Browsing by Author "ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล"
Now showing 1 - 20 of 54
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only กระบวนการค้าประเวณีหญิงข้ามชาติ : ศึกษากรณีหญิงต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาคร(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555) ทวีชัย ระเบียบ; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี; อุดมศักดิ์ สินธิพงษ์Item Metadata only กระบวนการในการชันสูตรพลิกศพของพนักงานสอบสวนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) กฤตศิลป์ พูนผลกุล ; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; สุณีย์ กัลยะจิตร; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลItem Metadata only กระบวนการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน : กรณีศึกษา สารภีโมเดล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2558) ชโลธร อัญชลีสหกร; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทำการถอดบทเรียน เพื่อสกัดเป็นชุดองค์ความรู้ เรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบำบัดฟื้นฟู แก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อนำมาเป็นแนวทางให้แก่ชุมชนอื่น ในอนาคตเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยใช้สำหรับเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษา คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุข และอาสาสมัคร ภายในโครงการสารภีโมเดล จำนวนทั้งสิ้น 15 คน โดยทำการคัดเลือกผู้ที่เริ่มปฏิบัติงานภายในโครงการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการและยังคงปฏิบัติงานอยู่จนถึงปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้สารภีโมเดลประสบความสำเร็จคือ ผู้นำ การมีส่วนร่วมของชุมชน การสื่อสาร และพื้นที่ในการจัดกิจกรรม ทั้ง 4 ปัจจัยส่งผลเกื้อหนุนให้การปฏิบัติงานด้านยาเสพติดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี การมีผู้นำที่มีสามารถในการกระตุ้นให้คนในชุมชนหันมาตระหนักถึงปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นปลุกจิตสำนึกสร้างการรับรู้เรื่องการเป็นเจ้าของปัญหาเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ไข การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกเพื่อสร้างเครือข่ายในการขอความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนโครงการ การใช้พื้นที่ที่ผู้เข้ารับการบำบัดคุ้นเคยส่งเสริมให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้ารับการบำบัดเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัย ปลูกฝังแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านยาเสพติดภายในพื้นที่ มีการกระจายข้อมูลข่าวสารให้คลอบคลุมเพื่อที่หากเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดคนในพื้นที่จะได้ทำการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที มีการจัดทำฐานข้อมูลผู้ติดยาเสพติดและสามารถให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลนั้น ๆ ได้เพื่อที่จะได้ช่วยสอดส่องดูแลคนในชุมชนของตนเองItem Metadata only กระบวนการเป็นโคโยตี้บอยในประเทศไทย(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ณัฐพสิษฐ์ ต้อยเที่ยง; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการ แรงจูงใจ สภาพแวดล้อม และ/หรือ เงื่อนไข ที่มีอิทธิพลต่อการผลักดัน ให้ผู้ชายเข้าสู่การประกอบอาชีพโคโยตี้บอย และศึกษาถึงปัญหาและ ผลกระทบของโคโยตี้บอยที่มีต่อสังคมไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพโคโยตี้บอยในสถานบันเทิงที่มีชื่อเสียงย่านพัฒน์พงษ์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 5 คน และย่านพัทยา จังหวัดชลบุรี จำนวน 5 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มคนที่เข้ามาประกอบอาชีพโคโยตี้บอยมักเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดี มี ร่างกายกำยำ เป็นคนร่าเริง กลุ่มคนเหล่านี้ขาดความผูกพันกับคนในครอบครัว ไม่มีแรงยึดเหนี่ยวหรือพันธะกับ ครอบครัว แรงผลักดันในการเข้าสู่อาชีพโคโยตี้บอยคือความต้องการมีเงินจำนวนมาก การมีรายได้จำนวนมาก ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองทัดเทียมกับคนอื่นใน และการชักชวนจากเพื่อนที่ประกอบอาชีพนี้อยู่แล้ว สภาพ ปัญหาและผลกระทบของโคโยตี้บอยต่อสังคมผู้ประกอบอาชีพนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมหรืออย่าง ใด แต่เป็นเพียงกลุ่มคนที่หันมาประกอบอาชีพนี้เพื่อต้องการเงิน และต้องการกินอยู่อย่างสบาย หรือได้รับการ ยอมรับจากบุคคลภายนอก ไม่ถูกรังเกียจหรือดูถูกว่ายากจน บุคคลเหล่านี้ไม่ต้องการประกอบอาชีพที่ผิด กฎหมาย แต่เลือกที่จะใช้ร่างกายของตนเองในการสร้างรายได้โดยไม่เดือดร้อนคนอื่น ๆ ในสังคม และมอง ประโยชน์เพื่อตนเอง ไม่ได้มองประโยชน์เพื่อสังคมแต่อย่างใด ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัย รัฐควรมีมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการเกี่ยวกับอาชีพที่ เกิดขึ้นในสถานบันเทิงต่างๆ ของประเทศ การลดหรือป้ องกันการเข้าสู่การเป็นโคโยตี้บอยควรเริ่มที่ครอบครัว ปลูกฝังค่านิยม บรรทัดฐานและแนวทางที่ถูกต้องให้กับเด็กและเยาวชน ควรเน้นนโยบายและให้ความรู้เรื่อง การมีเพศสัมพันธ์ เพราะในกลุ่มของโคโยตี้บอยมีเพศสัมพันธ์ในทุกเพศ การป้องกันตนเองจึงเป็นเรื่องที่ควร ต้องรณรงค์ให้มากItem Metadata only กระบวนการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก : กรณีศึกษาสื่อลามกเด็ก(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2567) กชกร เพิงระนัย; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; เสรี วรพงษ์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการในการตกเป็นเหยื่อของเด็กและเยาวชนในคดีการถูกละเมิดทางเพศทางอินเตอร์เน็ต 2) เพื่อศึกษาแนวทางและมาตรการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดต่อเด็กและเยาวชนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการคณะทำงานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ตและนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์จากองค์กรไม่แสวงหากำไร เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 33 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ จากการศึกษาพบว่า 1) การตกเป็นเหยื่อเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ ประเภทของเหยื่อ การเข้าถึงเหยื่อ และโอกาสในการตกเป็นเหยื่อ 2) แผนประทุษกรรมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของอาชญากร คือ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเงิน และเพื่อสนองความต้องการทางเพศซึ่งส่งผลต่อวิธีการทำให้ตกเป็นเหยื่อ คือ เข้าหาเหยื่อโดยตรง หรือเข้าหาเหยื่อทางอ้อม โดยผ่านทางอินเตอร์เน็ต 3) หลังจากการตกเป็นเหยื่อ ผู้เสียหายได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเยียวยาทางด้านจิตใจ แนวทางในการป้องกันอาชญากรรมคือการให้ความรู้ และการตระหนักรู้ มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิดต่อเด็กและเยาวชนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คือ การดำเนินการผ่านกระบวนการยุติธรรม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย คือ การบรรจุหลักสูตรความฉลาดทางด้านดิจิตัลเข้าไปในหลักสูตรการเรียนของนักเรียน ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ คือ แสวงหาความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management)Item Metadata only การก่ออาชญากรรมของแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า : กรณีศึกษาจังหวัดระนอง(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2553) อัฐภิญญา จงเจริญ; อัจฉราพรรณ จรัสวัฒน์; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; สุณีย์ กัลยะจิตรItem Metadata only การควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมปลาย : กรณีศึกษาเปรียบเทียบโรงเรียนรัฐบาลพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) พฤกจิกา จินทะยะ; พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์; ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าใจลักษณะการเข้าถึง และวิธีการควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตของเยาวชนที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษาและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มโรงเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยต่ำและกลุ่มโรงเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยมาก ของโรงเรียนรัฐบาลพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน โดยนำหลักเกณฑ์ผลการเรียนเฉลี่ยสำหรับเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยปี การศึกษา 2553 มาใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่งกลุ่มกับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาทุกกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตัวอย่าง สถาบันครอบครัว กลุ่มตัวอย่างสถาบันการศึกษาและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมปลาย รวมทั้งสิ้น 3 กลุ่มตัวอย่าง เป็นจำนวน 67 คน โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างควบคู่กันเพื่อเก็บข้อมูลจากการศึกษา (1) กลุ่มตัวอย่างสถาบันครอบครัว ที่โดยมากมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกับบุตร ประกอบด้วยผู้ปกครองที่มี และไม่มีการควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตของบุตร พบว่าถึงแม้จะมีการควบคุม ได้แก่ ตรวจสอบการใช้งานอินเตอร์เน็ตของบุตรย้อนหลัง ควบคุมมิให้จัดวางคอมพิวเตอร์ในห้องส่วนตัว และติดตั้งโปรแกรมสกัดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม แต่บุตรของผู้ปกครองบางท่านยังมีการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ต (2) กลุ่มตัวอย่างสถาบันการศึกษา และ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ พบว่าสถาบันการศึกษามีกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้งานอุปกรณ์เทคโนโลยีในสถานศึกษา และบางโรงเรียนมีโครงการรณรงค์เกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ แต่นักเรียนบางคนยังมีการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตในสถานศึกษา นอกจากนี้ในส่วนของการป้องกันยังพบว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐมีมาตรการในการป้องกันการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตของเยาวชนหลายมาตรการ อาทิ การจัดทำโปรแกรมเฮ้าส์คีปเปอร์ เพื่อสกัดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมและโครงการลูกเสือไซเบอร์ เพื่อสร้างแกนนำนักเรียนในการสอดส่อง และใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสม แม้ว่ากลุ่มตัวอย่างสถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษาจะมีการควบคุมดังกล่าวข้างต้น แต่นักเรียนยังมีการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ผลการวิจัยจึงไม่สอดคล้องสมมติฐานที่ว่า สัมพันธภาพและความใกล้ชิดภายในครอบครัว และนโยบายและการควบคุมของสถาบันการศึกษา ส่งผลต่อการเข้าถึงเนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ต (3) กลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมปลาย พบว่านักเรียนมีพฤติกรรมเข้าถึงเนื้อหาทางเพศจากเว็บไซต์ลามกอนาจาร เว็บไซต์บันเทิงทั่วไปที่มีเนื้อหาทางเพศแฝงและเว็บไซต์สังคมออนไลน์และเคยมีพฤติกรรมส่งต่อภาพลามกอนาจารให้กับกลุ่มเพื่อนรวมทั้งการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ผู้วิจัยเห็นควรว่าผู้ปกครองและครูอาจารย์ ต้องก้าวทันอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง และการควบคุมการเข้าถึง เนื้อหาทางเพศบนอินเตอร์เน็ตต้องกระทำอย่างจริงจัง ตลอดจนภาครัฐควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกชนชั้นรู้ถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มากขึ้นItem Metadata only การคุ้มครองพยานในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555) ภควดี ประดับเพชรรัตน์; สุณีย์ กัลยะจิตร; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในการคุ้มครองพยานในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อนำ มาตรการการคุ้มครองพยานมาใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลโดยเก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้เกี่ยวข้องในการคุ้มครองพยานในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในภาครัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ผู้บริหาร และผู้ให้ถ้อยคำหรือผู้แจ้งเบาะแสของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม จำนวนทั้งสิ้น 20 คน ผลการศึกษาพบว่า ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในการคุ้มครองพยานในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าการคุ้มครองพยานเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากพยานเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบและได้รับอันตรายจากการให้ถ้อยคำ ให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสให้แก่หน่วยงานภาครัฐ สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อนำ มาตรการการคุ้มครองพยานมาใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เนื่องจากจำนวนบุคลากรและงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐไม่เพียงพอต่อการให้ความคุ้มครอง และการขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือในการให้ความคุ้มครองพยานโดยตรง ประกอบกับการขาดระเบียบปฏิบัติที่เป็นแนวทางสำหรับการคุ้มครองพยานของเจ้าหน้าที่ ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยตรง รวมทั้งขาดการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับระเบียบมาตรการคุ้มครองพยาน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้นการคุ้มครองพยานจึงเป็นมาตรการที่ควรนำ มาปฏิบัติใช้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วและชัดเจน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พยาน และเป็นการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการให้ความร่วมมือป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตภาครัฐอีกด้วยItem Metadata only การดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการร้านเกมคอมพิวเตอร์ : ศึกษาเฉพาะกรณีร้านเกมคอมพิวเตอร์ในจังหวัดนครปฐม(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2555) วศโอม กัลปาลี; วีระ วงศ์สรรค์; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลItem Metadata only การตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของเด็กและเยาวชน : ศึกษากรณีเฉพาะการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) รพีภัทร ฐิติอุดมพัฒน์; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลThis study was to investigate the state, factors and reasons for juveniles becomming the victims of human trafficking, and sexual exploitation. The results revealed human trafficking gradually evolved from slave trading in the past to prostitution currently. Even though prostitution was brought under control by law enforcement, prostitution progressed to sending Thai women to sell sex overseas. At the same time, foreign women, mostly from Laos, Myanmar, and Cambodia entered Thailand's sex trade. Soon, these prostitutes were getting younger and younger, which initiated the human trafficking business, and having agents, providers or ring leaders who arrange the delivery of child prostitutes to many service facilities. Victimization in juvenile trafficking is caused by the following 3 factors: 1.) Family Reasons: In families whose parents divorced or remarried and established new families, the children or youths from the old families were left with a guardian. Children staying with remarried mothers often ran into conflict with their step fathers, who lack family warmth. These children have low self-esteem, and become vulnerable and more dependent on others. 2.) Economic Reasons: Most troubled children or youths came from poor families, having parents working as farmers or hired workers with inconsistent earnings as well as the fact that many families were burdened with lots of children. With a large family and inconsistent earnings, living and education costs increased tremendously until the parents were unable to provide for their children equally, causing family financial problems and debts. 3.) Social and Community Reasons: Some communities place more value on material wealth. Locals preferred to send their offspring to work in foreign countries to support their families. Their desire for their daughters to work abroad was heightened when neighbors came back from working abroad and improved their living conditions with their foreign earnings. This research recommends the collaboration of all public and private sectors, including the general public, to actively find preventive measures and solutions for the victims of juvenile trafficking. The public must be informed about the impact and be aware of common activities. At the same time, they must be made aware of human trafficking. The police officers should patrol the risk areas where sex may be secretly traded as well as arrest and charge the operators, agents, procurers, or anyone involved. People must get involved in the process as well. For example, family members should closely monitor their children's behavior, and provide them with love and warmth, as well as focus on the cause of problems to detect any changes that may lead to major problems later. More specifically, the children or youths hooked on drugs or games are vulnerable to becoming human trafficking victims. As for the community, community leaders, such as village heads, must be aware of the problems and disseminate knowledge on human trafficking among the locals, and the locals must keep their eyes open for suspicious activities in their community.Item Metadata only การนำแนวคิดแบบตำรวจชุมชน (community policing) มาประยุกต์ใช้ในการป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตเมือง : กรณีศึกษาชุมชนในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน และบางบอน(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ยุทธภูมิ ฝอยทอง ; ชาญคณิต กฤตยา สุริยะมณี; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; พิศาล มุขแจ้งการศึกษาเรื่องการนำแนวคิดแบบตำรวจชุมชน (Community Policing) มาประยุกต์ใช้ในการ ป้ องกันปัญหาอาชญากรรมในเขตเมือง : กรณีศึกษาชุมชนในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียน และบางบอน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวความคิด รูปแบบและวิธีการเกี่ยวกับตำรวจชุมชน (Community Policing) ที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งความเป็ นไปได้ของการที่จะนำแนวคิดแบบ Community Policing มาประยุกต์ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมในสังคมเมืองในอนาคต การ ศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งได้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก คณะกรรมการชุมชนในเขตทั้งสองเขตดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 200 ราย นอกจากนั้นแล้วยังใช้วิธีการศึกษาวิจัยในเชิง คุณภาพมาสนับสนุนการการวิจัยครั้งนี้อีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในส่วนของการอภิปรายผลการวิจัย คือใช้วิธีการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีประสบการณ์ในการทำงานทางด้านตำรวจ ชุมชนสัมพันธ์มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี เขตละประมาณ 5-8 ราย ผลจากการวิจัยครั้งนี้พบว่า สมมติฐานที่กำหนดเอาไว้ได้รับการยอมรับกล่าวคือ เมื่อได้ทดสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางด้านพื้นที่ที่คณะกรรมการชุมชนอาศัยอยู่ทั้งสองเขตกับปัจจัยทางด้านความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับกลยุทธ์แบบตำรวจชุมชน รวมทั้งปัจจัยทางด้านรูปแบบที่เหมาะสมของกลยุทธ์แบบตำรวจชุมชนที่ ควรจะนำมาใช้ในชุมชนในอนาคต โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - way Analysis of variance) แล้วพบว่า กลุ่มตัวอย่างหรือคณะกรรมการชุมชนบางขุนเทียนมีค่าเฉลี่ยของความรู้ความเข้าใจกลยุทธ์ หรือแนวคิดแบบตำรวจชุมชน รวมทั้งรูปแบบที่เหมาะสมของกลยุทธ์แบบตำรวจชุมชนที่ควรจะนำมาใช้ในชุมชน มากกว่าคณะกรรมการชุมชนในเขตพื้นที่บางบอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติItem Metadata only การบริหารจัดการคนเก่งสำหรับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม : ศึกษากรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2558) จิรากร อารีย์รัตนะนคร ; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; ปริญญา ธูปกระจ่าง; นัยนา เกิดวิชัยการวิจัย การบริหารจัดการคนเก่งสำหรับองค์กรในกระบวนการยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม" ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาการบริหารจัดการคนเก่งกรมสอบสวนคดีพิเศษกระทรวงยุติธรรมเพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริหาร จัดการคนเก่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมและเพื่อศึกษาแนวทางและแผนการบริหารจัดการคนเก่งสำหรับ กรมสอบสวนคดีพิเศษกระทรวงยุติธรรมดำเนินการวิธีการวิจัยแบบผสมโดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพโดยบูรณาการใช้ข้อมูลจากข้อมูลทุติยภูมิและข้อมูลปฐมภูมิที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การบริหารจัดการคนเก่งในกระบวนการยุติธรรม : กรมสอบสวนคดีพิเศษในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้ง 9 ด้านซึ่งได้แก่ (1) ด้านการดำเนินการในองค์กร (2) ด้านตัวบุคคล (3) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (4) ด้านบุคลากรที่เก่งมีคุณภาพ (5)ด้านวัฒนธรรมองค์กร (6)ด้านการดูแลเอาใจใส่ขององค์กร (7)ด้านการพัฒนาคนเก่ง (8) ด้านการสื่อสารและ (9) ด้านการพัฒนาศักยภาพ 2) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริหารจัดการคนเก่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม คือสภาพการประเมิน เป็นการประเมินจากผู้บังคับบัญชาเป็นหลักและสภาพการประเมินผลการทำงานชัดเจนเป็นระบบกรมสอบสวนคดีพิเศษ 3) แนวทางและแผนการบริหารจัดการคนเก่ง สำหรับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมประกอบด้วยแผน 1 แผนการคัดกรองคน แผน2 สร้างคนเก่งเป็นต้นแบบ (3) แผน 3 พัฒนาคนเก่ง แผน 4 รักษาคนเก่งแผน 5 สืบทอดทายาทคนเก่าและแผน 6 การบริหารทรัพยากรบุคคล 4) พิสูจน์สมมติฐาน (1) ระดับการศึกษา กับด้านบุคลากร (2) ระยะเวลาในการปฏิบัติงานกับด้านการดูแลเอาใจใส่ขององค์กร (3) สถานะความต้องการรักและศรัทธากรมสอบสวนคดีพิเศษกับ ด้านการสื่อสารและ (4) สิ่งที่ทำให้การปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท กับด้านการพัฒนาศักยภาพมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ 1) เร่งรัด กำกับและติดตาม ดำเนินการศึกษาและวิจัยพัฒนา วัฒนธรรมองค์กรกรมสอบสวนคดีพิเศษนำไปสู่การจัดทำประมวลวัฒนธรรมองค์กรกรมสอบสวนคดีพิเศษ และผลักดันให้เป็นระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ 2) ส่งเสริมการสร้างและพัฒนาสถาบันการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร กรมสอบสวนคดีพิเศษให้เป็นคนดีและคนเก่ง จัดกลุ่มคนเก่งแต่ละด้าน มีภาวะผู้นำ คิดริเริ่มในการวางแผน และตัดสินใจในระหว่างปฏิบัติงานอย่างรอบคอบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีความสามารถใช้สื่อต่างๆกำกับสั่งงานและควบคุมทีมงานให้เข้าใจทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ 3) พัฒนากรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) โดยการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice -COP) เพื่อส่งเสริมให้มีการแบ่งปันถ่ายทอดความรู้ให้กับบุคลากรทุกคน สำนักมีความรู้และลักษณะการที่แตกต่างกัน ใช้วิธี "การแลกเปลี่ยน (Cross Training) ระหว่างสำนัก แบ่งปันถ่ายทอดความรู้แก่กันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 4) คัดสรรและเลือกบุคลากรโอน/ย้ายและบรรจุโดยคำนึงถึงความเก่งเป็นเกณฑ์หลัก มุ่งเน้นคนที่มีประวัติการรับราชการดีและมีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม การพัฒนาคนเก่งโดยครอบคลุม มิติด้านคุณธรรม และจริยธรรม สร้างกลไกและมาตรการสนับสนุนดูแล รักษาคนเก่งคนดี (Talents) ให้อยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ผู้บริหาร ดูแลเอาใจใส่ประเมินความเก่งของบุคคลใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาเลื่อนระดับ และเข้าสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น มีความก้าวหน้าในการทำงานแบบก้าวกระโดดได้(Fast Trace ) มอบรางวัลสวัสดิการ และชมเชย ยกย่อง เชิดชูเกียรติของคนเก่ง และ 5) ปรับแผนยุทธศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษประจำปีให้สอดรับกับสถานการณ์การพัฒนาพัฒนาศักยภาพบุคลากร กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยมีแผน โครงการ/กิจกรรม การบริหารจัดการคนเก่งในช่วงเร่งด่วนต่อไปในเรื่องต่างๆ และสำนักฯที่ควรรับผิดชอบ 6.ข้อเสนอสำหรับการศึกษาวิจัยต่อไป ควรมีการวิจัย เรื่องดังต่อไปนี้ 1)การมีส่วนร่วมในสร้างวัฒนธรรมองค์กรคนเก่งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม 2)การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อการเสริมสร้างความรักและศรัทธากรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม 3) รูปแบบและวิธีการประเมินผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และ 4) กลไก และมาตรการ สนับสนุนดูแลรักษา คนเก่งคนดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมItem Metadata only การบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2557) เสาวนีย์ สงวนกลิ่น; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของเด็กและเยาวชน เพื่อศึกษาช่องว่างของกฎหมายที่มีผลต่อการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน และเพื่อหา แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิดซ้ำ ต่อไป ซึ่งเป็นการ วิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ บุคคลที่อยู่ใน กระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน โดยแบ่งเป็น ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม จำนวน 2 ท่าน พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม จำนวน 5 ท่าน เจ้าพนักงานตำรวจในเขต พื้นที่จังหวัดนครปฐมจำนวน 6 ท่าน พนักงานคุมประพฤติของสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครปฐม จำนวน 6 ท่าน และนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครปฐม จำนวน 4 ท่าน รวมผู้ให้ข้อมูลหลักในการศึกษาครั้งนี้จำนวนทั้งสิ้น 23 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า การบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนยังไม่มี่ความ เหมาะสม ยังขาดประสิทธิภาพและลักษณะของกฎหมายยังส่งผลต่อการกระทำความผิดซ้ำของเด็กและเยาวชน อัน เนื่องมาจากปัญหาช่องว่างของกฎหมาย แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ส่งผลให้เด็กและ เยาวชนกระทำความผิดซ้ำคือ ประการแรกควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ให้มีการแยกการดำเนินกระบวนพิจารณา คดีสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดซ้ำออกจากการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีสำหรับเด็กและเยาวชนที่ กระทำความผิดครั้งแรก ประการที่สองควรมีการแก้ไขกฎหมาย ให้มีความเป็นปัจจุบัน ทันกับสภาพสังคมในปัจจุบัน และมีสภาพการบังคับใช้ที่เหมาะสม ประการที่สามควรมีการแก้ไขกฎหมาย ในบทมาตราที่มีวัตถุประสงค์ในการมุ่ง ให้โอกาสเด็กและเยาวชน ให้มีความชัดเจน ประการที่สี่ควรมีการแก้ไขกฎหมาย โดยเพิ่มมาตรการทางกฎหมาย ใน การแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด และประการสุดท้ายควรมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มหน่วยงานนี่จะเข้ามา ดูแลเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด ในส่วนที่ต้องมีการคุมประพฤติ เพื่อเป็นการควบคุม สอดส่อง ติดตามดูและ พฤติกรรมอย่างใกล้ชิดItem Metadata only การบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ : กรณีศึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2558) กันยภัทร ทองมา; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล"การบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กรณีศึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดประจวบคีรีขันธ์" เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informant) ได้แก่ ผู้กำกับ การตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 15 สถานี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน และฝ่ายปราบปราม ที่มีประสบการณ์ทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ไม่น้อยกว่า 5 ปี และเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 20 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ เชิงลึก ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆเพื่อ ดำเนินการป้องกันและปราบปรามอย่างต่อเนื่องและดำเนินการตามแนวทางที่รัฐบาลกำหนด อย่างไรก็ตาม ความรู้ความเข้าใจร่วมกันในแนวทางการดำเนินการและกฎหมายยังขาดการเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อการตัดสินใจในการดำเนินการบังคับใช้ 2) ด้านปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้แก่ ความร่วมมือ ดำเนินการระหว่างหน่วยงาน ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ การรับรู้เรื่องการค้ามนุษย์และความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของประชาชน 3) ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์นอกจากปัญหาด้านการบริหารจัดการทั่วไป (บุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์) ยังมีปัญหาและอุปสรรคด้านภูมิ ประเทศของพื้นที่ที่กว้างใหญ่ มีทางเข้าออกหลายด้านและการเป็นเส้นทางผ่านขึ้นลง การขาดความรู้ความเข้าในบทบัญญัติทางกฎหมาย การใช้ดุลพินิจ การขาดความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือของประชาชนข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การจัดอบรมความรู้และทักษะการปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง การวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายหรือเหยื่อ เร่งรัดการประสานงานการส่งต่อให้รวดเร็ว จัดทำระบบฐานข้อมูลให้ทันสมัยแก้กฎหมายที่มีช่องโหว่ กำหนดบทบาทเจ้าหน้าที่ชัดเจนและจัดทำคู่มือ ข้อเสนอสำหรับการศึกษาวิจัยต่อไป ควรมีการศึกษาการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการดำเนินการต่อต้านการค้ามนุษย์ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ความต้องการของผู้เสียหายหรือเหยื่อจากกระบวนการค้ามนุษย์Item Metadata only การบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแองกอฮอล์ พ.ศ. 2551 รอบเขตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2559) พลัฏฐ์ แก้วศุภาสวัสดิ์; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ และการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบเขตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2) เพื่อศึกษาถึงการรับรู้และการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายรอบเขตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันในการรับรู้ และการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-method) ทั้งเชิงปริมาณ (Quantitative method) และเชิงคุณภาพ (Qualitative method) โดยสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling) สำหรับกลุ่มตัวอย่างของนิสิต มีจำนวนตัวอย่างรวม 398 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง สำหรับผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบเขตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (Purposive sampling) ได้จำนวน 31 คน และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายใช้วิธีการ เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) มีจำนวน 20 ตัวอย่าง รวมกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3 กลุ่ม มีจำนวน 449 คน ทำการเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 3 ชุด และแบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คุณสมบัติตัวแปรค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบด้วยค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ทดสอบด้วยค่า t-test (Independent Sample t-Test), One Way ANOVA และทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ( Scheffe Test) กำหนดค่านัยสำคัญที่ 0.05 ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) การรับรู้กฎหมายและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ของนิสิต พบว่านิสิตมีการรับรู้กฎหมายในภาพรวมอยู่ในสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างและมีการปฏิบัติตามกฎหมายในภาพรวมอยู่ในสัดส่วนที่สูง 2) ผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีการรับรู้กฎหมายในสัดส่วนที่น้อยและมีการปฏิบัติตามกฎหมายในสัดส่วนน้อยที่เช่นกัน 3) เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย มีการรับรู้กฎหมายจำนวนมาก แต่มีการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้ที่กระทำผิดในสัดส่วนที่น้อย เพราะไม่ดำเนินการทางคดีอย่างเคร่งครัด จริงจังกับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพราะขาดอำนาจในการดำเนินการ มีจำนวนบุคลากรที่จำกัด งบประมาณไม่เพียงพอ และมีภารกิจอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบเป็นจำนวนมาก 4) ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างในการรับรู้และการปฏิบัติตามกฎหมายของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แก่ เพศ รายได้ต่อเดือน และ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนโดยแตกต่างกันในด้านสถานที่จำหน่ายและด้านสถานที่ดื่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ควรมีการรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกการตระหนักรู้แก่นิสิต ผู้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในด้านพิษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และให้ทำความรู้ความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถ่องแท้เพื่อที่จะไม่ได้มีการละเมิด กฎหมาย รวมถึงมหาวิทยาลัย ชุมชนและหน่วยงานของรัฐควรมีการร่วมมือแก้ไขปัญหาด้วยกันและมีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ ร่วมกันเพื่อสำรวจการดื่มรอบเขตมหาวิทยาลัยอันเป็นการลดนักดื่มหน้าใหม่ในหมู่วัยรุ่น รวมถึงควรมีการกำหนดโซนนิ่งการ จำหน่าย การจัดตั้งสถานประกอบการเป็นการเฉพาะพื้นที่ให้ห่างไกลไปจากสถานศึกษาเป็นระยะห่างอย่างน้อย 1,500 เมตร และควร สร้างความรู้ความเข้าใจและเข้มงวดกับเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ต่อเนื่องและจริงจัง รวมถึง มหาวิทยาลัยควรมีกฎระเบียบลงโทษแก่นิสิตที่ฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังItem Metadata only การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 2(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556) ณรงค์ฤทธิ์ งามแฉ่ง ; เชษฐ รัชดาพรรณาธิกุล; สุณีย์ กัลยะจิตร; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุลPublication Open Access การประเมินความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(2561) ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสังคมศาตร์และมนุษยศาสตร์. ภาควิชาสังคมศาสตร์การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความพร้อมการดำเนินงาน แสวงหาแนวทางการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐานและรองรับกับ การดำเนินการตามหลักสากล และวางแนวทางและยุทธศาสตร์การดำเนิน การเตรียมการในด้านต่าง ๆ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจ แห่งชาติในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ใช้การวิจัยเป็นการ วิจัยแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยทำการสำรวจ ความคิดเห็น (Survey Research) ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกระดับชั้น ทั่วประเทศ โดยการสุ่มหลายขั้นตอนได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 371 นาย ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำการตรวจคุณภาพ เครื่องมือทั้งการหาค่าความเที่ยงตรงและค่าความเชื่อมั่นและการสนทนากลุ่ม (Focus Discussion) จากหัวหน้าด่านจำนวน 120 นาย จำนวน 9 ครั้ง และ จากผู้ใช้บริการงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 50 คน จำนวน 2 ครั้ง วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและ ANOVA และการประมวลผล เชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า ด้านปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง อายุระหว่าง 31–40 ปี สมรสแล้ว การศึกษาระดับปริญญาตรีหรือ เทียบเท่า มีชั้นยศชั้นประทวน ระยะเวลาการปฏิบัติงานที่สำนักงานตรวจคน เข้าเมืองจนถึงปัจจุบัน ระหว่าง 0–5 ปี มีรายได้รวมครอบครัว (เฉลี่ยรวม ต่อเดือน) 20,000–35,000 บาท และสำหรับหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอยู่ปัจจุบัน ได้แก่ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 รองลงมาได้แก่ กองบังคับการตรวจ คนเข้าเมือง 3 ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเตรียมความ พร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเตรียม ความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ แผนการดำเนินงานที่ชัดเจน รองลงมาได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ นโยบาย และ อื่น ๆ เช่น วัฒนธรรมของคน ต่างชาติ เป็นต้น ตามลำดับ ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อม เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความคิดเห็นเกี่ยว กับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยภาพรวมอยู่ใน ระดับปานกลาง ไม่ว่าเป็นด้านประสิทธิผล (Effectiveness) และ ประสิทธิภาพ (Efficiency) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ด้านปัจจัยทีส่งผลต่อความสำเร็จ ของการดำเนินการคือ ผลลัพธ์ (Outcome) และความยั่งยืน (Sustainability) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ จัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานการตรวจคนเข้า เมือง ปรับเปลี่ยนอัตรากำลังให้เหมาะสมกับภารกิจงาน จัดทำโครงการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ การประสานกับทางจังหวัดหรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือในการดูแลและพัฒนา การจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (Ad hoc Center) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดำเนินการเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมและการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นต้นItem Metadata only การประเมินผลการดำเนินโครงการชุมชนปลอดภัยไร้อาชญากรรมของตำรวจภูธรภาค 7 ตามแบบจำลอง CIPP Model(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2559) ภคิน ศิวเมธากุล ; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; เสรี วรพงษ์; มีชัย สีเจริญการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการชุมชนปลอดภัยไร้อาชญากรรมของตำรวจภูธรภาค 7 โดยใช้แบบจำลองการประเมินแบบ CIPP Model กลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในโครงการสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ทั้งหมด จำนวน 208 คน ใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ค่าทางสถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่า Chi-square วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรม SPSS for Window ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านข้อมูลปัจจัยภูมิหลังหรือสถานภาพส่วนบุคคล พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 ที่เข้าร่วมโครงการชุมชนปลอดภัยไร้อาชญากรรมของตำรวจภูธรภาค 7 ที่ทำการศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 46 ปี ขึ้นไป การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี เป็นข้าราชการชั้นประทวนประสบการณ์ในการทำงาน/การปฏิบัติงานมากกว่า 20 ปี ขึ้นไป สถานภาพสมรสแล้ว มีรายได้ 15,000 บาทขึ้นไปต่อเดือน 2) ด้านระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ พบว่าระดับความคิดเห็นในภาพรวมในระดับความคิดเห็นมากที่สุดด้านบริบทหรือสิ่งแวดล้อม ด้านผลผลิตและด้านความยั่งยืนของโครงการ ระดับมากด้านกระบวนการดำเนินการ ระดับปานกลาง 3) ด้านการทดสอบสมมติฐานระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับความคิดเห็นต่อการประเมินผลโครงการ พบว่า ปัจจัยด้าน เพศ ระดับการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่ สถานภาพสมรส รายได้ จำนวนโครงการพัฒนาของสถานีตำรวจที่เคยดำเนินการ บทบาทในการดำเนินโครงการ และการสื่อสารระหว่างทีมงานมีความสัมพันธ์กับ ระดับของการดำเนินโครงการ ในขณะที่ อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน/การปฏิบัติงาน ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับ ของการดำเนินโครงการ 4) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ ควรประสานการดำเนินโครงการกับหน่วยอื่นๆ จัดสรรงบประมาณ และเพิ่มจำนวนบุคลากร ส่งเสริมและพัฒนาสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ยกย่องชมเชยผู้ปฏิบัติงาน ประชาสัมพันธ์ การดำเนินการและมีการสร้างเครือข่าย การศึกษาเปรียบเทียบ การจัดทำแผนที่การดำเนินการและวิจัยเชิงคุณภาพPublication Open Access การประเมินผลสำเร็จกองทุนยุติธรรม(2561) ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. ภาควิชาสังคมศาสตร์การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินความสำเร็จของกองทุน ยุติธรรมตามวัตถุประสงค์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549–2556 ศึกษาเปรียบเทียบการ ให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทาง กฎหมายของประเทศไทยกับต่างประเทศและเพื่อแสวงหาแนวทางในการ พัฒนากองทุนยุติธรรมให้สามารถช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ตามหลักสากล การดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมระหว่าง การวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยทำการสำรวจความคิดเห็น (Survey Research) ประชากรกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนผู้มารับบริการจากกองทุน ยุติธรรมทั่วประเทศ จำนวน 367 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารกองทุนและสนทนากลุ่ม (Focus group) กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกภูมิภาค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการประมวลผลเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1. ด้านการศึกษาประเมินผลสำเร็จจากการดำเนินงานกองทุนยุติธรรม ตามวัตถุประสงค์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549–2556 กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นเกี่ยว กับความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีประสิทธิผล และประสิทธิภาพ รวมทั้งคุณภาพการดำเนินงานของกองทุนฯ และของ ผู้รับทุน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง แต่ผลลัพธ์ (Outcome) และ ความยั่งยืน (Sustainability) ผลกระทบของการพัฒนากองทุนยุติธรรม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2. ด้านการศึกษาเปรียบเทียบการให้ความช่วยเหลือประชาชนทาง กฎหมายให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายของประเทศไทยกับ ต่างประเทศ พบว่า ต่างประเทศส่วนใหญ่จะมีการสำรวจปัญหากฎหมายที่ ประชาชนประสบในแต่ละพื้นที่ก่อน แล้วจึงมาดำเนินการกำหนดกรอบการให้ ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เพื่อให้หลักประกันว่าตรงตามความต้องการ (Meet Need) ที่แท้จริง มีการเปิดเว็บไซต์การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ที่ประชาชนสามารถเข้าไปเรียนรู้ทำความเข้าใจ และสามารถยื่นเรื่องผ่าน เว็บไซต์ได้โดยตรง มีการขยายการดำเนินงานไปที่การไกล่เกลี่ยและระงับข้อ พิพาททางเลือก (ADR) มีการตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายระดับชุมชน (Community Center) ในขณะที่ไทยปัจจุบันมีศูนย์นำร่องดำเนินการ จำนวนมาก แต่ยังขาดการสำรวจ ตั้งเว็บไซต์และกองทุนยุติธรรม ไม่ได้มี เป้าหมายในการระงับข้อพิพาทระดับชุมชนแต่มีกลไกส่งเสริม เช่น ศูนย์ยุติธรรม ชุมชน ศูนย์ระงับข้อพืพาทกรมคุ้มครองสิทธิ เป็นต้น 3. ด้านการแสวงหาแนวทางในการพัฒนากองทุนยุติธรรมให้สามารถ ช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ตามหลักสากล จากการ ประเมินตามหลักยุทธศาสตร์และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะ สามารถดำเนินการ ได้ ได้แก่ การสำรวจปัญหากฎหมาย การปรับปรุงค่มู ือ การตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาการพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้งาน การสร้างเกณฑ์วัดแบบ Mean/Merit test การถอดบทเรียนความผิดพลาดมาใช้ เป็นต้นItem Metadata only การพัฒนาการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับคนยากจน : ศึกษากรณีผู้มารับบริการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมภาครัฐ(มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2559) ชญานิษฐ์ พลโลก; ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล; เสรี วรพงษ์; ชวนัสถ์ เจนการการศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการพัฒนาการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับคนยากจนในประเทศไทย ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงความยุติธรรมของคนยากจนและศึกษาปัญหาและอุปสรรคการเข้าถึงความยุติธรรมของคนยากจนในประเทศไทย ประชาชนที่มาขอรับความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายจากจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนเรื้อรังที่ติดลำดับจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 ลำดับแรกเกือบทุกปี จำนวน 400 คนเป็นประชากรกลุ่มตัวอย่าง และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Chi-Square และการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) ด้านข้อมูลส่วนบุคคล พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ ระหว่าง 31 - 40 ปี มีสถานภาพสมรสระดับการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า อาชีพเกษตรกรรม ระยะเวลาการอาศัยในพื้นที่จนถึงปัจจุบันมากกว่า 20 ปี รายได้ครอบครัว (เฉลี่ยรวมต่อเดือน) ต่ำกว่า 10,000 บาท ปัญหาทางกฎหมายที่ประสบหรือเคยประสบ พบว่าส่วนใหญ่มีปัญหาทางคดีเกี่ยวกับที่ดิน รองลงมาได้แก่ คดีแพ่ง 2) ด้านปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับคนยากจนได้แก่ นโยบายรัฐที่ชัดเจน ความร่วมมือในดำเนินการของเอกชน ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินคดีของประชาน คุณภาพทนายความ และ 3) ปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับคนยากจน ได้แก่ นอกจากปัญหาด้านความล่าช้าในของ คดียังมีปัญหาและอุปสรรคด้านการเดินทางเข้ามาในเขตเมือง การขาดความรู้ความเข้าในกระบวนการดำเนินคดี งบประมาณ การขาดตัวแทนผู้รับผิดชอบทางคดีที่ต่อเนื่อง การให้ความช่วยเหลือไม่ตรงตามที่ต้องการ รวมทั้งการขาดมาตรฐานในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การจัดอบรมความรู้ทางกฎหมายทางแพ่งที่ตรงตามปัญหาในพื้นที่ประสบแก่ประชาชนและกำหนดให้การช่วยเหลือทางกฎหมายแก่คนยากคนเป็น pro bono สำหรับทนายความอาวุโส กำหนดเจ้าหน้าที่ ผู้รับผิดชอบคดีต่อเนื่อง การวางแนวทางในการให้ความช่วยเหลือทั้งกระบวนการจนเสร็จคดี เร่งรัดการประสานงานการทำคดีให้รวดเร็ว จัดทำระบบฐานข้อมูลให้ทันสมัยที่ประชาชนสามารถเข้าถึงง่าย และจัดทำคู่มือข้อเสนอสำหรับการศึกษาวิจัยต่อไป ควรมีการศึกษาการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายอย่างสะดวก ง่าย การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่คนยากจน สำรวจความต้องการการช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่
- «
- 1 (current)
- 2
- 3
- »
