Journal: Mahidol Music Journal
60
Issued Date
2018
Resource Type
Language
tha
eng
eng
ISSN
2586-9973 (Print)
2774-132X (Online)
2774-132X (Online)
Rights
มหาวิทยาลัยมหิดล
Rights Holder(s)
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Journal Volumes
MMJ Volume 1
(2561)
MMJ Volume 2
(2562)
MMJ Volume 3
(2563)
MMJ Volume 4
(2564)
MMJ Volume 5
(2565)
Title
Mahidol Music Journal
Other Contributor(s)
Abstract
Mahidol Music Journal publishes research articles, scholarly articles, and creative works in music. It encompasses all branches of music studies including, but not limited to, music education, musicology, ethnomusicology, music business, music technology, music therapy, and includes all genres of music (classical, popular, jazz, Thai music, world music, etc.). It also accepts papers from interdisciplinary studies in which music is part of the study. Every article submitted to Mahidol Music Journal has to go through a double-blind peer review process with three reviewers per paper.
Keyword(s)
Collections
37 results
Search Results
Now showing 1 - 10 of 37
Publication Open Access การพัฒนาแบบฝึกเพื่่อการบรรเลงเดี่่ยวขิมเพลงลาวแพน(2564) กันตภน เรืองลั่น; ณัฐชยา นัจจนาวากุล; กานต์ยุุพา จิตติวัฒนา; Kantapol Ruanglun; Nachaya Natchanawakul; Karnyupha Jittivadhna; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาดนตรีศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาดนตรีไทยและดนตรีตะวันออก; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาการศึกษาทั่วไปการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกเพื่อการบรรเลงเดี่ยวขิมเพลงลาวแพน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีขอบเขตการสร้างแบบฝึกเพื่อใช้สำหรับเพลงลาวแพน ทางศาสตราจารย์ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เท่านั้นจากการศึกษาพบว่า เดี่ยวขิมเพลงลาวแพน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เพลงลาวแพนใหญ่ และซุ้มลาวแพนใช้หน้าทับลาว ในอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวเพลงลาวแพนเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองกระชับสนุกสนานมีการใช้เสียงกระทบซึ่งเป็นลักษณะเด่นของเสียงแคนเมื่อนำมาสร้างเป็นทางเดี่ยวขิมจึงพบว่าสามารถเลียนแบบเสียงประสานในแคนได้เป็นอย่างดี พบเทคนิคการบรรเลงจำนวน 12 เทคนิค ซึ่งแบ่งออกเป็นเทคนิคการสร้างเสียงประสาน เทคนิคการตีเก็บ เทคนิคการกรอเสียง และเทคนิคการสร้างเสียงพิเศษเฉพาะ ซึ่งเมื่อนำมาพัฒนาสามารถสร้างแบบฝึกได้ 26 แบบฝึก ลาวแพนเป็นเพลงเดี่ยวสูงที่ต้องอาศัยทักษะการบรรเลงเฉพาะตน แบบฝึกที่สร้างขึ้นจึงมุ่งเน้นการฝึกฝนเทคนิคต่างๆ โดยถอดโครงสร้างรูปแบบ ท่วงทำนองของเพลงลาวแพนมาใช้ในการสร้างแบบฝึกด้วยกลุ่มเสียงสำคัญของเพลง คือ ฟ ซ ล x ด ร x เป็นพื้นฐานในการสร้างแบบฝึก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคุ้นเคยกับกลุ่มเสียงนอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบฝึกที่ไล่เรียงจากง่ายไปยากมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน มุ่งฝึกทักษะด้านจังหวะ ความแม่นยำและรสมือของผู้เรียนPublication Open Access ความเป็นครูต้นแบบด้านดนตรีไทยของครูชยุดี วสวานนท์(2564) อนุกููล แว่นประโคน; ณัฐชยา นัจจนาวากุุล; Anukul Vanprakhon; Nachaya Natchanawakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาวิชาดนตรีศึกษา; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของคุณครูชยุุดี วสวานนท์ และศึกษา ความเป็นครูต้นแบบทางด้านดนตรีไทย โดยการวิจัยเชิงคุุณภาพ จากการศึกษาพบว่า ประสบการณ์และอัต ลักษณ์ความเป็นครูดนตรีของครูชยุดี วสวานนท์นั้น เกิดจากการหล่อหลอมมาจากบิดา คือ คุณพ่อพยนต์ ว สวานนท์ โดยได้รับการบ่มเพาะความเป็นนักดนตรีที่มีฝีมือขั้นสููง จนเป็นผู้มีความเป็นเลิศทางด้านการตีขิม ซึ่่ง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นครููต้นแบบทางด้านดนตรีไทย พบว่าท่านเป็นผู้มีลักษณะความเป็นครูู 3 ด้าน คือ 1. ความรู้ท่านเป็นผู้มีความรอบรู้มีความสามารถทางด้านการตีขิมในขั้นสููง มีทักษะและเทคนิคที่เป็น แบบอย่างเฉพาะของตนเอง สามารถสร้างสรรค์ทางบรรเลงขิมให้มีความโดดเด่นได้ อีกทั้งท่านยังเป็นผู้นำในการ ผู้ อนุรักษ์ มีความรอบรู้ สามารถถอธิบายองค์ความรู้ได้อย่างชัดเจน 2. คุุณธรรม จริยธรรม ท่านมีความวิริยะอุตุ สาหะ มีความขยันหมั่นเพียร ประหยัดเสียสละ อดทนและมีความเชื่่อมั่นในตนเอง เป็นผู้มีคุุณธรรมสููง เป็นแบบอย่่าง ในการทำความดีมีความกตัญญููกตเวทีและทำนุุบำรุุงพระพุุทธศาสนา มีความรัก ความห่วงใยและปรารถนาดี ต่อศิษย์ มีความสมถะและรักสันโดษ มีมารยาทดีอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักกาลเทศะ ให้ความสำคัญกับเรื่่องระเบียบ วินัย ท่านได้สร้างลููกศิษย์ทั้งเรื่่องความตรงต่อเวลา การฝึกซ้อม และเน้นย้ำเรื่่องธรรมเนียมปฏิบัติมารยาทของ การเป็นนักดนตรีที่่่ดี 3. ทักษะท่านเป็นผู้มีความสามารถทางด้านศิลปะขั้นสููง มีทักษะและเทคนิคการถ่ายทอด ที่เป็นแบบอย่างเฉพาะของตนเอง โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นความแตกต่างระหว่างบุุคคล ช่วงวัย และพื้้นฐานความรู้ท่านใช้ศิลปะการสอนโดยใช้แรงเสริมด้านบวกในการกระตุ้นผู้เรียน ให้มีกำลังใจ ใช้กระบวนการสอนโดยการแบ่งกลุ่ม โดยครููจะเป็นผู้คัดเลือกผู้นำในแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ช่วยสอน ภายใต้การดููแลของครููอีกขั้นหนึ่่ง นอกจากนั้นยังใช้กระบวนการสอนแบบเพื่่อนช่วยเพื่อน พี่ ช่วยน้อง ส่งผลให้ เกิดปฏิสัมพันธ์ที่่ดีระหว่างลููกศิษย์ต่างวัย คุุณลักษณะทั้ง 3 ประการ ถููกพัฒนามาจนกลายเป็นลักษณะนิสัยและ สั่งสมเป็นประสบการณ์ที่ส่งผลต่อการหล่อหลอมให้ท่านเป็นครููต้นแบบด้านดนตรีไทยมาจนทุุกวันนี้Publication Open Access การใช้เนื้อเพลงเพื่อการสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่่อสังคมออนไลน์ ของธุุรกิจค่ายเพลงในประเทศไทย กรณีศึกษาเฟซบุ๊กแฟนเพจ(2564) เพียงรำไพ สิทธิโสภณ; ตรีทิพ บุญแย้ม; อำไพ บูรณประพฤกษ; Piangrumpai Sitthisopon; Treetip Boonyam; Ampai Buranaprapuk; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาธุรกิจดนตรี; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาดนตรีวิทยาการวิจัยการใช้เนื้อเพลงเพื่อการสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของธุรกิจค่ายเพลงในประเทศไทย กรณีศึกษาเฟซบุ๊กแผนเพจมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดของสาร (messages) ที่มีเนื้อเพลงประกอบ ศึกษาวัตถุประสงค์การเผยแพร่สารที่มีเนื้อเพลงประกอบ รวมถึงการตอบสนองกลับของผู้รับสารที่มีเนื้อเพลงประกอบจากการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กแฟนเพจของธุรกิจค่ายเพลงในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อให้ได้แนวทางในการจัดทำและพัฒนาสารที่ใช้เนื้อเพลงเพื่อการสื่อสารทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการธุรกิจค่ายเพลงและธุรกิจด้านดนตรี โดยผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารทำการเก็บข้อมูลสารที่มีเนื้อเพลงประกอบที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กแฟนเพจของธุรกิจค่ายเพลงย้อนหลังเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งได้แก่ ค่ายเพลงวอทเดอะ ดัก และค่ายเพลงสไปร์ซซี่ดิสก์ และบันทึกข้อมูลลงตารางที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ในการจัดทำเอกสารที่ใช้เนื้อเพลงประกอบนั้น ควรเลือกใช้วิธีการเผยแพร่รูปภาพควบคู่กับคำบรรยายโพสต์ โดยใส่เนื้อเพลงในรูปภาพหรือคำบรรยายโพสต์เป็นหลัก ซึ่งควรเป็นภาพจากมิวสิกวิดีโอและภาพที่จัดทำขึ้นมาใหม่ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเพลงที่ใช้เผยแพร่โดยไม่ควรใช้ภาพหลายๆ ภาพต่อการเผยแพร่สาร1 ครั้งในส่วนของเนื้อเพลงควรเลือกใช้เนื้อเพลงจากท่อน Verse ท่อน Chorusหรือท่อน Bridge เพียง 1 ท่อน ในการจัดทำสาร ไม่ควรใส่เนื้อเลงจากหลากหลายท่อนเพลง หรือใส่เนื้อเพลงจากทั้งเพลงร่วมกันในสารเดียว ทั้งยังไม่ควรใส่เนื้อเพลงที่มีจำนวนมากกว่า 4 บรรทัดหรือมากกว่า 30 พยางค์ รวมถึงไม่ควรใช้เนื้อเพลงจากหลากหลายเพลงหรือหลากหลายศิลปินร่วมกันต่อการเผยแพร่สาร 1 ครั้งPublication Open Access การรับมือกับความไม่แน่นอนของคนดนตรี: กรณีศึกษาปัญหาในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคระบาด COVID-19 ในประเทศไทย(2563) ตรีทิพ บุุญแย้ม; Treetip Boonyam; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาธุรกิจดนตรีผู้ประกอบอาชีพในธุุรกิจดนตรีได้รับผลกระทบอย่างมากต่อการระบาดของโรคระบาด COVID-19 เนื่องจาก ในประเทศไทยเองมีการออก พรก.ฉุุกเฉิน เพื่่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคด้วยการงดการชุุมนุุมของคน จำนวนมาก ส่งผลต่อการประกอบอาชีพด้้านดนตรีต่อเนื่่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา และมี แนวโน้มว่าอาชีพนี้จะได้รับการผ่อนปรนเป็นอาชีพสุุดท้าย ผลการสำรวจเบื้องต้นด้วยแบบสำรวจผ่าน Google form กับผู้ประกอบอาชีพดนตรีในประเทศไทยพบว่า ผู้ประกอบอาชีพนี้ได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยรายได้ หายไปกว่าร้อยละ 50 จากรายได้เดิมที่เป็นอยู่ และพบว่านักดนตรีหรือนักร้องได้รับผลกระทบมากที่่สุด ในขณะ ที่ครููสอนดนตรีได้รับผลกระทบน้อยที่่สุุด การปรับตัวของผู้ประกอบอาชีพนี้คือการใช้เงินเก็บและการประกอบ อาชีพเสริม ในขณะที่กว่าร้อยละ 50 รู้สึกไม่สามารถทนต่อสถานการณ์เช่นนี้ได้อีกต่อไป ในบทความนี้ผู้เขียน นำ เสนอวิธีการรับมือของผู้ประกอบอาชีพดนตรีในต่างประเทศ และแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่ แน่นอนต่อไปในอนาคตด้วยทฤษฎี I-ADAPT ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพในธุุรกิจดนตรีPublication Open Access การเรียนการสอนการขับร้องประสานเสียง โรงเรียนบ้านเทอดไทย(2563) ช่อลดา สุุริยะโยธิน; Chorlada Suriyayothin; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาวิชาการขับร้องและละครเพลงบทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่่อนำเสนอความรู้เบื้องต้นของการขับร้องประสานเสียงการร้องเพลง การเปล่งเสียง และหลักการสร้างวงขับร้องประสานเสียงที่มีคุณภาพ กลุ่มลุ่มตัวอย่างได้รับการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง คือ กลุ่มนักเรียนที่่เป็นคณะนักร้องประสานเสียงฝั่งประถมศึกษาของโรงเรียนจากการลงพื้้นที่่พบว่า นักเรียน บางคนไม่สามารถออกเสียงในการขับร้องรวมถึงการออกเสียงภาษาไทยได้อย่างชัดเจน นักเรียนบางคนยังไม่ เข้าใจจุดมุ่งหมายในการเรียนการสอนการขับร้องประสานเสียง และบทเรียนมาตรฐานบางบทไม่สามารถใช้เพื่อ สื่อถึงอารมณ์ของเพลงบางเพลงได้ จากการสังเกตและวิเคราะห์ถึงปัญหาแล้ว ผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางในการพัฒนาบทเรียนและกิจกรรม การขับร้องประสานเสียง ดังนี้้ การเลือกใช้แบบฝึกหัดเพื่อการเปล่งเสียงขับร้อง แบบฝึกหัดในการนำ เสียงสระ มาใช้ในการฝึกเปล่งเสียงภาษาไทย และกระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าใจจุดมุ่งหมายในการฝึกซ้อม ผลที่ได้ทำให้วงขับร้อง ประสานเสียงของโรงเรียนแห่งนี้มีคุณภาพที่ดีขึ้น นอกจากนั้นแล้วการขับร้องประสานเสียงนี้้เป็นกิจกรรมที่พัฒนา ทักษะการเปล่งเสียงของนักเรียนและปรับปรุุงทักษะการประยุุกต์และเลือกแบบฝึกหัดในการสอนของครูผู้สอน ให้สอดคล้องกับอารมณ์ของเพลงให้ดีขึ้นPublication Open Access วงกลองยาวไทยใหญ่ บ้านเทอดไทย จังหวัดเชียงราย(2563) กฤตวิทย์ ภููมิถาวร; Krittavit Bhumithavara; มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดลบทความวิิชาการนี้้มีจุุดประสงค์เพื่อศึกษาให้เห็นรููปแบบดนตรีและการแสดงของวงกลองยาวไทยใหญ่ บ้านเทอดไทย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยใหญ่ เช่น การร่ายรำ การแสดง บทร้อง และดนตรีของวงชาวไทยใหญ่ เป็นต้น บทความวิชาการวงกลองยาวไทยใหญ่ บ้านเทอดไทย จังหวัดเชียงราย นำเสนอองค์ประกอบของบทความได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบเครื่องดนตรีของวงกลองยาวไทยใหญ่ มีเครื่องดนตรีที่สำคัญทั้งหมด 3 ชิ้น ได้แก่ 1) กลองยาว 2) ฉาบ 3) ฆ้อง (มองเซิ้ง; ฆ้องลักษณะพิเศษ 7 เสียง โดยใช้การบรรเลงคนเดียว) 2. ลักษณะการบรรเลงของวงดนตรี เริ่่มบรรเลงด้วยเครื่่องเคาะทองเหลือง ตามด้วย ฉาบ หลังจากนั้นกลองตอบรับตามลำดับ และไม่มีลูกจบตายตัว แล้วแต่คนใดคนหนึ่่งให้สั้ญญาณจบ 3. การฟ้อนนก คือ ศิลปะการร่ายรำประกอบจังหวะกลองยาวไทยใหญ่ โดยแต่งกายชุุดนกกินนารี 4. การประกวดประจำปี แข่งขันการแสดงดนตรีและการร่ายรำของชาวไทยใหญ่ในแต่ละเขตต่าง ๆ 5. การสืบสานวัฒนธรรมชาวไทยใหญ่ 6. ทางด้านศาสนา 7. เครื่่องดนตรีอื่่นๆ และ 8. เพลงชาวไทยใหญ่ จากการศึกษาแสดงให้เห็นถึงองค์รวมของ วงกลองยาวไทยใหญ่ บ้านเทอดไทย จังหวัดเชียงราย เพื่่อเป็นประโยชน์ต่์อผู้ที่่ ผู้นำไปศึกษาหรือต่อยอดในอนาคต ต่อไปPublication Open Access ชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดด่านสำโรง(2564) ชาธิษากมณฐ์ ธิติกุลธรณ์; ธันยาภรณ์ โพธิกาวิน; ปรีญานันท์ พร้อมสุขกุล; Chathisakamon Thitikultorn; Dhanyaporn Phothikawin; Preeyanun Promsukkul; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์การวิจัยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสารนิพนธ์ เรื่อง “ชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดด่านสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อสร้างชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดด่านสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 (2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ทั้งก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ดนตรี โดยชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดด่านสำโรง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สมุทรปราการ เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนวัดด่านสำโรง ปีการศึกษา 2563 โดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) 1 ห้องเรียน จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) ชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ (2) แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน (3) แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (gif.latex?\bar{x}) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และสถิติ t-test dependent ด้วยโปรแกรม excel ผลการวิจัย พบว่า (1) การสร้างชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ได้ศึกษาหลักสูตรปฐมวัยการศึกษา พุทธศักราช 2560 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เชื่อมโยงไปกับทักษะทางดนตรีทั้ง 6 ทักษะ แล้วนำมาทำการสร้างชุดกิจกรรมและแผนการจัดการเรียนรู้กิจกรรมตามลำดับขั้น ทั้ง 6 กิจกรรม ได้แก่ (1.1) กิจกรรมเสียงและการค้นพบ (1.2) กิจกรรมโด เร มี ฮัมเป็นเพลง (1.3) กิจกรรมมาเล่นกันเถอะ มาขยับกันเถอะ (1.4) กิจกรรมรถบัสแห่งจินตนาการ (1.5) กิจกรรมพยางค์จังหวะ (1.6) กิจกรรมนิทานเพลงสร้างสรรค์ (2) ผลการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ทั้งก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ดนตรี โดยชุดกิจกรรมดนตรีเพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบหลังเรียน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05Publication Open Access เพลงดนตรี ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ฉบับหอสมุดวชิรญาณ(2565) สนอง คลังพระศรี; Sanong Klangprasriบทความวิชาการนี้นำเสนอเพลงดนตรีที่ปรากฏในหนังสือเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ (ฉบับชำระใหม่) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รักดนตรีไทยได้เข้ามาอ่าน เพื่อให้เข้าใจถึงสาระสำคัญของเพลงดนตรีจากเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ในฐานะดุริยวรรณกรรมเพลงไทย และสาระด้านดนตรีเพื่อการอ้างอิงเชิงวิชาการ เนื้อหาในบทความประกอบด้วย (1) สารัตถะแห่งการขับเสภา (2) เพลงดนตรีในเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ขุนช้างขุนแผน เดิมเป็นนิทานอิงพระราชพงศาวดารสมัยอยุธยา ที่ชาวบ้านหรือนักเล่าเรื่องในสมัยนั้นเรียกว่า “เสภา” กรมพระสุรัสวดีได้นำมาเล่าขยายเป็นนิทานคำกลอน เพื่อขับลำนำเข้าจังหวะขยับ “กรับคู่” (ข้างละคู่) กลายเป็นแบบแผนของ “การขับเสภา” ในเวลาต่อมา ภายหลังได้มีการแต่งเติมขึ้นใหม่อีกหลายตอน หลายสำนวน โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงนำบทเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาร้องส่งให้วงปี่พาทย์บรรเลงรับ จนเกิดแบบแผนและการบรรเลงในรูปแบบ “วงปี่พาทย์เสภา” และนิยมนำบทเสภาไปบรรจุไว้ในทำเนียบขับร้อง เฉพาะที่พบในฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ มีจำนวน 73 บทร้อง/บทเพลง นอกจากนี้ ในแต่ละตอนได้ยังพบสาระเกี่ยวกับเพลงดนตรีอื่น ๆ ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง เพื่อขยายมุมมองด้านการศึกษาดนตรีไทยให้กว้างขวางและลุ่มลึกมากยิ่งขึ้นได้Publication Open Access การวิเคราะห์และแนวทางการฝึกซ้อมเพื่อการแสดง บทประพันธ์ “โหมโรงพระปรางค์สามยอด” สำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม(2565) วิษณ์กมล ชัยวานิชศิริ; อภิวัฒน์ สุริยศ; Viskamol Chaiwanichsiri; Apiwat Suriyos; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์; มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์บทประพันธ์ “โหมโรงพระปรางค์สามยอด” เป็นผลงานประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม ประพันธ์โดย วิษณ์กมล ชัยวานิชศิริ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในสถานที่สำคัญในจังหวัดลพบุรี ได้แก่ พระปรางค์สามยอด ในการสร้างสรรค์ผลงานนี้ผู้ประพันธ์ได้นำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมดนตรีของไทยมาใช้ ได้แก่ ทำนอง “ระบำลพบุรี” อันเป็นบทเพลงประจำจังหวัดลพบุรีและทำนอง “ลิงกับเสือ” ที่สื่อความหมายแทนลิง อันเป็นสัตว์เอกลักษณ์ประจำจังหวัดลพบุรี อีกทั้งได้นำเทคนิค “เหลื่อม” ในดนตรีไทย มาใช้ในการสร้างสรรค์บทเพลง นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ได้นำเทคนิคการพัฒนาทำนองดนตรี การเขียนแนวทำนองสอดประสาน และเรียบเรียงเสียงประสานในรูปแบบตะวันตกมาใช้ เพื่อสร้างสีสันให้บทประพันธ์มีความงดงามมากยิ่งขึ้น บทความชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์โครงสร้างและทำนอง ตลอดจนการนำเสนอแนวทางการฝึกซ้อมในจุดที่สำคัญ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้นำบทเพลงไปแสดงและผู้ที่สนใจการประพันธ์เพลงที่มีกลิ่นอายความเป็นวัฒนธรรมไทยต่อไปPublication Open Access การสืบทอดและการดํารงอยู่ของคณะแตรวงในอําเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม(2565) ธันยาภรณ์ โพธิกาวิน; Dhanyaporn Phothikawinการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาของคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 3) เพื่อศึกษาการสืบทอดและการดำรงอยู่ของคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้สัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยทำการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้คือ 1) ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา สภาพและปัญหาการสืบทอดและการดำรงอยู่ของคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม 2) นักดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และมีความเกี่ยวข้องกับคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม จากการนำเสนอผลการวิจัยในลักษณะการพรรณนาและพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประวัติความเป็นมาของคณะแตรวง มาจากครูดนตรีและนักดนตรีใน 4 จังหวัดด้วยกัน โดยเริ่มต้นจากครูทองด้วง เดชาชัย ครูดนตรีและนักดนตรีในจังหวัดนครปฐม ครูดนตรีและนักดนตรีในจังหวัดราชบุรี ครูทวาย ทัศนะจิตร ครูดนตรีและนักดนตรีในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และครูบุญรอด ทองคำใส ครูประคอง วิสุทธิวงศ์ ครูธินัย วิสุทธิวงศ์ ครูดนตรีและนักดนตรีในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้ในการบรรเลงแตรวงให้แก่คณะแตรวง ดังต่อไปนี้ คณะแตรวงวิเชียรเอ็นเตอร์เทน คณะแตรวงบรรเทิงศิลป์ คณะแตรวงขวัญใจศิลามูล และ คณะแตรวงสยามศิลป์ 2) สภาพและปัญหาภายในคณะแตรวง เกิดจากการสืบทอดความรู้ของคณะแตรวงและการบริหารจัดการคณะแตรวง ส่วนสภาพและปัญหาภายนอกคณะแตรวง เกิดจากสภาพสังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสุขภาพ 3) การสืบทอดและการดำรงอยู่ของคณะแตรวงในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เกิดจากการสืบอดความรู้ภายในครอบครัวและการสืบทอดความรู้จากภายนอก การปรับตัวของคณะแตรวงด้านการประยุกต์เครื่องดนตรีและการนำบทเพลงสมัยใหม่มาบรรเลง การปรับตัวในด้านการสร้างความเป็นเอกลักษณ์ การปรับตัวด้านตลาดและประชาสัมพันธ์ และการได้รับการยอมรับและการเห็นคุณค่าของคณะแตรวงในประเพณีและพิธีกรรม
