Journal:
วารสารสถาบันราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ (ชื่อเดิม : วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ)

544554

Journal Volumes

Journal Volume
RSjournal Volume 15
(2562)
Journal Volume
RSjournal Volume 16
(2563)
Journal Volume
RSjournal Volume 17
(2564)
Journal Volume
RSjournal Volume 18
(2565)
Journal Volume
RSjournal Volume 19
(2566)

Availability

Collections

Search Results

Now showing 1 - 10 of 79
  • Publication
    Music Therapy for People with Cerebral Palsy: A systematic Review
    (2559) ภุชงค์ ฉิมพิบูลย์; Puchong Chimpiboon; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์. สาขาวิชาดนตรีบำบัด
    This study aimed to synthesize research studies in music therapy for people with cerebral palsy. Nineteen quantitative research studies met the selection criteria which were collected from electronic databases including PubMed, CHINAHL, ERIC, ThaiLIS, and ProQuest. A coding form, consisting of a) publications and researchers, b) research methodology, and c) research content and music intervention, was developed as a research instrument for collecting the characteristics data from these research studies. Descriptive statistics (frequency and percentages) were used to analyse the data and describe the research findings. Result of synthesis showed that articles (84.2%) was the largest number of research studies, and were published via journals in the field of medicine (57.9%) during 2011 - 2015 (52.6%). Single-case study, one group pretest-posttest, and randomized control group pretest-posttest were equally used as research design at 21.1%. Participants in the research studies were mainly diagnosed as Spasticity (26.3%) in adolescence to early adulthood (21.1%). In terms of research contents and music intervention, Neurological Music Therapy (NMT) was the most widely used theory for developing the music intervention (42.1%). Music movement was the most popularly used (52.6%). Songs were most commonly selected by researcher based on assessment (42.1%). Audio equipment was mostly used as the music instruments or materials (25%). In respect of the number of sessions and the duration of time, the music intervention was given to participants only one time (26.3%) for 30 minutes mostly (36.8%). The outcomes were largely in the area of physical development (63.2%) such as gait, fine motor, gross motor, and step cadence. Regarding the testing results, most of the research findings were based on the hypothesis (26.3%).
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในคนหูหนวกจากงานศิลปะเซรามิค
    (2552) รานี เสงี่ยม; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
    พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในคนหูหนวกจากงานศิลปะเซรามิค เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับความคิดสร้างสรรค์ของคนหูหนวก และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างผลงานเซรามิคของคนหูหนวกให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นโดยใช้ชุดกิจกรรมในรูปแบบของงานเซรามิค กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาหูหนวกแขนงวิชาศิลปกรรมประยุกต์เครื่องดินเผา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 14 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ (The Test for Creative Thinking – Drawing Production ) และชุดกิจกรรมเพื่อใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบงานเซรามิคจำนวน 4 ชุดกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมใช้สถิติ paired t-test และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนจากแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์กับคะแนนจากการผลิตผลงานโดยการใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ( Pearson product moment correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่าคะแนนแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์หลังการทำชุดกิจกรรมเพิ่มขึ้น และคะแนนจากแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์กับคะแนนจากการผลิตผลงานมีความสัมพันธ์กัน แสดงว่ากลุ่มตัวอย่างมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในทุกชุดกิจกรรม ซึ่งการออกแบบชุดกิจกรรมเซรามิคสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอนให้สอดคล้องในแต่ละกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงอายุได้ กิจกรรมเซรามิคช่วยกระตุ้นและใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้จริงในทุกขั้นตอนของการทำงาน ส่งผลต่อการพัฒนาความคิดองค์รวมและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่คนหูหนวก
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    แบบจำลองการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพคนพิการ
    (2558) อาดัม นีละไพจิตร; ทวี เชื้อสุวรรณทวี; ปารณีย์ วิสุทธิพันธุ์; ขจรพรรณ สุวรรณสำริด; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองการ การปฏิรูปนโยบายและกฎหมายทางด้านการส่งเสริมอาชีพสำหรับคนพิการ และเพื่อศึกษาหาข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพการบังคับใช้กฎหมายในอดีต ปัจจุบัน และแนวทางหรือวิธีการในการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายในอนาคตเกี่ยวกับการส่งเสริมอาชีพ กลุ่มตัวอย่าง เป็นคนพิการและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ในพื้นที่ของจังหวัดที่มีภาคอุตสาหกรรม และจังหวัดที่มีภาคเกษตรกรรม โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายทางด้านบริการอาชีพสำหรับคนพิการ เกี่ยวข้องกับศูนย์บริการอาชีพสำหรับคนพิการ ที่เชื่อมโยงระหว่าง การศึกษา อาชีพ และสุขภาพ ข้อสรุปเกี่ยวกับสภาพการบังคับใช้กฎหมายในอดีต พบการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการในการประกอบอาชีพ และในปัจจุบันพบว่ามีการสนับสนุนให้คนพิการได้มีอาชีพ เปิดโอกาส ให้คนพิการกับบุคคลปกติสามารถอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้ง คนพิการมีความรู้ทางกฎหมายและการใช้สิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชีพและการจ้างงานคนพิการเพิ่มมากขึ้น และแนวทางหรือวิธีการในการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายในอนาคตเกี่ยวกับการบริการอาชีพ พบว่านโยบายที่สนับสนุนและส่งเสริมนโยบายมาตรา 35 ในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ(ฉบับที่2) พ.ศ. 2556 เป็นนโยบายที่เอื้อต่อการการมีรายได้ของ คนพิการ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การเปรียบเทียบกฎหมายด้านคนพิการของประเทศไทย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา
    (2548) ทวี เชื้อสุวรรณทวี; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
    การศึกษานี้เป็นวิจัยเชิงเปรียบเทียบทางด้านนโยบายสังคม (Comparative research in social policy) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ชี้ให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างนโยบายสวัสดิการสังคมด้านคนพิการ ของประเทศไทย อังกฤษและสหรัฐอเมริกา 2) ค้นหาบริบท ปัจจัยทางสังคม ความเชื่อต่อคนพิการ เศรษฐกิจ การเมือง ที่มีผลกระทบต่อการเกิดขึ้น (Ontology) และการกำหนดนโยบาย บรรทัดฐานการปฏิบัติ ต่อคนพิการ (Normative) ของทั้งสามประเทศ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการศึกษาจากกฎหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ของไทย กฎหมายการเลือกปฏิบัติต่อคน พิการ ปี ค.ศ. 1995 (The Disability Discrimination Act 1995 : DDA) ของประเทศอังกฤษ และกฎหมายคน พิการอเมริกัน ปี ค.ศ. 1990 (The Americans with Disability Act 1990 : ADA) ของประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังรวมถึงเอกสารอื่นๆ ทางด้านนโยบายด้านคนพิการของทั้งสามประเทศเท่าที่จะสืบค้นได้จาก อินเตอร์เน็ตแล้วใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธีการจำแนกประเภท (Typology analysis) และการตีความ (Interpretation) ผลการศึกษาพบว่า กฎหมาย/นโยบายทางด้านคนพิการมีสิ่งที่เหมือนกัน คือ การนิยามความพิการ การกระตุ้นให้คนพิการมีอาชีพ การมองเห็นคุณค่าของความเป็นคน การได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากภาครัฐ แต่ที่แตกต่างกันคือ ทัศนะที่มีต่อคนพิการ ทิศทางในการพัฒนาช่วยเหลือคนพิการ การมีองค์กร ติดตามด้านนโยบายอย่างจริงจัง ความชัดเจนของการนำพาคนพิการเข้าสู่อาชีพ และการมีส่วนร่วมของ สังคม การมีส่วนร่วมของคนพิการในการกำหนดนโยบายและกฎหมาย ส่วนด้านบริบท ปัจจัยทางสังคม ความเชื่อต่อคนพิการ เศรษฐกิจ การเมือง พบว่างานสวัสดิการด้านคนพิการมักเริ่มต้นจากพื้นฐานของ “ความมีใจบุญ” “ใจกุศล” “จิตเมตตาผู้อื่น” และถูกมองว่าเป็นการสงเคราะห์ และอุปถัมภ์ ไม่ทำให้คน พิการได้เติบโตและงอกงาม ต่อมาได้ถูกแนวคิดความเป็นประชาธิปไตยและทุนนิยมเข้าแทรกแซงทำให้ งานสวัสดิการผูกติดกับเศรษฐกิจทุนนิยมส่งผลให้มีการมองถึงประโยชน์ส่วนตน มีความเป็นปัจเจกเป็นที่ตั้งวาทกรรมและมายาคติที่ว่าคนจะมีคุณค่าได้นั้นต้องรู้จักเป็นที่พึงของตน คนทุกคนต้องเข้าสู่ตลาดแรงงาน แนวคิดการเสริมพลังวิถีชีวิตอิสระของคนพิการถูกหยิบยกขึ้นมาเคียงคู่กับศักดิ์ศรีความเท่าเทียมของมนุษย์ แต่ฐานคติการเสริมพลังบนเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่สามารถนำพาคนพิการให้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ เพราะคนพิการยังคงเสียเปรียบ ขาดโอกาส มีความไม่เท่าเทียมอยู่เช่นเดิม กฎหมาย “กติกาทางสังคม” ไม่ มีความศักดิ์สิทธิ์ ปัญหาการเลือกปฏิบัติยังพบเห็นได้ทั่วไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    แนวทางการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและทุกคนในสังคม
    (2550) ธนายุส ธนธิติ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะศิลปศาสตร์
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การเปรียบเทียบความเร็วในการอ่านของนักเรียนพิการทางการเห็นและนักเรียนที่มีการเห็นปกติ
    (2558) ปณิชา จิตสดใสกุล; วีระแมน นิยมพล; อิศวรา ศิริรุ่งเรือง; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
    การศึกษาการเปรียบเทียบความเร็วในการอ่านของนักเรียนพิการทางการเห็นและนักเรียนที่มีการเห็นปกติครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสำรวจความเร็วในการอ่านออกเสียงของนักเรียนพิการทางการเห็นและนักเรียนที่มีการเห็นปกติ และ (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของความเร็วในการอ่านออกเสียงระหว่างนักเรียนพิการทางการเห็นและนักเรียนที่มีการเห็นปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนพิการทางการเห็นและนักเรียนที่มีการเห็นปกติที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนร่วมสำหรับนักเรียนพิการทางการเห็นในกรุงเทพมหานครระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม. 1-3) จำนวน 4 แห่ง โดยกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนที่มีการเห็นปกติใช้การสุ่ม และนักเรียนพิการทางการเห็นเก็บข้อมูลทั้งหมด กลุ่มละ 21 คน รวม 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือบทความและแบบบันทึกข้อมูลการอ่านให้นักเรียนพิการทางการเห็นอ่านบทความอักษรเบรลล์ และนักเรียนที่มีการเห็นปกติอ่านบทความเดียวกันรูปแบบอักษรพิมพ์ โดยใช้บทความจากการประกวดอ่านและเขียนอักษรเบรลล์แห่งชาติ ครั้งที่ 14 ปี พ.ศ.2552 ของวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ผลจากการศึกษาพบว่า นักเรียนพิการทางการเห็นใช้เวลาในการอ่านมากกว่านักเรียนที่มีการเห็นปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการอ่านของนักเรียนที่มีการเห็นปกติ คิดเป็น 6.26 นาที เวลาเฉลี่ยในการอ่านของนักเรียนพิการทางการเห็น คิดเป็น 17.13 นาที และความเร็วเฉลี่ยในการอ่านของนักเรียนที่มีการเห็นปกติ คิดเป็น 121.53 คำต่อนาที ความเร็วเฉลี่ยในการอ่านของนักเรียนพิการทางการเห็น คิดเป็น 51.82 คำต่อนาที จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าการอ่านของนักเรียนที่มีการเห็นปกติสามารถอ่านได้เร็วกว่าการอ่านของนักเรียนพิการทางการเห็นถึง 2.35 เท่า ซึ่งสามารถนำความแตกต่างไปเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการกำหนดมาตรฐานในการเพิ่มเวลาสอบสำหรับนักเรียนที่อ่านด้วยอักษรเบรลล์
  • Publication
    The Use of Music Therapy Interventions to Improve Pre-Reading Skills and Reduce Off-Task Behaviors during Reading Tasks of a Child with Autism Spectrum Disorders
    (2559) วิพุธ เคหะสุวรรณ; Wiputh Kehasuwan; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยดุริยางคศิลป์
    The purpose of this study was to examine the music therapy interventions used to improve pre-reading skills and reduce off-task behaviors during reading tasks of a 6-year-old child with Autism Spectrum Disorders (ASD). This study employed ABAB single-case experimental and qualitative case-study design. In the study, the music therapy interventions (B) were provided four days a week alternatively with non-music conditions each week including five days of baseline phase (A). The Word Reading Test (WRT) was used to evaluate pre-reading skills and Off-task Behavior Observation Form was employed to measure the off-task behaviors of the participant during reading tasks. The results were represented using visual inspection and qualitative case analysis. The results showed that the word reading scores of the participant were increased during both music and non-music conditions, but the scores rapidly improved during participating in music therapy sessions. In terms of off-task behaviors, participant exhibited off-task behaviors about 50% of the sessions. On the contrary, the off-task decreased dramatically while engaging in music therapy sessions and also reduced during participating in the second non-music phase.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    บริการทางการศึกษาสำหรับนักศึกษาหูหนวกที่ National Technical Institute for the Deaf
    (2550) พรพรรณ์ สมบูรณ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษา
    (2563) ภัทรานิษฐ สงประชา; ภัทรพล มหาขันธ์; ธีรศักดิ์ ศรีสุรกุล; Pattranit Songpracha; Pattarapon Maharka; Teerasak Srisurakul; มหาวิทยาลัยศิลปากร. ภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต. สาขาวิชาการศึกษาตลอดชีวิตและการพัฒนามนุษย์; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา. ภาควิชาหูหนวกศึกษา
    งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษา 6 ด้าน คือ1) ด้านอาคารสถานที่ 2) ด้านหลักสูตร 3) ด้านการเรียนการสอน 4) ด้านการให้บริการผู้เรียน 5) ด้านการจัดกิจกรรมผู้เรียน และ 6) ด้านสังคมกลุ่มเพื่อน และเปรียบเทียบการจัดสภาพแวดล้อม ตามระดับการรับรู้ของครูและนักเรียน ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ที่ได้บูรณาการวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และการวิจัยคุณภาพเข้าด้วยกัน โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลจากครูและนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษา ปีการศึกษา 2561 จำนวน 381 คน และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย (x ?) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพแวดล้อมด้านกิจกรรมผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยของระดับการรับรู้มากที่สุด ส่วนด้านสังคมและกลุ่มเพื่อน มีค่าเฉลี่ยของระดับการรับรู้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้ง 6 ด้าน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า สภาพแวดล้อมด้านสังคมกลุ่มเพื่อน มีระดับการรับรู้ของครูและนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05