีอิริยาบถนั่งทําางานอยู่กับที่ ใช้สายตาและความคิด และกลุ่มสายสนับสนุนช่วยปฏิบัติการ มีอิริยาบถเคลื่อนไหวและใช้กําาลังด้วยท่าทางไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเกิดอุบัติเห
  • Thumbnail Image
    Publication
    Recombinant Proteins as Antigens for Serological Detection of Toxoplasma gondii and Neospora caninum in Livestock
    (2021) Ruenruetai Udonsom; Supaluk Popruk; Charoonluk Jirapattharasate; Aongart Mahittikorn; รื่นฤทัย อุดรโสม; สุภลัคน์ โพธิ์พฤกษ์; จารุญลักษณ์ จิรภัทรเศรษฐ์; องอาจ มหิทธิกร; Mahidol University. Faculty of Tropical Medicine. Department of Protozoology; Mahidol University. Faculty of Veterinary Science. Department of Pre-clinic and Applied animal science,
    Toxoplasmosis and neosporosis are diseases of livestock worldwide caused by infections with closely related parasitic protozoa, T. gondii and N. caninum, respectively. Toxoplasmosis is a cause of reproductive failure in small ruminants and zoonotic, while neosporosis is a major cause of bovine abortion without zoonotic reports. The clinical signs associated with both infections are often nonspecific. Therefore, serological diagnosis is important for detection of specific antibodies induced by the infection. However, propagation of T. gondii and N. caninum tachyzoite in vitro or in vivo is required prior to crude antigen extraction, high risk in contamination of cell culture or animal facilities for parasite propagation and time-consuming process. With the use of recombinant proteins as antigens, the risk of handing viable parasites can be avoided with improving in sensitivity and specificity for the detection. Although some of T. gondii or N. caninum recombinant proteins showed a high efficacy for diagnosis, more validation and optimization are still needed to provide a high throughput performance for using in animals. This review presents advance in the application of recombinant antigens as a serological marker for the above parasites detection in livestock.